หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ประเมินการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจสหรัฐ

เศรษฐศาสตร์จานร้อน : ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2549

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ตัวเลขการขายบ้านในสหรัฐอเมริกาสำหรับเดือนกรกฎาคมทั้งบ้านใหม่และบ้านมือสองนั้น ยืนยันให้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะชะลอตัวลงอย่างมาก และอาจกล่าวได้ว่าใกล้ขั้นตกต่ำเลยทีเดียว เพราะพอคาดการณ์ได้ว่ายอดขายบ้านในสหรัฐในปี 2549 นี้ น่าจะลดลง 5-10% และราคาบ้านที่เคยปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องในระดับเลขสองหลักมาตลอดเวลา 5 ปีที่ผ่านมานั้น น่าจะไม่ปรับตัวขึ้นเลยในปีนี้ และในหลายมลรัฐก็กำลังปรับลดลงอย่างมาก เพราะเป็นพื้นที่ซึ่งเกิดฟองสบู่อย่างมาก เช่น ฟลอริดา ลาสเวกัส และภาคตะวันตก เป็นต้น

ความถดถอยที่กำลังเกิดขึ้นในภาคอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐนั้นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ และคนส่วนใหญ่ยอมรับว่า ความตกต่ำจะทวีความรุนแรงมากขึ้นในปลายปีนี้ เพราะขณะที่ยอดขายบ้านกำลังลดลง แต่ราคาบ้านยังไม่ได้ลดลง บ้านที่ประกาศขายแต่ยังขายไม่ได้นั้นยังมีจำนวนเพิ่มขึ้นอยู่อย่างต่อเนื่อง จนขณะนี้ มีบ้านที่รอการขายคิดเป็นจำนวนที่จะต้องใช้เวลาขายกว่า 6 เดือน ซึ่งเป็นยอดบ้านค้างรอขายสูงสุดในรอบกว่า 10 ปี

นอกจากนั้น ก็เชื่อได้ว่ายังมีบ้านที่กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างและใกล้จะสร้างเสร็จ ซึ่งจะเพิ่มอุปทาน ทำให้ปัญหาบ้านล้นตลาดเพิ่มขึ้นอีกใน 3-6 เดือนข้างหน้า กล่าวโดยสรุปคือสภาพที่เลวร้ายที่สุด ของภาคอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐ น่าจะยังไม่ได้เกิดขึ้น คงต้องรอจนกระทั่งปลายปีนี้ จึงจะได้เห็น "ของจริง"

ดังนั้น คำถามในขณะนี้จึงไม่ใช่ว่าภาคอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐ จะเข้าสู่สภาวะตกต่ำหรือไม่ แต่คำถามคือความตกต่ำของภาคอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐนั้นจะรุนแรงเท่าใด คือ

1. แพร่ขยายออกไปสู่ภาคเศรษฐกิจต่างๆ ของสหรัฐมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะการบริโภค ทั้งนี้ เพราะผู้บริโภคนั้นจะลดการใช้จ่ายลง เนื่องจากความมั่งคั่ง (wealth) ของตนลดลง โดยเฉพาะความมั่งคั่งจากการถือครองอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 8 ล้านล้านดอลลาร์ เมื่อ 10 ปีก่อน เป็น 22 ล้านล้านดอลลาร์ ในปัจจุบัน ซึ่งคิดเป็น 56% ของสินทรัพย์ทางการเงินทั้งหมดที่ถือโดยผู้บริโภคสหรัฐ

ซึ่งความตกต่ำของภาคอสังหาฯ นั้น เมอร์ริล ลินช์ ประเมินว่าจะทำให้มูลค่าอสังหาริมทรัพย์ ที่ถือโดยชาวอเมริกันลดลงมากถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2007 (แต่อาจจะลดลงมากกว่านั้น) เมื่อความมั่งคั่งลดลงการบริโภคก็ต้องลดลงไปด้วย และหากมีความต้องการรักษามูลค่าของสินทรัพย์ให้กลับไปที่ระดับเดิมก็จะต้องเพิ่มการออม (จากปัจจุบัน ซึ่งการออมเท่ากับศูนย์) ซึ่งจะยิ่งทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคหดตัวลงไปอีก

กล่าวโดยสรุปว่าเมอร์ริล ลินช์ มองว่าการบริโภคของสหรัฐที่มีมูลค่าเกือบ 8 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี และเคยขยายตัวประมาณ 3.5% มาโดยตลอด 5-6 ปีที่ผ่านมานั้น จะขยายตัวเพียง 1.5% ในปี 2007

2. ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐโดยรวมต้องชะลอตัวลงมากน้อยเพียงใด ทั้งนี้ เพราะฝ่ายที่มองโลกในแง่ดียังเชื่อว่า การลงทุนของภาคธุรกิจจะยังขยายตัวได้ดี ทั้งนี้ เพราะธุรกิจของสหรัฐนั้นยังมีผลประกอบการที่ดีมาก กล่าวคือกำไรของบริษัทต่างๆ ก็ยังสามารถขยายตัวได้สูงถึง 15% ต่อปี จึงยังคาดหวังว่าบริษัทต่างๆ จะยังสามารถทำให้กำไรขยายตัวได้ในระดับเลขสองหลักในปี 2007

และในเมื่อบริษัทกำไรมากในขณะที่การใช้กำลังการผลิตใกล้เต็มขีดความสามารถ ก็ทำให้เชื่อว่าการลงทุนของบริษัทต่างๆ จะขยายตัวได้ดีทั้งในปีนี้และปีหน้า กล่าวคือน่าจะยังขยายตัวได้ประมาณ 7-8% ซึ่งจะช่วยพยุงเศรษฐกิจ ให้สามารถขยายตัวที่ระดับ 1.8% ในปีหน้าและ 2.5% ในครึ่งหลังของปีนี้ตามการคาดการณ์ของเมอร์ริล ลินช์

3. กระตุ้นให้ธนาคารกลางสหรัฐหมดกังวลเรื่องของเงินเฟ้อ และหันมาปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งเมอร์ริล ลินช์ คาดการณ์ว่าดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐนั้น จะสามารถปรับลดลงได้มากถึง 0.5% ในครึ่งแรกของปี 2007 และลดลงอีก 0.5% ในครึ่งหลังของปี 2007 ในขณะเดียวกันดอกเบี้ยระยะยาว (พันธบัตรรัฐบาล 10 ปี) นั้น ก็จะสามารถปรับลดลงจาก 4.8% ในขณะนี้ (ซึ่งได้ลดลงมาประมาณ 0.5% แล้วในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา) มาเป็น 4.3% ในปลายปีหน้า อันจะส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐเริ่มฟื้นตัวได้ในครึ่งหลังของปี 2007 (แต่ความตกต่ำของภาคอสังหาริมทรัพย์นั้น อาจต้องรอจนกระทั่งปี 2008 จึงจะเริ่มฟื้นตัว)

ความเชื่อว่าดอกเบี้ยสหรัฐจะปรับลดลงได้นั้น ย่อมเป็นผลมาจากความเชื่อว่าเงินเฟ้อจะปรับลดลงอย่างมากในปี 2007 ดังนั้น เงินเฟ้อปัจจุบันนั้นถือได้ว่าผ่านจุดสูงสุดมาแล้ว หมายความว่าจะต้องเชื่อด้วยว่าราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ ต้องมีแนวโน้มลดลงไปอีก เรื่องราคาน้ำมันนี้ผมได้เคยกล่าวเอาไว้ก่อนหน้านี้ว่า น่าจะปรับลดลงจาก 60-70 ดอลลาร์มากกว่าปรับเพิ่มขึ้นไปสู่ 80-100 ดอลลาร์ ดังที่บางคนคาดการณ์

คำถามต่อเนื่องคือเอเชียจะได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใด ตรงนี้เมอร์ริล ลินช์ กำลังประเมินตัวเลขอยู่ แต่ก็เชื่อว่าจะต้องปรับการคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของเอเชียลงเพียง 0.3-0.4% จากที่ประมาณการเอาไว้ที่ 6-7% ทั้งนี้ เพราะเศรษฐกิจญี่ปุ่นคงจะต้องชะลอตัวลงบ้าง รวมทั้งจีนที่เศรษฐกิจขยายตัวอย่างร้อนแรงถึง 10% อยู่ในขณะนี้

ที่สำคัญคือในกรณีของจีนนั้น เมอร์ริล ลินช์ เชื่อว่าแม้รัฐบาลจีนจะมีมาตรการทางการเงินออกมาแทบจะเดือนเว้นเดือน เพื่อชะลอการปล่อยกู้และฉุดให้เศรษฐกิจชะลอตัวลง แต่ก็ไม่น่าจะทำให้เศรษฐกิจจีนโตต่ำกว่า 8% ในปี 2007 เพราะรัฐบาลจีนพึงพอใจกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับสูง เพื่อให้ประชาชนมีงานทำและมีรายได้ดี แต่ที่สำคัญคือตัวเลขเงินเฟ้อของจีนนั้นยังอยู่ในระดับต่ำคือประมาณ 1% ในปีนี้และอาจสูงขึ้นเป็น 2.0-2.5% ในปีหน้า ซึ่งยังไม่ถือว่าเป็นปัญหาทำให้ต้อง "เบรก" เศรษฐกิจแต่อย่างใด

นอกจากนั้น จะต้องเข้าใจด้วยว่าสาเหตุที่เศรษฐกิจจีนขยายตัวอย่างมากนั้น เกิดมาจากการลงทุนที่ยังขยายตัว ในอัตราสูงประมาณ 30% แปลว่ากำลังการผลิตของจีนกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และสูงกว่าการขยายตัวของอุปสงค์ ทำให้มีกำลังการผลิตส่วนเกินเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เงินเฟ้อในอนาคตลดลงมากกว่าเพิ่มขึ้น

สำหรับประเทศไทยนั้นก็ย่อมจะต้องได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ที่จะทำให้เศรษฐกิจไทย พอที่จะขยายตัว ในระดับประมาณ 4% ได้ในปี 2007 คือการปรับลดลงของราคาน้ำมัน การตัดสินใจลดดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย ในต้นปี 2007 และความเป็นไปได้ที่นโยบายการคลัง จะสามารถเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจได้ในครึ่งหลังของปี 2007 ทั้งนี้ ทั้งนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง จะร่วมกันช่วยให้การลงทุนของภาคเอกชนฟื้นตัวภายในปลายปี 2007 ครับ