หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
การปลด ดาวพระยม หรือ ดาวพลูโต

คอลัมน์ คนเดินตรอก  โดย วีรพงษ์ รามางกูร  ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 04 กันยายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3824 (3024)

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2549 นี้ มีข่าวที่ผู้ที่อยู่ในวงการดาราศาสตร์และโหราศาสตร์ต้องให้ความสนใจ เพราะสมาพันธ์ดาราศาสตร์สากลหรือ International Astronomical Union หรือ IAU ซึ่งได้จัดประชุมนักดาราศาสตร์จาก 75 ประเทศ จำนวนกว่า 2,500 คนทั่วโลก เพื่ออภิปรายกันว่าควรจะถอดดาวพระยม หรือดาวรุทระ หรือดาวพลูโตออกจากการเป็นดาวพระเคราะห์ หรือจะให้ดาวพระยมหรือดาวพลูโตเป็นดาวพระเคราะห์ต่อไป

หลังจากการอภิปรายเหตุผลของฝ่ายที่ให้ปลดดาวพระยมหรือดาวพลูโตออกจากการเป็นดาวพระเคราะห์ หรือ planet และเหตุผลที่ฝ่ายที่ให้เป็นดาวพระเคราะห์ต่อไป ดำเนินอยู่กว่า 1 สัปดาห์ ในที่สุดที่ประชุมนักดาราศาสตร์ซึ่งจัด โดยสมาพันธ์ดาราศาสตร์สากลที่กรุงปราก ประเทศสาธารณรัฐเช็ก ก็ลงมติด้วยเสียงข้างมากให้ปลดดาวพระยม หรือดาวพลูโตออกจากการเป็นดาวพระเคราะห์ ลดฐานะลงมาเป็นเพียงดาวพระแคระ หรือ dwarf planet ซึ่งนอกจากดาวพระยมแล้วยังมีดาวอื่นๆ อีกหลายดวง

ก่อนจะมาประชุมกันเพื่อลงมตินี้นักดาราศาสตร์ถกเถียงกันอย่างจริงๆ จังๆ หาข้อมูลมาสนับสนุนและหักล้างกันและเป็นข่าวมาเรื่อยๆ กว่า 1 ปีแล้ว

นอกจากจะลงมติปลดดาวพลูโตหรือดาวพระยมออกจากการเป็นดาวพระเคราะห์แล้ว ยังมีการลงมติให้คำจำกัดความของดาวพระเคราะห์ ดาวพระแคระ และกลุ่มเทหวัตถุ ที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ ดังนี้

กลุ่มแรก ดาวพระเคราะห์ ได้แก่ ดาวที่ โคจรรอบดวงอาทิตย์ที่ไม่ใช่ดาวฤกษ์ คือไม่มีแสงในตัวเอง มีขนาดหรือมวลมากพอที่จะมีแรงดึงดูดตัวเอง ทำให้ตัวเองมีลักษณะทรงกลมหรือ เกือบจะกลม นอกจากนั้นต้องมีวงโคจรที่คงที่ ชัดเจน เป็นระเบียบ สอดคล้องกับดาวพระเคราะห์ดวงอื่นๆ

กลุ่มที่สองคือ ดาวพระแคระ คือดาวที่ไม่มีแสงในตัวเอง โคจรรอบดวงอาทิตย์เหมือนกัน มีแรงโน้มถ่วงแม้ไม่มากแต่ก็พอทำให้ตนเองมีทรงกลมเหมือนกัน มีขนาดเล็ก มีวงโคจรไม่ชัดเจน ไม่คงที่ ไม่เป็นระเบียบ บางทีก็โคจรล้ำเข้าไปในวงโคจรของดาวพระเคราะห์ดวงอื่น กล่าวคือ โคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรีมาก เวลาเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ก็เข้าใกล้มากกว่าดาวพระเคราะห์ ดาวเนปจูนตำราโหราศาสตร์เรียกว่าดาว พระวรุณ เมื่อโคจรห่างพระอาทิตย์ออกไปก็ ออกไปอยู่วงนอกห่างจากพระอาทิตย์ไกลกว่า ดาวพระวรุณหรือดาวเนปจูนมาก นอกจากนั้น วงโคจรก็ไม่แน่นอนชัดเจน ปัดเหนือปัดใต้ มากกว่าดาวพระเคราะห์อื่นๆ เมื่อวัดจากแนวระนาบของโลก

การค้นพบดาวพลูโตก็มีสาเหตุที่มาคล้ายๆ กับการค้นพบดาวเนปจูน กล่าวคือ เมื่อมีการค้นพบดาวมฤตยู หรือ Uranus ในปี พ.ศ.2324 หรือปี ค.ศ.1781 คือก่อนการสถาปนากรุงเทพฯเป็นราชธานีเพียงหนึ่งปี นักดาราศาสตร์มีข้อสังเกตว่า ดาวมฤตยูไม่ได้โคจรรอบดวงอาทิตย์ตามกฎของนิวตัน น่าจะมีสาเหตุที่มีดาวอีกดวงที่ทำให้การโคจรของดาวมฤตยู ผิดเพี้ยนไปจากกฎนิวตัน ผู้ที่ตั้งข้อสังเกตนี้ก็คือ จอห์น อดัมส์ หรือ John C.Adams และ Joseph Le Verrier ชาวอังกฤษ และชาวฝรั่งเศส โดยต่างคนต่างคำนวณหาตำแหน่งของดาวดวงใหม่นี้

ในที่สุดเมื่อเดือนกันยายนปี 2389 หรือปี ค.ศ.1846 นักดาราศาสตร์ชาวเยอรมัน 2 คน ชื่อ Johann G. Calle และ Heinrich Louis"d Arrest ก็ค้นพบจากการคำนวณของ Verrier

เมื่อพบดาวเนปจูนแล้ว ก็มีข้อสังเกตว่า ทั้งดาวมฤตยูและดาวเนปจูนก็โคจรผิดปกติไปจากกฎนิวตันอีก ก็พยายามค้นหาดาวดวงใหม่ที่เป็นสาเหตุให้ดาวมฤตยูและดาวเนปจูนโคจรผิดปกติ ในที่สุดนักดาราศาสตร์ชาวอเมริกันชื่อ เฟอร์ซิวัล โลแวล ก็ใช้หลักคณิตศาสตร์ค้นหาดาวพระเคราะห์ดวงใหม่ ซึ่งเชื่อว่าจะต้องมีตัวตนที่ทำให้ดาวมฤตยู และดาวเนปจูนโคจรผิดปกติ ต่อมา Clyde W. Tombaugh ก็พบดาวพลูโตเมื่อวันที่ 30 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2433 แล้วก็ตั้งชื่อตามเทพเจ้าของโรมัน พลูโต เทพเจ้าแห่งยมโลก หรือโลกใต้พิภพ

ดาวพลูโตเป็นดาวที่โคจรเป็นวงรีมาก ห่างจากพระอาทิตย์มากที่สุด หรือประมาณ 6,000,000 ก.ม. คือโคจรอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ระหว่าง 30-50 เท่าของโลก แต่บางทีก็โคจรเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่าดาวเนปจูน แต่ยังไกลกว่าดาวมฤตยู กล่าวคือ โคจรมาอยู่ระหว่างดาวมฤตยูกับดาวเนปจูน ดาวพลูโตใช้เวลาโคจรรอบดวงอาทิตย์ 249 ปี มีดาวโคจรรอบดวงเดียวชื่อ ชารอน "Charon" ซึ่งค้นพบเมื่อปี พ.ศ.2521 นี้เอง ซึ่งไม่รู้ใครหมุนรอบใคร เพราะดาวพลูโตมีขนาดใหญ่กว่าชารอนไม่มาก ด้วยเหตุนี้บางคนก็เลยถือว่าพลูโต ชารอน เป็นดาวเคราะห์คู่ หรือดาวเคราะห์แฝด

นอกจากนั้นก็ยังมีการคำนวณพบดาวพระแคระอื่นๆ อีก เช่น ดาว 2003 ดาวยูบี 313 เป็นต้น นักดาราศาสตร์ของสมาพันธ์ดาราศาสตร์สากลจึงปลดดาวพลูโตออกจากกลุ่มดาวพระเคราะห์ เอาไปไว้กับกลุ่มดาวพระแคระ ซึ่งประกอบด้วยดาวพลูโต ชารอน 2003 และยูบี 313 ซีเรส และดาวอื่นอีกมาก ดังนั้น ดาวพระเคราะห์จึงเหลือ 8 ดวง แทนที่จะเป็น 9 ดวง คือดาวพระพุธ ดาวพระศุกร์ โลก ดาวพระอังคาร ดาวพฤหัสฯ ดาวเสาร์ ดาวมฤตยู และดาวเนปจูน

การปลดดาวพระยม หรือดาวพลูโตออกจากการเป็นดาวพระเคราะห์ อาจจะต้องเปลี่ยนการเรียนการสอน วิชาดาราศาสตร์กันเสียใหม่ เพราะเมื่อก่อนการกำหนดคำจำกัดความว่า อะไรคือดาวพระเคราะห์ อะไรคือดาวพระแคระ อะไรคือกลุ่มเทหวัตถุขนาดเล็กในระบบสุริยะ ไม่ได้มีการแยกแยะกันให้ชัดเจนอย่างนี้ เมื่อมีการแยกให้ชัดเจนอย่างนี้ก็น่าจะเป็นผลดีต่อการเรียนการสอน วิชาดาราศาสตร์มากขึ้น

สำหรับผลต่อวงการโหราศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โหราศาสตร์ภารตและโหราศาสตร์ไทยคงจะมีไม่มาก

แต่เดิมโหราศาสตร์ไทยและโหราศาสตร์ภารตก็ใช้ดาวนพเคราะห์และกลุ่มดาวฤกษ์เท่านั้น กล่าวคือ ดาวนพเคราะห์ประกอบด้วย พระอาทิตย์ พระจันทร์ พระพุธ พระศุกร์ พระอังคาร พระพฤหัสฯ พระเสาร์ พระราหู และพระเกตุ เท่านั้น โหราศาสตร์ไทยและภารตถือว่าพระอาทิตย์และพระจันทร์ เป็นดาวพระเคราะห์ด้วย ส่วนพระราหูและพระเกตุซึ่งเป็นจุดตัดระหว่างทางโคจรของพระอาทิตย์และพระจันทร์เมื่อมองไปจากโลก หรือจุดตัดระหว่างรวิมรรคและจันทรมรรค ซึ่งเป็นวงรีเกือบกลมทั้งสองวง แต่เอียงทำมุมกันประมาณ 5 องศา จึงทำให้เกิดจุดตัดของวงกลมนี้ขึ้น 2 จุด จุดทางทิศเหนือของแกนระนาบของโลกเรียกว่า "ราหู" ส่วนจุดตัดทางทิศใต้เรียกว่า "เกตุ" ราหูทางโหรสากลเรียกว่า "node" ราหูกับเกตุจะอยู่ตรงข้ามกันคือ 180 องศาเสมอ ดังนั้น ในการเขียนดวงชะตา โหรจึงเขียนไว้เฉพาะราหูเท่านั้น ไม่ต้องเขียนพระเกตุเพราะเป็นที่รู้กันว่า เกตุย่อมอยู่ตรงกันข้าม 180 องศากับพระราหูเสมอ เมื่อพระอาทิตย์กับพระจันทร์เข้าใกล้จุดนี้จุดใดจุดหนึ่งพร้อมกัน หรือแยกกัน ก็จะเกิดสุริยุปราคาหรือจันทรุปราคา

ต่อมาประมาณสมัยรัชกาลที่ 4 ได้มีการคำนวณเกตุไทยขึ้นใหม่ โดยกำหนดการโคจรของเกตุไทยขึ้นใหม่ โดยให้เกตุเดินย้อนราศีจักรเร็วกว่าราหูภารต 10 เท่า หรือเมื่อเทียบกับการโคจรของจันทร์ จันทร์โคจรไปรอบจักรราศี 27 นักษัตร เกตุไทยจะโคจรไป 1 นักษัตร

ส่วนดาวมฤตยู เนปจูน และพลูโตนั้น นำเอามาใช้ในวงการโหราศาสตร์ไทยและภารต ด้วยอิทธิพลของโหราศาสตร์สากล ดังนั้น มฤตยู เนปจูน และพลูโต จึงไม่มีเรือนเกษตรที่จะครอง ไม่มีกำลังดาวในการคำนวณทักษา หรือทศา รวมทั้งการจัดโยคเกณฑ์ต่างๆ ก็ไม่มีการนำมาใช้ด้วยเลย แม้มีโหรบางท่านจะจัดให้ดาวมฤตยู เนปจูน และพลูโตเข้าครองเป็นเกษตรในบางราศี แต่ก็ยังไม่เป็นที่รองรับเพราะเป็นการจัดตามหลักโหราศาสตร์สากล

การนำมฤตยู เนปจูน พลูโตมาใช้ในวงการโหราศาสตร์ไทยตามอิทธิพลของโหราศาสตร์ตะวันตก จึงเป็นการนำมาใช้เฉพาะลักษณะเชิงมุม อย่างเดียวกับการใช้ของโหราศาสตร์ตะวันตก หรือโหราศาสตร์สายนะ คือจะมีผลต่อการพยากรณ์ก็ต่อเมื่อดาวเหล่านี้ทำมุมสำคัญกับดาวดวงอื่นๆ หรือลัคนา หรือจุดมัธยภพของเรือนต่างๆ เท่านั้น ซึ่งท่านที่นำเอาดาวมฤตยู เนปจูน พลูโตมาใช้ลักษณะนี้ก็คืออาจารย์เทพย์ สาริกบุตร ส่วนดาวพระยมหรือดาวพลูโต ถ้าโคจรเลยผ่านออกไปไกลจากดวงอาทิตย์กว่าดาวเนปจูน ท่านเคยบอกว่าไม่ต้องใช้ เพราะอยู่ไกลเกินกว่าจะมีอิทธิพลอะไรได้ และไม่ถือว่าเป็นดาวพระเคราะห์ในสุริยจักรวาล

ด้วยเหตุนี้สำหรับโหราศาสตร์ทางภารตและโหราศาสตร์ไทย การตัดดาวพระยมหรือดาวพลูโต หรือแม้แต่ดาวมฤตยูและดาวเนปจูนออกจากการเป็นดาวพระเคราะห์ เหลือเพียงพระอาทิตย์ พระจันทร์ พระอังคาร พระพุธ พระพฤหัสฯ พระศุกร์ พระเสาร์ พระราหู และพระเกตุ ก็ไม่น่าจะเสียอรรถประโยชน์ หรืออรรถรสแต่ประการใด

ในกรณีโหราศาสตร์สากลหรือโหราศาสตร์สายนะ ที่ไม่ได้ใช้โยคเกณฑ์ กำลังดาว ทศ วิทศ แบบภารตและแบบไทย การตัดดาวพลูโตซึ่งเป็นดาวที่สำคัญในระบบสุริยจักรวาลน่าจะถูกกระทบกระเทือนมากกว่า

ด้วยเหตุที่ดาวพระยมหรือดาวพลูโตมีวงโคจรเป็นวงรีมากไม่ค่อนข้างกลมเลย เมื่อโคจรเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ ก็เข้าใกล้ยิ่งกว่าดาวเนปจูน เมื่อโคจรห่างไปจากดวงอาทิตย์ก็ห่างมากกว่า 50 เท่าของระยะทางจากโลกไปดวงอาทิตย์ นอกจากนั้นดาวพระเคราะห์อื่นๆ ก็อยู่ในระนาบไม่เกินบวกลบ 9 องศา แต่วงโคจรของดาวพลูโตเอียงจากระนาบมากถึงบวกลบ 18 องศา ดาวพระศุกร์มีวงโคจรเอียงจากระนาบมากที่สุดก็แค่ 9 องศา และมีการแกว่งตัวมากกว่า 90 องศา ในขณะที่โลกแกว่งตัวเพียง 23 องศาเท่านั้น ฝรั่งจึงตั้งชื่อว่าพลูโต ซึ่งเป็นชื่อเทพเจ้าโรมันที่ปกครองดูแลยมโลก ภารตและไทยจึงเรียกว่าดาวพระยม ดูแลยมโลก ส่วนดาวชารอนนั้นเป็นดาวที่ใช้เวลาหมุนรอบตัวเองเท่ากับดาวพลูโต จึงเหมือนฝาแฝดสยาม คือเอาหน้าหรือหลังชนกันตลอด ชารอนเป็นชื่อเทพเจ้าโรมันที่พายเรือนำดวงวิญญาณมนุษย์ไปส่งให้พลูโตหรือพระยม

เนื่องจากพลูโตและชารอนซึ่งค้นพบทีหลังมีลักษณะประหลาดดังกล่าว โหรตะวันตกจึงเชื่อว่าพลูโต เป็นดาวแห่งการปฏิวัติของคอมมิวนิสต์ เป็นดาวแห่งการปฏิวัติแบบพลิกแผ่นดิน เป็นดาวที่ทำให้สถานการณ์ทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ยืดเยื้อ สุกงอม แล้วดาวมฤตยูทำให้เกิดการปฏิวัติอย่างลึกลับฉับพลัน เมื่อดาวพระยม หรือดาวพลูโต ถูกลดฐานะลงไปเป็นดาวพระแคระอย่างนี้ก็คงต้องรอฟังสมาพันธ์โหราศาสตร์สากล จะมีความเห็นต่อการจัดระเบียบใหม่ของดาวพระเคราะห์อย่างไรบ้าง ก็ดีเหมือนกัน เพราะการปฏิวัติคอมมิวนิสต์คงหมดไปแล้ว

สำหรับโหราศาสตร์สำนักยูเรเนียนนั้นคงจะไม่มีปัญหามากนัก เพราะสำนักนี้แม้วิธีการจะคล้ายกับโหราศาสตร์สากล แต่ก็เพิ่มดาวพระเคราะห์เล็ก ดาวพระเคราะห์น้อย เช่น ดาวพระเคราะห์น้อยซีเรส หรือ "Ceres" ซึ่งโคจรอยู่ระหว่างดาวอังคาร กับดาวพฤหัสฯ ดาวชารอน และกลุ่มดาวน้อยเข้าไปอยู่แล้ว และยกฐานะดาวเคราะห์เล็กดาวเคราะห์น้อย เป็นดาวพระเคราะห์หมด การจะลดจะเพิ่มดาวพระเคราะห์จึงไม่น่าจะกระทบกระเทือนวงการโหราศาสตร์สำนักนี้มากนัก แต่ก็คงต้องฟังเหมือนกันว่าสมาพันธ์หรือสมาคมโหราศาสตร์ ยูเรเนียน จะมีความเห็นต่อกรณีนี้อย่างไร ก็เป็นเรื่องที่น่าสนุก

เมื่อลองคิดดู ทุกอย่างแม้แต่ระบบสุริยจักรวาลก็ไม่พ้นกฎ "อนิจจัง" ของพุทธศาสนาของเรา คือไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน แต่ถ้าคิดให้ดี "ธรรมชาติ" ของสุริยจักรวาลนั้น เขาอยู่ อย่างนั้นมานานแล้ว แม้ว่าจะไม่คงที่ แต่ก็ค่อยๆ เปลี่ยน แต่ที่ไม่คงที่ และเปลี่ยนแปลงเร็วกว่า ก็คือ "ความไม่รู้" หรือ "อวิชชา" ของมนุษย์ เราต่างหากที่เปลี่ยนแปลงเร็วมาก เมื่อความ ไม่รู้ในอดีตคลี่คลายไป "สังขาร" หรือ "การปรุงแต่ง" ของมนุษย์เราก็พลอยเปลี่ยนแปลงไปด้วย

เมื่อสมาพันธ์ดาราศาสตร์สากลเปลี่ยนแปลงคำจำกัดความและการจัดระเบียบใหม่ เพราะ "อวิชชา" เก่าบางอย่างกระจ่างขึ้นก็ต้องมีการ "ปรุงแต่ง" ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นตำราเรียนดาราศาสตร์ และโหราศาสตร์ของสำนักต่างๆ ซึ่งก็ต้องคอยติดตามกันต่อไปว่าจะมีปฏิกิริยาตอบโต้ไปอย่างไร

ที่รู้มาทั้งหมดนี้ก็เพราะอยากรู้ว่าบรรดาศาสตร์ต่างๆ รวมทั้งโหราศาสตร์ด้วยว่าเขารู้อะไรกัน เขาว่าอะไรกัน เพราะเรื่องต่างๆ นี้มันมีอยู่ในสังคมไทย

อย่าว่าแต่ยศศักดิ์ของคนเลยที่ถูกถอดได้ ยศศักดิ์ของดาวพระเคราะห์ยังถูกถอดได้เลย

หน้า 50