|
||||||||||||||
|
วิเคราะห์พรรคไทยรักไทย
โจทย์การเมืองที่ต้องติดตาม
สิทธิชัย ฝรั่งทอง วิทยาลัยเซาธ์อีสท์บางกอก กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 สถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังร้อนระอุอยู่ในขณะนี้ นับว่ากำลังรุมเร้ารักษาการนายกรัฐมนตรี และพรรคไทยรักไทย ที่จะดำเนินการทางการเมืองต่อไปด้วยความยากลำบาก ซึ่งถือว่าเป็นกรณีศึกษาของพรรคการเมือง ต่อการปรับตัวเพื่อความอยู่รอด และเป็นบทเรียนที่น่าศึกษาไว้สำหรับการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ในแบบที่ประชาชนต้องการ รวมทั้งข้อคิดต่างๆ สามารถนำไปปรับปรุงนโยบาย วิธีการ หรือการตอบสนองประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง โดย ผู้เขียนได้นำ หลักการเครื่องมือการวิเคราะห์สถานการณ์ (SWOT Analysis) มาใช้วิเคราะห์พรรคไทยรักไทยนี้ เนื่องจากเป็นพรรคการเมืองที่กำลังได้รับความน่าสนใจในขณะนี้ ด้านจุดแข็ง (Strengths) เป็นปัจจัยภายในองค์กรที่ทำให้มีความได้เปรียบคู่แข่งขัน ซึ่งพรรคนี้นับว่ามีจุดแข็งได้เปรียบคู่แข่งขันอยู่มากคือ 1. การที่หัวหน้าพรรคเป็นนักบริหารและผู้นำรัฐบาลขณะนี้ ทำให้ภาพลักษณ์ของตรา "ไทยรักไทย" (Brand Image) เป็นตราสัญลักษณ์ของผู้นำที่มีความเก่งทางการบริหาร มีวิสัยทัศน์ กล้าคิดกล้าทำ กล้าตัดสินใจ มากกว่าพรรคอื่นๆ และผ่านเวทีระดับสากลมาแล้ว นับว่าเป็นจุดขายได้ 2. ความได้เปรียบจากการที่เป็นพรรครัฐบาล 2 สมัย ทำให้มีฐานเสียง และมีความพร้อมในการทำงานสานนโยบายของพรรค กับกลุ่มเป้าหมาย 3. บุคลากรส่วนใหญ่ภายในพรรคมีทั้งคุณวุฒิ วัยวุฒิ ชื่อเสียง และผลงานตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สามารถนำมาเป็นนโยบายหาเสียงได้ 4. เงินทุนหนา ไม่ว่าจะเป็นเงินจากการสนับสนุนจากนักธุรกิจและหัวหน้าพรรค จึงทำให้พรรคนี้ มีเงินในจำนวนมากพอที่จะสามารถใช้สื่อต่างๆ เพื่อสนับสนุนการหาเสียงได้อย่างมีประสิทธิภาพ 5. การใช้การตลาดนำการเมือง (Political Marketing) ของพรรคในการกำหนดนโยบายหาเสียง หรือสินค้าทางการเมือง โดยใช้เครื่องมือสื่อสารทางการตลาด (Integrated Marketing Communication หรือ IMC) ที่สื่อสารเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายให้เข้าใจถึงนโยบายของพรรคได้ 6. มีการแบ่งส่วนการตลาด (Segmentation Marketing) ที่ดี โดยทางพรรคมุ่งเน้นจับกลุ่มคนผู้ใช้แรงงาน และกลุ่มระดับรากหญ้า ซึ่งมีความจงรักภักดีและมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกลงคะแนนให้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นฐานเสียงจากต่างจังหวัด 7. ผลงานของพรรคที่ผ่านมา สามารถการันตีได้ว่าในช่วงที่ดำรงตำแหน่งมีผลงานออกมามากมาย อาทิ การกระตุ้นให้เศรษฐกิจเติบโต การส่งออกมีความต่อเนื่อง การกวาดล้างมาเฟีย-ยาบ้า โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค นโยบายการขจัดความยากจน กองทุนหมู่บ้าน หวยบนดิน OTOP บ้านเอื้ออาทร คอมพิวเตอร์เอื้ออาทร แท็กซี่เอื้ออาทร ฯลฯ ด้านจุดอ่อน (Weaknesses) เป็นปัจจัยภายในองค์กรที่เสียเปรียบคู่แข่งขัน ซึ่งพรรคนี้นับได้ว่ามีจุดอ่อน ที่จะเสียเปรียบคู่แข่งขันอยู่มากเช่นกันคือ 1. ภาพลักษณ์ของผู้นำพรรคในสายตาของประชาชนที่ผ่านมา มีค่าติดลบ เนื่องจากลักษณะการพูดจาสื่อสารไม่ดีเท่าที่ควร ซึ่งประเด็นล่าสุดก็เป็นเรื่อง "ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ" และพฤติกรรมที่แสดงออกมากรณีการส่งจดหมาย ไปถึงประธานาธิบดีสหรัฐ 2. การขจัดข้อกล่าวหาต่างๆ ที่ผ่านมา ของพรรคและตัวผู้นำเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกรณีการขายหุ้นโดยไม่เสียภาษี CTX ฯลฯ ไม่ได้สร้างความกระจ่างทางสังคมในเชิงรุกเท่าที่ควร ทำให้สังคมมองว่ามีการปิดบังความจริง หลีกเลี่ยงเบี่ยงประเด็น หรือการไม่ยอมรับฟังเสียงกระแสทางสังคม 3. ขาดการบริหารจัดการกับวิกฤติ (Crisis Management) ในช่วงภาพลักษณ์ของผู้นำและพรรคตกต่ำอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนว่าจะทำอะไรก็ผิดไปหมด แสดงให้เห็นว่าทางพรรคกำลังพบกับกับดักแห่งความสำเร็จในสมัยแรก ที่ได้รับการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น จึงมิได้ปรับเปลี่ยนวิธีการให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมภายนอกที่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) ของประเทศนี้ 4. ภาพลักษณ์เชิงลบของผู้นำด้านจริยธรรม คุณธรรม ธรรมาภิบาลของรัฐบาลที่ติดลบมายาวนาน ส่งผลให้ประชาชนเชื่อว่า การบริหารของรัฐมุ่งแสวงหากำไรมากกว่าเป็นผู้เสียสละเพื่อส่วนรวม และผู้นำพรรคใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด 5. การลาออกมือดีทางกฎหมาย 2 คน คือ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ และนายวิษณุ เครืองาม แสดงให้เห็นถึงระดับความขัดแย้ง และการรักษาทรัพยากรมนุษย์ภายในพรรค 6. ความล้มเหลวการแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่นับวันทวีความรุนแรง แสดงให้เห็นถึงวิธีการทำงานของพรรครัฐบาลที่ด้อยประสิทธิภาพ ด้านโอกาส (Opportunities) เป็นปัจจัยภายนอกที่ส่งเสริมสนับสนุนให้องค์กรเติบโตได้ในอนาคต ซึ่งพรรคนี้จัดได้ว่า ยังมีโอกาสทางการเมืองอยู่บ้าง คือ 1. สภาพเศรษฐกิจที่ผันผวนในปัจจุบัน ประเทศยังต้องการคนที่คิดใหม่ทำใหม่กล้าที่จะออกนอกกรอบ เพื่อการก้าวสู่เวทีโลกการค้าที่ไร้พรมแดน การกีดกันทางการค้า การเปิดเสรีทางการค้า 2. สภาพทางการเมืองที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน และเมื่อเทียบกับผู้นำพรรคอื่นๆ พบว่ายังไม่มีผู้นำพรรคใด มีแสดงศักยภาพโดดเด่นที่จะขึ้นมาสู้กับพรรคนี้ ก็เท่ากับว่าเป็นโอกาสที่จะสร้างคะแนนนิยมได้อีกส่วนหนึ่ง 3. การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 15 ตุลาคมนี้ นับเป็นโอกาสที่พรรคจะสร้างความชอบธรรม และความเชื่อมั่นให้กลับมาอีกครั้งหนึ่ง ด้านอุปสรรค (Threats) เป็นปัจจัยภายนอกที่สกัดกั้นและเป็นสิ่งที่กีดขวางการทำงานขององค์กร ซึ่งนับว่าพรรคนี้ยังจะต้องพบกับอุปสรรคอีกมาก คือ 1. กลุ่มพันธมิตร นักวิชาการ และพรรคฝ่ายค้านยังคงต่อต้านอย่างต่อเนื่อง นับเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงานในอนาคตอย่างมาก 2. การที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำพิพากษาว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมาเป็นการเลือกตั้งที่มิชอบ ทำให้พรรคนี้ ย้ำภาพติดลบอีก เมื่อย้อนกลับไปก็จะพบว่าการขาดความชอบธรรมนี้ เนื่องจากการประกาศยุบสภาไม่มีความโปร่งใสอย่างมีนัยสำคัญ 3. กระแสสังคมเรียกร้องจริยธรรมทางการเมืองของผู้นำ และการให้ผู้นำปฏิบัติตามวัฒนธรรมการเมืองสมัยใหม่ ที่หากผู้นำทำผิดต้องลาออกจากตำแหน่งเช่นเดียวกับนานาประเทศ 4. ประชาชนเริ่มเบื่อการเมืองมากขึ้น เนื่องจากสภาพการเมืองตั้งแต่อดีต-ปัจจุบัน ที่มีลักษณะย่ำอยู่กับที่ โดยนักการเมืองหวังกอบโกยหวังแต่ผลประโยชน์ 5. ระบบเครือข่ายทางสังคมจะมีการตรวจสอบการทำงานของนักการเมืองที่เข้มแข็ง และเข้มงวดมากขึ้น โดยดูจากผลงาน และการกระทำมากกว่าคำพูดหรือวาทะ 6. การชี้ขาดของศาลรัฐธรรมนูญกรณีการยุบพรรค ไม่ว่าจะเสร็จทันก่อน หรือหลังการเลือกตั้งนับว่าเป็นอุปสรรคที่น่าห่วงอยู่มาก อย่างไรก็ตาม เมื่อมองผ่านเครื่องมือ SWOT แล้ว หากพรรคไทยรักไทยไม่ได้มีการปรับปรุงจุดอ่อน และวางกลยุทธ์ขจัดแก้ไขอุปสรรคแล้ว ถึงแม้จะมีโอกาสผ่านการเลือกตั้งมาได้ก็ไม่สามารถที่จะทำงานได้ถนัดนัก และการขับเคลื่อนกลยุทธ์ตามนโยบายในการหาเสียง ก็กระทำได้อย่างยากลำบาก เนื่องจากสภาพแวดล้อมภายนอกนั้น จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของพรรคในทุกๆ ด้าน ดังนั้น หากจะใช้การตลาดนำการเมืองพึงระลึกไว้ว่า "การตลาดยุคใหม่คำนึงถึงความต้องการของลูกค้า (ประชาชน) เป็นหลัก ถ้าหากตราบใดที่การตลาดการเมือง คำนึงถึงกลุ่มพวกพ้องและฐานอำนาจเป็นหลัก ก็ไม่ใช่เป็นการคิดใหม่ทำใหม่ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการจัดการการตลาดสมัยใหม่"
|