หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
เหลียวหลัง...เศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 2

มุมเอก : ดร.เอก เศรษฐศาสตร์ dr.eKonomic@yahoo.com กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2549

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน เนื่องในโอกาสที่วันนี้เป็นวันเปิดตัวคอลัมน์ "มุมเอก" เป็นครั้งแรก ผมเลยจะขออนุญาตแนะนำคอลัมน์ใหม่นี้สักเล็กน้อย โดยเฉพาะชื่อของคอลัมน์ ซึ่งคนที่อ่านครั้งแรกอาจจะฟังดูแปลกๆ ว่า หมายถึงอะไร จริงๆ แล้ว ชื่อ “มุมเอก” นี้ ผมตั้งใจให้หมายถึง “มุมมองมุมหนึ่ง” จากผู้เขียนต่อสถานการณ์เศรษฐกิจต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวเรา

โดยหวังว่าความรู้ความสามารถในฐานะที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่ต้องคอยติดตามวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจมหภาคเป็นประจำ และในฐานะอาจารย์สอนวิชาเศรษฐศาสตร์มหภาคในหลายมหาวิทยาลัย จะมีส่วนช่วยให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจความเป็นไปทางเศรษฐกิจได้อย่างง่ายและชัดเจนมากขึ้น เพื่อที่ผู้อ่านจะได้สามารถวางแผนเตรียมตัวรองรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจต่างๆ ได้อย่างดีและมีประสิทธิภาพ

อนึ่ง การที่ “มุมเอก” เป็นเพียงความเห็นมุมหนึ่ง ก็แสดงว่าการวิเคราะห์ในเรื่องต่างๆ สามารถมีความเห็นในมุมที่สอง สาม และ สี่ ได้เช่นกัน ซึ่งหากผู้อ่านท่านใดมีความเห็นในมุมที่แตกต่าง หรือมีข้อชี้แนะประการใด ผู้เขียนก็ยินดีน้อมรับความเห็น และคำชี้แนะต่างๆ ด้วยความเคารพ โดยผู้อ่านสามารถติดต่อกับผู้เขียนผ่านทางอีเมล ที่ปรากฏอยู่ข้างต้นนี้

สำหรับมุมเอกในวันแรกนี้ จะเป็นการเหลียวหลังไปดูตัวเลขการขยายตัวเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เพิ่งได้ประกาศไปเมื่อวานนี้ (วันที่ 4 กันยายน 2549) เพื่อแลไปข้างหน้าว่าเศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไร (ซึ่งการใช้ข้อมูลล่าสุดในการคาดการณ์อนาคต ก็เป็นวิธีการทางเศรษฐมิติ (Econometric) วิธีหนึ่ง ที่นักเศรษฐศาสตร์นิยมใช้ในการประมาณการเศรษฐกิจในอนาคต)

การเหลียวหลังมองข้อมูลล่าสุดในไตรมาสที่ 2 สามารถสรุปเป็นประเด็นสำคัญๆ ได้ดังนี้

1. เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ขยายตัวชะลอลงอย่างชัดเจน จากที่เคยขยายตัวร้อยละ 6.1 ในไตรมาสที่ 1 มาอยู่ที่ร้อยละ 4.9 ต่อปี ในไตรมาสที่ 2 การขยายตัวชะลอลงดังกล่าวก็เป็นไปตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว ทำให้ไม่น่าแปลกใจมากนัก สำหรับตัวเลขที่สภาพัฒน์ ประกาศออกมา แต่ผมคิดว่าสิ่งที่น่าสนใจกว่า คือ อะไรคือสาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ชะลอลงดังกล่าว (เพราะเราจะได้นำไปคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี)

และจากการไปดูข้อมูลในรายละเอียดของข้อมูลในไตรมาสที่ 2 ของสภาพัฒน์ จะพบว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้เศรษฐกิจไทย ในไตรมาสที่ 2 ขยายตัวชะลอลงมีสาเหตุมาจากการลงทุน และการบริโภคของภาคเอกชนที่ขยายตัวลดลงอย่างมาก โดยการลงทุนภาคเอกชนในไตรมาสที่ 2 ขยายตัวลดลงมาก จากที่เคยขยายตัวร้อยละ 7.2 ในไตรมาสที่ 1 มาขยายตัวอยู่เพียงร้อยละ 3.6 ในไตรมาสที่ 2

ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวลดลงเหลือร้อยละ 3.7 ในไตรมาสที่ 2 จากที่เคยขยายตัวที่ร้อยละ 4.1 ในไตรมาสที่ 1 ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ทั้งการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนชะลอตัวลงอย่างมาก เนื่องมาจากอัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้น ดอกเบี้ยก็เพิ่มขึ้น และความเชื่อมั่นของทั้งผู้บริโภคและนักลงทุนที่ลดลง

2. สิ่งที่น่าสนใจในเรื่องที่สอง คือ ปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการ ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักในเศรษฐกิจไทย (สัดส่วนประมาณร้อยละ 67 ของ GDP) และเคยเป็นพระเอกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1 เริ่มขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงอย่างชัดเจนจากร้อยละ 13.5 ต่อปี ในไตรมาสที่ 1 มาอยู่ที่ร้อยละ 9.2 ในไตรมาสที่ 2

สาเหตุหลักๆ มาจากการที่เศรษฐกิจคู่ค้าหลักส่วนใหญ่ของไทยขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวลง ( ทั้ง สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน และฮ่องกง ซึ่งเป็นคู่ค้าหลักของไทย ล้วนมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ชะลอลง) ทำให้ความต้องการซื้อสินค้าจากไทยขยายตัวลดลงตามไปด้วย นอกจากนั้น การที่ค่าเงินบาทในไตรมาสที่ 2 แข็งค่าขึ้น (มาอยู่ที่ค่าเฉลี่ย 38.1 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จากค่าเฉลี่ย 39.3 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในไตรมาสที่ 1) ยังส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของผู้ส่งออกไทยลดลงด้วย

3. อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายของภาครัฐทั้งการบริโภคและการลงทุนในไตรมาสที่ 2 ได้เร่งกลับมาขยายตัวเพิ่มขึ้น ทำให้ช่วยสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 ไม่ให้ชะลอตัวไปมากนัก โดยการบริโภคของภาครัฐในไตรมาสที่ 2 ได้กลับมาขยายตัวเป็นบวกอีกครั้งที่ร้อยละ 3.4 จากที่หดตัวร้อยละ -0.9 ในไตรมาสที่ 1 ในขณะที่การลงทุนภาครัฐในไตรมาสที่ 2 ขยายตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากที่ขยายตัวร้อยละ 4.7 ในไตรมาสที่ 1 มาขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 5.0 ในไตรมาสที่ 2

ทั้งนี้ ก็เป็นเพราะภาครัฐได้กลับมาเร่งเบิกจ่ายมากขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 2 (หลังจากที่ต้องชะลอการเบิกจ่ายในไตรมาสที่ 1 ในช่วงที่รัฐบาลมีปัญหาสภาพคล่องเงินรายได้เข้ามาไม่ทันรายจ่าย) นอกจากนั้น ในช่วงไตรมาสที่ 2 นี้ รัฐวิสาหกิจยังมีการเบิกจ่ายงบลงทุนมากขึ้น เช่น การวางระบบท่อก๊าซของ ปตท. และเครือข่ายโทรคมนาคมขององค์การโทรศัพท์ฯ เป็นต้น

4. นอกจากนั้น การหดตัวของปริมาณการนำเข้าสินค้าและบริการในไตรมาสที่ 2 ได้ส่งผลบวก ต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยด้วยเช่นกัน (ตามสมการของ GDP = C + I + G + (X-M) ถ้า M หรือ Import ลดลงจะทำให้ GDP เพิ่มขึ้น) ปริมาณการนำเข้าสินค้าและบริการในไตรมาสที่ 2 หดตัวลง -2.2 ต่อปี จากที่ขยายตัวร้อยละ 0.5 ต่อปี ในไตรมาสที่ 1 สาเหตุที่ทำให้การนำเข้าลดลงมากส่วนใหญ่มาจากการนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบที่ลดลง ตามการลงทุนภาคเอกชนที่ชะลอลง

อย่างไรก็ตาม การที่เศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้ ทั้งๆ ที่ การนำเข้าลดลง ก็เพราะเรายังคงใช้สินค้าคงคลังที่เหลือในอดีต มาผลิตเพื่อตอบสนองการใช้จ่ายทั้งภายในและภายนอกประเทศ (ดังจะเห็นได้จากตัวเลขสินค้าคงคลังติดลบค่อนข้างมากในช่วง 2 ไตรมาส ที่ผ่านมา)

กล่าวโดยสรุป ผมเห็นว่าข้อมูลการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ที่ชะลอลงจากไตรมาสที่ 1 ค่อนข้างมาก ได้บ่งชี้แนวโน้มในอนาคตว่าเศรษฐกิจของไทยในช่วงครึ่งหลังคงไม่น่าจะสดใสเท่าไรเพราะทั้งการส่งออก การลงทุนและการบริโภคภาคเอกชน มีแนวโน้มชะลอลงอย่างชัดเจน ในขณะที่ภาครัฐก็ไม่รู้ว่าจะสามารถเข้ามาทดแทน หน้าที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ขนาดไหน โดยเฉพาะในสถานการณ์การเมืองที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ในปัจจุบัน

เสียดายที่เนื้อที่ของคอลัมน์วันนี้หมดลงแล้ว ผมคงต้องขออนุญาตยกยอดการแลไปข้างหน้าว่าเศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไร ไปในคอลัมน์ “มุมเอก” ฉบับหน้าแล้วกันนะครับ