หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
อย่าฆ่าช้างเอางา

พลังเศรษฐกิจ : ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์  PiyasvastiA@kasikornasset.com กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2549

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 31 สิงหาคม 2549 มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและคณะได้ยื่นต่อศาลปกครองสูงสุด ให้เพิกถอนพระราชกฤษฎีกากำหนดอำนาจ สิทธิ และประโยชน์ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) พ.ศ. 2544 และพระราชกฤษฎีกากำหนดเงื่อนเวลายกเลิกกฎหมายว่าด้วยการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2544 เนื่องจากเห็นว่ากระบวนการในการแปลงสภาพ ปตท.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีการโอนอำนาจมหาชน และสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ไปให้แก่เอกชน และการแปรรูปปตท.ทำให้เกิดความเสียหายอย่างมากต่อประชาชน

การแปรรูปปตท.นั้นมีรายละเอียดที่แตกต่างกับกรณีกฟผ.พอสมควร และกรณี กฟผ. ผมก็เห็นด้วยกับการเพิกถอน พระราชกฤษฎีกาทั้งสองฉบับ สำหรับปตท.นั้นประเด็นแรกที่เราควรต้องพิจารณาคือ การแปรรูปปตท. ทำให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนจริงหรือ โดยเฉพาะการกล่าวอ้างว่า การแปรรูปปตท.ทำให้ผู้บริโภคต้องซื้อพลังงาน สูงกว่าในกรณีที่ไม่มีการแปรรูป ซึ่งผมคิดว่าไม่เป็นความจริงด้วยเหตุผล 3 ประการ

ประการแรก ราคาน้ำมันและปิโตรเคมีรวมทั้งค่าการกลั่นน้ำมันในประเทศที่เพิ่มขึ้นมากนั้น เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของทั้งราคาในตลาดโลก ซึ่งเกิดจากการลงทุนในการขุดเจาะสำรวจปิโตรเลียม การสร้างโรงกลั่นน้ำมันและโรงงานปิโตรเคมีที่ไม่เพียงพอทั่วโลกเป็นเวลาหลายปี และมิได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่เนื่องจากรัฐบาลไทยมีนโยบายการค้าเสรีทางด้านน้ำมัน ราคาน้ำมันทุกชนิดในประเทศไทย รวมทั้งค่าการกลั่นจึงเพิ่มขึ้นด้วยตามสภาวะในตลาดโลก

ค่าการกลั่นน้ำมันที่เพิ่มขึ้นมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานี้คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้โรงกลั่นน้ำมันทั้งหลายในประเทศไทย มีกำไรเพิ่มขึ้นมากจากเดิมที่ประสบภาวะขาดทุนอย่างรุนแรงทุกบริษัท ในขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นก็ทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น แต่ในอัตราที่น้อยกว่ามาก เนื่องจากสูตรราคา ณ ปากหลุม ทำให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์พอสมควร กำไรของปตท.สผ.จึงเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

ถ้าไม่มีการแปรรูปปตท.ราคาพลังงานจะต่ำกว่าในปัจจุบันหรือไม่ คำตอบคือไม่ถ้านโยบายในการกำหนดราคาเหมือนเดิม และในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายในการกำหนดราคา ณ โรงกลั่นหรือราคาก๊าซธรรมชาติแต่อย่างใด แต่หากรัฐต้องการให้ราคา ณ โรงกลั่นน้ำมันลดลง 3 บาทต่อลิตร ก็สามารถทำได้อยู่แล้วโดยกลับมาใช้ระบบการควบคุมราคาอีกครั้ง อำนาจตามกฎหมายก็มีอย่างเพียงพอ คือพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง แต่การกระทำดังกล่าวอาจมีผลเสียในระยะยาว ซึ่งไม่คุ้มค่ากับราคาน้ำมันที่ลดลงในช่วงสั้น

ประการที่สอง ผมเห็นว่าการแปรรูปปตท.ซึ่งผูกขาดในการขายก๊าซธรรมชาติ ไม่ได้ทำให้ปตท.เอาเปรียบประชาชนในการขายก๊าซ ระบบท่อก๊าซของไทยยังเป็นระบบเล็กและยังไม่ควรมีผู้ขนส่งก๊าซหลายบริษัทเพราะจะทำให้ต้นทุนสูงขึ้น แต่ควรเปิดให้มีการใช้บริการผ่านท่อโดยบุคคลที่สาม และภาครัฐ ควรกำกับดูแลค่าผ่านท่ออย่างเป็นธรรม แก่ทั้งผู้บริโภคและผู้ลงทุน

ทั้งนี้ ค่าผ่านท่อก๊าซไม่ได้เพิ่มขึ้นเลยตั้งแต่มีการแปรรูปปตท. และกำไรจากกิจการก๊าซก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น 40,000 ล้านบาทตามที่มีการกล่าวอ้าง แต่เพิ่มขึ้นตามปริมาณการขายก๊าซเท่านั้น ถ้ารัฐเห็นว่าค่าผ่านท่อก๊าซสูงเกินไป ก็สามารถลดค่าผ่านท่อได้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะมีการแปรรูปหรือไม่มี

ประการที่สาม กำไรของปตท.ที่เพิ่มขึ้นมากในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งมาจากการเข้าไปซื้อกิจการใหม่ เช่น การซื้อหุ้นในโรงกลั่นระยองและทีพีไอ การแปรรูปทำให้ปตท.มีความเข้มแข็งเพิ่มขึ้นจึงมีเงินไปซื้อกิจการใหม่ๆ ซึ่งอาจมีข้อเสียว่าทำให้เกิดการแข่งขันน้อยลง ในกิจการกลั่นน้ำมัน หรือในกรณีที่รัฐให้ปตท.เข้ามาดำเนินกิจการไฟฟ้าได้ด้วย ก็อาจเกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมกับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน

แต่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามนโยบายของรัฐในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ไม่เกี่ยวกับการแปรรูปปตท.แต่อย่างใด ถ้ารัฐเป็นห่วงว่ากิจการกลั่นน้ำมันหรือกิจการผลิตไฟฟ้าจะมีการแข่งขันน้อยเกินไป รัฐสามารถกำหนดนโยบายให้มีการกระจายการถือครองหุ้นในโรงกลั่นน้ำมัน เพื่อไม่ให้มีการกระจุกตัวมากเกินไป หรือห้ามไม่ให้ผู้ที่ผูกขาดในการจำหน่ายก๊าซสามารถลงทุนในกิจการผลิตไฟฟ้าได้อยู่แล้ว

การแปรรูปปตท.ไม่ได้ทำให้เกิดผลเสียต่อประชาชน กำไรที่เพิ่มขึ้นมากนั้นเป็นของรัฐกว่าครึ่งหนึ่ง ประเด็นสำคัญคือเราจะนำรายได้ภาษีประเภทต่างๆ และเงินปันผลที่รัฐได้รับจากปตท.และบริษัทในเครือมาใช้อย่างไร เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อส่วนรวม