|
||||||||||||||
|
ก่อนครบรอบหนึ่งทศวรรษ
วิกฤตเศรษฐกิจไทย
คอลัมน์ มองซ้ายมองขวา โดย ภาวิน ศิริประภานุกูล ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3814 (3014) ในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยที่ผมกำลังศึกษาอยู่ (Australian National University ; ANU) ได้ร่วมมือกับ University of California, Berkeley จัดงานสัมมนาเรื่อง East Asia-A Decade After the Crisis ขึ้น โดยเนื้อหาหลักอยู่ที่พัฒนาการทางด้านต่างๆ ของประเทศเอเชีย ที่ประสบกับสภาวะวิกฤตในรอบทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งก็รวมไปถึงประเทศไทยของเราด้วย ผมคิดว่ามันน่าสนใจที่เราจะย้อนกลับมาพูดถึงวิกฤตเศรษฐกิจและการปรับตัวของประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมาอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม เมื่อผมลองนับนิ้วดูแล้วผมคิดว่ามันเพิ่งจะผ่านมา 9 ปี ดังนั้นบทความนี้ผมเลยใช้ชื่อว่า "ก่อนครบรอบหนึ่งทศวรรษวิกฤตเศรษฐกิจไทย" ข้างต้น จริงๆ แล้วปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจไทยในรอบที่ผ่านมามีอยู่ด้วยกันหลายประการซึ่งสอดรับซึ่งกันและกัน จะโทษใครคนใดคนหนึ่งเพียงคนเดียวคงไม่ได้ อย่างไรก็ตามเราอาจกล่าวสรุปได้ว่า วิกฤตดังกล่าวมีสาเหตุมาจากโครงสร้างระบบเศรษฐกิจมหภาคที่บิดเบี้ยวของประเทศไทย และความเห็นแก่ตัวของพวกเราทุกคนเอง รัฐบาลที่ต้องการเอาใจประชาชน (และอาจมีส่วนได้ส่วนเสียอยู่กับความร้อนแรงของระบบเศรษฐกิจ) คงการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลัง ในขณะเดียวกัน ยังคงรักษาระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่...นโยบายทั้งหมดนี้มีขึ้นเพื่อมุ่งกระตุ้นการเติบโตของระบบเศรษฐกิจ ซึ่งผิดหลักการของนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในทางเศรษฐศาสตร์ที่ต้องการมุ่งรักษาเสถียรภาพของระบบ ภาคธุรกิจขนาดใหญ่มุ่งลงทุนอย่างร้อนแรงเพื่อให้สอดรับกับระบบเศรษฐกิจ เข้าไปเก็งกำไรในภาคอสังหาริมทรัพย์ และตลาดหุ้นซึ่งมีราคาอยู่ในระดับสูงเกินความเป็นจริง นอกจากนั้นยังทำกำไรจากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยในประเทศต่างๆ ภายใต้ความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยนที่เป็นศูนย์โดยไม่มีการป้องกันความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยนไว้ล่วงหน้า ชนชั้นกลางใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยกับสินค้า แบรนด์เนมที่นำเข้ามาจากต่างประเทศด้วย อานิสงส์ของสภาวะเศรษฐกิจที่ร้อนแรง ค่าเงินบาทที่แข็งเกินจริง และการเก็งกำไรที่ทำให้ทุกคนมีรายได้ดีพอที่จะใช้จ่ายในลักษณะดังกล่าว นอกจากนั้นทุกคนก็พอใจกับการใช้ชีวิตฟู่ฟ่าแบบนั้น... ทัศนคติดังกล่าว ส่งผลกดดันรัฐบาลมิให้สามารถเริ่มดำเนินนโยบาย เพื่อชะลอความร้อนแรงของระบบเศรษฐกิจลงได้ ภาคธนาคารพาณิชย์ได้รับการโอบอุ้มจากรัฐบาล มุ่งสร้างผลกำไรโดยมิได้คำนึงถึงผลลัพธ์ ต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมที่จะตามมา ปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยสูงเพื่อสนับสนุนการเก็งกำไร ซึ่งเป็นตัวเร่งให้เกิดสภาวะฟองสบู่ ในภาคอสังหาริมทรัพย์และตลาดหุ้น ไม่มีการกระจายความเสี่ยงที่เพียงพอ ไปในธุรกิจที่มีความเสี่ยงต่ำแต่มีรายได้น้อยกว่า ซึ่งก็เป็นภาคธนาคารพาณิชย์ของประเทศไทยอีกเหมือนกัน ที่เป็นตัวการสำคัญในการปล่อยกู้เงินบาท ให้กับต่างชาติผ่านสัญญาลักษณะ swap เพื่อให้พวกเขานำมาใช้ถล่มค่าเงินบาท โดยมีดอกเบี้ยระดับสูงในตลาด swap เป็นตัวล่อ...ซึ่งเราก็จะกล่าวโทษแต่ธนาคารพาณิชย์เพียงอย่างเดียวไม่ได้ ในเมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยและภาครัฐบาลมิได้ส่งสัญญาณใดๆ ให้พวกเขารู้ตัวว่าไม่สามารถต้านทานแรงเก็งกำไรของต่างชาติได้ ...ซึ่งการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยและภาครัฐบาลไม่สามารถส่งสัญญาณในลักษณะดังกล่าว ทั้งๆ ที่มีข้อความเตือนมาจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ล่วงหน้า ก็น่าจะมีสาเหตุมาจากแรงกดดันของชนชั้นกลางที่ต้องการเห็นเศรษฐกิจไทยเติบโตร้อนแรงต่อไปนั่นเอง เมื่อมีตัวเร่งจากการถล่มค่าเงินบาทของกองทุนจากต่างชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย ไม่สามารถคงอัตราแลกเปลี่ยน ในระดับเดิมได้ ภาคธุรกิจใหญ่ๆและธนาคารพาณิชย์ขาดทุนทันทีจากเงินกู้ต่างประเทศ ภาคเก็งกำไรหดตัว ไม่มีคนรับซื้อที่ดินและหุ้นต่อ ในระดับราคาที่สูงเกินจริง กฎหมายล้มละลายไม่ทำงาน ภาครัฐจำเป็นต้องอุ้มธนาคารพาณิชย์ เพื่อไม่ให้เกิดปรากฏการณ์ลูกโซ่ คนไทยทั้งประเทศจึงต้องล้มละลายและเราต้องหันเข้ารับความช่วยเหลือจาก IMF ซึ่งเป็นที่พึ่งสุดท้าย...กลุ่มชนชั้นล่างสุดคือผู้รับกรรมตัวจริงจากเหตุการณ์ที่ตนเองไม่ได้มีส่วนก่อขึ้นแต่อย่างใด เราจำเป็นต้องทำตามยาขมที่ทาง IMF ให้มาพร้อมกับเงินกู้เพื่อฟื้นฟูสภาวะของประเทศไทย คนไทยส่วนใหญ่จึงมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อ IMF ที่ต้องการให้เราปรับโครงสร้างเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งในภาคการเงิน หันมาใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว และรักษาวินัยที่เคร่งครัดในนโยบายการเงินและการคลัง (ซึ่งหมายถึงการใช้นโยบายมหภาคแบบตึงตัวภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวนั่นเอง) นอกจากนั้น IMF ยังแนะนำให้ภาครัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทย ตัดขาดจากภาคธนาคารพาณิชย์ โดยการหามาตรการควบคุมดูแลที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้น จัดตั้งสถาบันประกันเงินฝาก สร้างกฎหมายล้มละลายที่มีประสิทธิภาพ และใช้นโยบายการเงินที่มีความสอดคล้อง กับการรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจ จริงๆ คำแนะนำของ IMF ก็มิได้มีความแตกต่างอะไรไปจากสิ่งที่เราได้จากกรอบการวิเคราะห์ ของวิชาเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก อีกทั้งคำแนะนำเหล่านี้ก็ได้ถูกนำมาใช้อยู่แล้วในประเทศที่พัฒนาแล้วทั่วโลก ซึ่งเราจะสังเกตได้ว่าประเทศเหล่านี้ ไม่เคยต้องเข้ารับการช่วยเหลือจาก IMF แต่ประการใด เป้าหมายหลักของชุดนโยบาย แกนกลางของชุดนโยบายเหล่านี้อยู่ที่หลักของความรับผิดชอบนั่นคือ ทุกๆ คนสามารถเลือกการกระทำของตนเองได้โดยเสรี แต่ถ้าหากเกิดความผิดพลาดขาดทุนขึ้นมา คนคนนั้นจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบกับการกระทำของตนทั้งหมด ธุรกิจใหญ่ๆ สามารถล้มได้ภายใต้กฎหมายล้มละลายที่มีประสิทธิภาพ ถ้าหากผู้บริหารเหล่านั้นเลือกที่จะลงทุนในรูปแบบที่เสี่ยง และไม่มีการป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้า ธนาคารพาณิชย์สามารถล้มได้ ถ้าหากปล่อยกู้ หรือลงทุนในธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง โดยไม่มีการกระจายความเสี่ยง ประชาชนทั่วไปสามารถล้มละลายได้ถ้าหากเข้าไปทำธุรกิจหรือเก็งกำไรและเกิดความผิดพลาดขึ้นมา ส่วนประกอบที่ IMF แนะนำนี้มีข้อดีอยู่ตรงที่คนอื่นๆ ที่มิได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการกระทำที่ผิดพลาด ไม่จำเป็นต้องเข้ามาแชร์ความรับผิดชอบ... ถ้าหากธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งจะล้มละลาย รัฐบาลไม่จำเป็นต้องเอาเงินภาษีของตาสาที่ทำนาอยู่ในต่างจังหวัด มาพยุงกิจการของธนาคารพาณิชย์แห่งนี้ กลไกต่างๆ จะจัดการให้ผู้บริหารและผู้ถือหุ้นในธนาคารแห่งนี้รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับตัวธนาคารเอง อย่างไรก็ตาม กลไกเหล่านี้จำเป็นต้องมาเป็นแพ็กเกจ ถ้ามันไม่มาพร้อมกันมันก็ไม่สามารถนำไปสู่เป้าหมาย ของการรับผิดชอบในการกระทำของตนเองได้... ถ้าไม่มีกฎหมายล้มละลายธนาคารพาณิชย์ ก็ไม่สามารถเอาผิดผู้กู้ และยึดทรัพย์ของเขามาบริหารเองได้ ซึ่งก็จะทำให้สถานะของธนาคารพาณิชย์แย่ลงและส่งผลกระทบต่อคนอื่นๆ ตามมา ถ้ารัฐบาลไม่ตัดขาดจากธนาคารพาณิชย์รัฐบาล ก็ต้องเอาเงินภาษีของประชาชนทุกคน มาอุ้มธนาคาร ที่อาจมีการบริหารความเสี่ยงผิดพลาด ถ้าเราไม่ใช้อัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว เราก็ต้องยอมให้รัฐบาลเอาเงินภาษีของเรา ไปประกันความเสี่ยงให้กับการทำกำไรของภาคธุรกิจที่ไร้ซึ่งการป้องกันความเสี่ยงในอัตราแลกเปลี่ยน 9 ปีที่ผ่านมาเรามาถึงไหน ? นับตั้งแต่ช่วงเกิดวิกฤตเศรษฐกิจเป็นต้นมา ก็นับได้ว่าเรากำลังเดินเข้าไปสู่สภาวะที่ IMF และนักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกอยากให้เราเป็น เราปรับนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนเป็นนโยบายแบบลอยตัว เราปรับข้อบังคับเงินกองทุนในธนาคารพาณิชย์ตามที่ IMF แนะนำ เราสร้างกฎหมายล้มละลายที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมขึ้นมาบังคับใช้ นอกจากนั้น เรายังรับเอานโยบายเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อ หรือที่มักถูกเรียกว่า inflation targeting เข้ามาปฏิบัติ ข้อดีประการหนึ่งของนโยบายการเงินแบบนี้อยู่ตรงที่มันเป็นนโยบายที่รักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจโดยอัตโนมัติ... เมื่อระบบเศรษฐกิจเริ่มปรับตัวร้อนแรงมากขึ้น เงินเฟ้อจะเพิ่มสูงขึ้น ภายใต้นโยบายแบบนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินแบบตึงตัวเพื่อลดระดับอัตราเงินเฟ้อลง ซึ่งนโยบายนี้ก็จะชะลอความร้อนแรงของระบบเศรษฐกิจลงไปด้วย เรากำลังพยายามจัดตั้งสถาบันประกันเงินฝากภายในปีนี้หรือปีหน้า ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการตัดขาดความช่วยเหลือของภาครัฐบาล และธนาคารแห่งประเทศไทย ออกจากธนาคารพาณิชย์อย่างแท้จริง...ธนาคารพาณิชย์จะเป็นผู้ส่งเงินสมทบกองทุนของสถาบันประกันเงินฝากเอง และรัฐบาลหรือธนาคารแห่งประเทศไทย ก็ไม่จำเป็นจะต้องทำหน้าที่เป็นผู้ค้ำประกันเงินฝากของประชาชน ให้กับธนาคารพาณิชย์อีกต่อไป ภายใต้สถาบันประกันเงินฝากรูปแบบใหม่นี้ หลังการบังคับใช้สมบูรณ์ ผู้ที่มีเงินฝากสูงกว่า 1 ล้านบาทในธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งจะไม่ได้รับความคุ้มครองอย่างเต็มจำนวนในกรณีที่เกิดความสูญเสียขึ้นมา การบังคับใช้สถาบันประกันเงินฝากรูปแบบนี้จะทำให้เกิดการตื่นตัวในการกระจายความเสี่ยงในกลุ่มเศรษฐี ซึ่งจะส่งผลดีต่อสภาวะเศรษฐกิจโดยรวม งานที่ยังเหลืออยู่สำหรับประเทศไทยก็น่าจะอยู่ที่การสร้างความโปร่งใสและวินัยทางการคลังของภาครัฐบาล และการสร้างนโยบายกำกับการดำเนินงานของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯที่เข้มแข็งของ ก.ล.ต. เพื่อคุ้มครองผู้ถือหุ้นรายย่อย ซึ่งในรอบปีที่ผ่านมาดูเหมือนว่า ก.ล.ต.จะสอบตกไม่เป็นท่าในกรณีของกลุ่มชินฯ ภายใต้องค์ประกอบต่างๆ เหล่านี้ ผมคิดว่าเราจะไม่มีโอกาสได้เห็นวิกฤตเศรษฐกิจ ที่ขยายวงกว้างครอบคลุมผู้คนทั้งประเทศ ในลักษณะเดียวกันกับเมื่อปี พ.ศ.2540 อีกต่อไป นอกจากนั้นถ้าหากเราสามารถตัดขาดความช่วยเหลือของรัฐบาล และธนาคารแห่งประเทศไทยออกจากธนาคารพาณิชย์ได้โดยเด็ดขาด และสามารถสร้างวินัยทางการคลังขึ้นได้ วิกฤตการณ์ที่จะเกิดจากหนี้บัตรเครดิตหรือการใช้จ่ายภาครัฐที่เรากำลังเป็นกังวลกันอยู่ก็ไม่น่าจะเกิดขึ้น ผมก็ได้แต่หวังว่าทุกๆ องค์ประกอบจะสำเร็จขึ้นก่อนที่เราจะได้เห็นวิกฤตเศรษฐกิจครั้งต่อไป หน้า 49
|