|
||||||||||||||
|
พลวัตรทุนไทย (1)
ดร.ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ pairoj@dpu.ac.th กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 เมื่อปลายเดือนที่แล้วผมมีโอกาสไปฟัง และร่วมสนทนารายงานการวิจัย โครงการเมธิวิจัยอาวุโส สกว.(สำนักงานคณะกรรมการกองทุนสนับสนุนงานวิจัย) ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร เรื่อง "โครงสร้างและพลวัตทุนไทยหลังวิกฤติเศรษฐกิจ" ซึ่งจัดขึ้นเป็นเวลา 2 วันที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย การเสนอรายงานวิจัยทั้ง 2 วันนี้ ทั้งหมดมี 9 เรื่องตามลำดับ ได้แก่ 1. กลุ่มทุนและธุรกิจครอบครัวไทยก่อน และหลังวิกฤติ ปี 2540 (ดร.เนตรนภา ไวทย์เลิศศักดิ์) 2. การสะสมทุนในประเทศไทย: ศึกษากรณีธุรกิจสุรา (ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์) 3. บริษัทข้ามชาติไทยหลังวิกฤติเศรษฐกิจ พ.ศ.2540: พลวัตการเปลี่ยนแปลงและข้อสรุป (ผศ.ดร.ภวิดา ปานะนนท์) 4.พลวัตทุนข้ามชาติในประเทศไทยหลังวิกฤติ 2540 (อ.นพนันท์ วรรณเทพสกุล และคุณอำนาจ มานะจิตประเสริฐ) 5. สองนคราค้าปลีกไทย: เศรษฐศาสตร์สถาบันว่าด้วยพลวัตบรรษัทค้าปลีกข้ามชาติ (คุณวีระยุทธ กาญจนชูฉัตร) 6.ธนาคารพาณิชย์ไทยหลังวิกฤติเศรษฐกิจ พลวัตการปรับตัว และการแข่งขันใหม่ (อ.อุกฤษฎ์ ปัทมานันท์ และ อ.รัตพงษ์ สอนสุภาพ) 7. สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์กับบทบาทการลงทุนทางธุรกิจ (ดร.พอพันธุ์ อุยยานนท์) 8.แนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยหลังการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ (ดร.สักกรินทร์ นิยมศิลป์) 9. บทบาททางการเมืองของเจ้าพ่อในกระแสโลกาภิวัตน์: กรณีศึกษาจังหวัดหนึ่งทางภาคตะวันออก (ดร.ชัยยนต์ ประดิษฐ์ศิลป์ และโอฬาร ถิ่นบางเดียว) ผมไม่มีโอกาสได้ฟังผู้เสนอทุกรายการแต่ก็ได้พยายามอ่านจากเอกสาร รายงานการวิจัยในขณะนั้นเรื่องโครงสร้าง และพลวัตของทุน ไม่ตั้งโจทย์ใหญ่ให้ผู้อ่าน ไม่มีบทความหรือบทวิจัยนำ ซึ่งจะช่วยผู้ฟังหรือผู้อ่าน ได้เข้าถึงการเดินเรื่องวิธีคิดประเด็นปัญหา และโลกทัศน์เรื่องทุน และโครงสร้างของทุน ซึ่งแน่นอนว่ามีขอบข่ายกว้างขวาง หลากหลายมุมมองในเชิงวิชาการและเชิงนโยบาย การไม่มีกรอบความคิดให้ผู้อ่าน มองอีกแง่หนึ่งก็เป็นข้อดีเปิดให้ผู้อ่านแต่ละคนหรือแม้กระทั่งผู้วิจัย กำหนดกรอบความคิดของตัวเองขึ้นมา อย่างไรก็ตาม ดร.ผาสุก สรุปเนื้อหาสาระหลักๆ ที่พบจากงานวิจัยที่ชวนให้อภิปราย และคิดกันต่อได้อีกมาก ในมติชนรายวันฉบับวันพุธที่ 5 กรกฎาคม ที่ผ่านมาในคอลัมน์ ดุลยภาพ ดุลยพินิจ เรื่อง ทุนนิยมไทยจะไปทางไหน พอจะสรุปได้ว่า 1.ในด้านข้อเท็จจริงซึ่งมีข้อยุติคงไม่ต้องถกเถียงกันมาก ก็คือ วิกฤติเศรษฐกิจ 2540 นั้น ทุนต่างประเทศได้เข้ามาทดแทนทุนไทยมากขึ้นในหลายๆ อุตสาหกรรม ธุรกิจครอบครัวระดับนำในอุตสาหกรรมประกอบรถยนต์และชิ้นส่วน ธุรกิจค้าปลีก และประมาณร้อยละ 40 ของภาคธนาคารและภาคการเงิน และแม้กระทั่งโทรคมนาคมล้วนอยู่ในมือของบรรษัทข้ามชาติ นายทุนจำนวนหนึ่งทั้งภาคการเงิน การค้า บริการและอุตสาหกรรม ต้องออกไปจากอุตสาหกรรมหรือธุรกิจ จำนวนมากแม้ยังมีบทบาทอยู่สถานภาพความเป็นเจ้าของเปลี่ยนและลดลงไปมาก ดร.ผาสุก สรุปจากงานวิจัยว่า "ณ ปี 2549 วิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 สำแดงให้เห็นความอ่อนแอ ของระบบทุนนิยมที่มีครอบครัวเป็นแกนอย่างชัดเจน ณ ปัจจุบันธุรกิจครอบครัวไทย ก็ยังเป็นลักษณะขององค์กรธุรกิจส่วนใหญ่ของประเทศ กลุ่มที่อยู่รอดปลอดภัยมักต้องเข้าถึงอำนาจรัฐโดยตรง หรือมีอำนาจเหนือรัฐ หรือดำรงเส้นสายทางการเมืองแบบแอบแฝง หรือต้องร่วมทุนกับต่างชาติ" ผมคิดว่าข้อสรุปข้างต้นมีส่วนที่เป็นความจริงแต่เป็นบางส่วนไม่ใช่ทั้งหมด ซึ่งควรจะต้องอภิปรายกันต่อ โดยเฉพาะเรื่องการร่วมทุนกับต่างชาติ 2. ทุนทางธุรกิจที่เติบโต และนายทุน กลุ่มธุรกิจ ที่ร่ำรวยมาได้ตลอด 40 ปี ก่อนวิกฤติปี 2540 ของไทยนั้น ถ้าไม่ร่ำรวยมาจากการได้อำนาจผูกขาดจากสัมปทานของรัฐเป็นจุดเริ่มต้น เช่น สัมปทานเหล้า กรณีของคุณเจริญ สิริวัฒนภักดี หรือสัมปทานโทรคมนาคมของนายกฯทักษิณ แล้วก็จะต้องเป็นกลุ่มทุนที่มีลักษณะกึ่งผูกขาดอยู่ภายใต้ระบบอภิสิทธิ์ ได้รับการปกป้องคุ้มครองจากภาครัฐ ได้ใบอนุญาต และเงินอุดหนุนจากรัฐบาล แทบทุกกลุ่มล้วนมีเส้นสายในระบบราชการ และการเมืองเป็นความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ มีความได้เปรียบในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มีจำกัดจากภาคธนาคาร แม้ธุรกิจจะมีการเรียนรู้เริ่มเป็นบรรษัทข้ามชาติจากประเทศไทย แต่ก็ยังมีบทบาทน้อยมาก ผมไม่แน่ใจว่ารายงานวิจัยนี้ฟันธงว่า ยุคทองของมหาบรรษัทครอบครัวไทย (The Family Conglomerates) นั้นสิ้นสุดลงแล้ว รายงานวิจัยให้ข้อสังเกตว่าผลของวิกฤติปี 2540 ทำให้รัฐบาลต้องยกเลิกมาตรการคุ้มครอง และเปิดเสรีทุนต่างชาติ คำถามคือระบบธุรกิจที่ครอบครัวยังเป็นใหญ่นั้น ขัดกันหรือจะเป็นอุปสรรคกับทุนนิยมสมัยใหม่เพียงไรแค่ไหน ซึ่งจะเป็นจริงหรือไม่ เป็นเรื่องที่น่าสนใจ ผมคิดว่าระบบอุปถัมภ์ และระบบอภิสิทธิ์นั้นมีแน่ๆ แต่ความสำคัญและการเปลี่ยนแปลงของระบบนี้ในส่วนต่างๆ ของระบบเศรษฐกิจก็ควรต้องได้รับการวิเคราะห์ในรายละเอียด มิเช่นนั้นจะเป็นการอธิบายปรากฏการณ์ที่เกินความจริง เพราะเศรษฐกิจไทยมีโครงสร้างที่หลากหลาย และเปลี่ยนแปลงในระยะยาวตลอด 3. ระบอบทักษิณ ตั้งแต่ปี 2544 ชี้ให้เห็นว่าตระกูลธุรกิจระดับแนวหน้าของไทยจำนวนหนึ่ง รวมตัวกันกุมอำนาจรัฐโดยลงมาเล่นการเมืองในระบบที่เรียกว่า ไทคูนคือรัฐ ซึ่งจะส่งผลให้กลุ่มครอบครัวธุรกิจที่อยู่วงนอกเสียเปรียบเมื่อเทียบกับอดีต ซึ่งกลุ่มทุนต่างๆ สามารถแข่งขันกันเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ จากรัฐบาล ข้อสังเกตนี้ก็เช่นเดียวกัน ต้องการกรอบความคิดรายละเอียดและข้อเท็จจริง หรือไม่ที่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่ทุกประเภทจะไม่สามารถเติบโตและอยู่รอดได้ ถ้าไม่ลงไปกุมอำนาจรัฐโดยตรงหรือเป็นพวกทักษิณ พลวัตรทุนไทย (2) ดร.ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ PAIROJ@DPU.AC.TH กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2549 ไม่ว่าจะมองจากความคิดทางเศรษฐศาสตร์สำนักไหน ทุน(CAPITAL) คือ หัวใจของระบบทุนนิยม ทุนกับรัฐไม่เคยแยกออกจากกันได้ เป็นความสัมพันธ์ที่ต้องพึ่งกันและกัน รัฐพึ่งทุน ทุนพึ่งรัฐ แต่ลักษณะของการพึ่งพามีหลายรูปแบบสะท้อนความหลากหลายของระบบทุนนิยมในแต่ละประเทศ แต่ละกาลเวลาโดยมีกลไกตลาดเป็นพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ ลักษณะของทุนมีความเป็นพลวัตสูง ไม่ว่าจะมองทุนคือ เงินหรือสินค้า หรือเป็นปัจจัยในวิถีการผลิต ทุน การบริหารจัดการทุน แยกไม่ขาดจากแรงงาน ความรู้ และเทคโนโลยี ทุนมีขนาดใหญ่ขึ้นในระบบทุนนิยมขั้นสูง ความเป็นเจ้าของทุนหรือองค์กรธุรกิจก็มีความหลากหลาย คนขายแรงงานเป็นชนชั้นกลางมีหุ้น หรือมีส่วนในความเป็นเจ้าของบริษัทในสัดส่วนที่สูงขึ้น แรงงานมีส่วนของการเป็นนายทุน ในเยอรมนีแรงงานมีตัวแทนในคณะกรรมการบริษัททุน(นายทุน) ไม่สามารถขูดรีดแรงงานได้ตามอำเภอใจในทุนนิยมขั้นสูง จำเป็นต้องหาพันธมิตรจากทุกๆ ส่วนของสังคม ตั้งแต่ในองค์กรของตนเองไปจนถึงระดับชุมชน ประเทศ และระหว่างประเทศ ตลอดเวลาระบบทุนนิยมได้ลองผิดลองถูกเกิดสถาบันหรือกติกาในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้ผู้มีส่วนร่วมได้ประโยชน์สูงสุดจากระบบตลาด จากการแข่งขัน ความร่วมมือ เพื่อทุกฝ่ายจะมีสถานภาพชีวิตที่ดีขึ้น จุดเด่นของระบบทุนนิยมคือ ความหลากหลายที่ได้มาจากระบบตลาดแข่งขัน และความยืดหยุ่น ความสามารถในการปรับตัว ภายใต้ความหลากหลายของทุน (นิยม) การสะสมทุน การบริหารทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เจ้าของทุนมีผลตอบแทน และสังคมมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญของทุน การเติบโต และคุณภาพของทุนนี่แหละคือ หัวใจของประเด็นปัญหาพลวัตของทุน ทุนอะไรเพื่อใคร มีคุณภาพแค่ไหน คุณภาพนี้มีหลายมิติ ทั้งในระดับองค์กรและระดับประเทศ เช่น ผลิตภาพของทุน ของแรงงาน ความสำคัญ และบทบาทของการใช้ความรู้ และเทคโนโลยี การกระจาย การกระจุกตัวของทุนทั้งระบบหรือที่มาของทุน การระดมทุน และการจัดสรรทุนผ่านระบบธนาคาร หรือผ่านตลาดทุน มีคุณภาพเพียงไรแค่ไหน การแบ่งปันผลผลิตให้แก่ผู้มีส่วนร่วมตั้งแต่แรงงานจนถึงเจ้าของทุน มีระบบที่ก่อให้เกิดความยุติธรรม และแรงจูงใจในทางที่ดีหรือไม่ องค์กรธุรกิจทุนนิยม และรัฐมีระบบธรรมาภิบาลที่ป้องกันการฉ้อฉล การคอร์รัปชันดีแค่ไหน เสรีภาพทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นพื้นฐานของระบบทุนนิยม กับเสรีภาพทางการเมืองในระบบประชาธิปไตย ตอบสนองประเด็นปัญหาข้างต้นอย่างไร ในการเข้าถึงข้อเท็จจริงปัญหาข้างต้น ประเทศไทยยังต้องการองค์กรความรู้จากการวิจัยที่ลึกซึ้งอีกมาก ผู้เขียนมีข้อสังเกตบางประการเรื่องพลวัต และโครงสร้างทุนของประเทศไทย 1) รัฐกับทุน สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย คล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นจากแนวโน้มของโลกคือ รัฐไม่ใช่ที่เป็นเพียงผู้รักษาความสงบ และบังคับใช้กฎหมายหรือกติกา (MINIMALIST STATE) เวลาที่ผ่านมานาน รัฐไทยอาจไม่แข่งกับเอกชนในการผลิตภาคอุตสาหกรรม แต่ก็ยังมีกิจกรรมจำนวนมากที่รัฐยังผูกขาด และเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ บทบาทรัฐทางด้านการกระจายรายได้การแบ่งปันและสวัสดิการ การเป็นผู้บังคับใช้กติกา โดยเฉพาะที่สำคัญที่สุดคือ อำนาจในการให้สิทธิการผูกขาดในการทำธุรกิจ เช่น การได้สัมปทานจากรัฐ หรือใบอนุญาตในการเข้ามาสู่ตลาดประกอบธุรกิจล้วนสูงขึ้นมากเหมือนแนวโน้มโลก ทั้งหมดนี้นอกจากทำให้รัฐใหญ่ขึ้นแล้ว ความจำเป็นในการพึ่งรัฐขององค์กรธุรกิจไม่ได้ลดลง แต่มีการเปลี่ยนรูปแบบ ประเทศในโลกรวมทั้งประเทศไทยและในเอเชีย ข้อเท็จจริงคือ ตลาดเสรีนั้นจริงๆ ไม่มี เราได้เห็นบทบาทการแทรกแซงของรัฐเต็มไปหมด บางช่วงในอดีตทุกประเทศมักดูดทรัพยากรจากภาคเกษตร มาอุดหนุนหรืออุ้มภาคอุตสาหกรรมโดยรวมและภาคเมือง บางช่วงปกป้องคุ้มครองตลาดภายในแก่ผู้ผลิต มีการดำเนินนโยบายที่เกื้อหนุนปกป้องคุ้มครองต่อทุนอุตสาหกรรมธุรกิจขนาดใหญ่หรือต่อผู้ส่งออก ผู้นำเข้าในรูปแบบต่างๆ เช่น การตั้งกำแพงภาษี จำกัดจำนวนผู้ผลิต กำหนดโควตาการนำเข้า การส่งออก การเข้าถึงสินเชื่อในราคาต่ำ บางช่วงเน้นธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อมมากบ้างน้อยบ้าง แน่นอนว่าความช่วยเหลือหรืออภิสิทธิ์ที่ได้จากรัฐนี้ไม่ถาวร ต้องลดหรือหมดไปในที่สุด เพราะฉะนั้นประเด็นสำคัญของการที่รัฐแทรกแซงมีความสัมพันธ์กับธุรกิจในประเทศต่างๆ ที่ผ่านมาในอดีต จึงมิได้อยู่ที่อุตสาหกรรมนั้นๆ องค์กรธุรกิจหรือนายทุนนั้นๆ ได้อภิสิทธิ์จากรัฐหรือไม่ หรือได้มากได้น้อย (นายทุนเศรษฐีรัสเซียที่ร่ำรวยจากการได้ของราคาถูกเหมือนได้เปล่าจากรัฐบาล เมื่อ 10 กว่าปีก่อนนั้น คงเป็นข้อยกเว้นไม่ค่อยมีให้เห็นได้มากหรือบ่อยนัก) เพราะทุกที่ในโลก ทุนโดยเฉพาะขนาดใหญ่ล้วนได้อภิสิทธิ์จากรัฐทั้งนั้น และอภิสิทธิ์หรืออำนาจผูกขาดที่ทำให้เกิดสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่าเป็นกำไรส่วนเกิน หรือค่าเช่าทางเศรษฐกิจนี้คือ ที่มาของความร่ำรวยอย่างรวดเร็วและมหาศาล ถ้าได้อภิสิทธิ์มากหรือผูกขาดมากก็จะรวยมาก เช่น ธุรกิจสิ่งทอแม้จะเคยได้อภิสิทธิ์จากรัฐแต่ก็ต้องแข่งกับชาวโลก บ่อยครั้งแบบเลือดตาแทบกระเด็น คงทำนายได้ไม่ยากว่าเจ้าพ่อสิ่งทอไทยเก่งยังไงๆ ก็ไม่มีทางรวยเท่ากับเจ้าพ่อสุรา เช่น คุณเจริญ หรือเจ้าพ่อโทรมือถือ เช่น คุณทักษิณ คำถามที่ท้าทายไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย ก็คือ อภิสิทธิ์ทุนนี้ เมื่อเวลาผ่านไปสามารถสะสมทุนในระดับองค์กรธุรกิจ และในระดับประเทศ ปรับตัวจนมีคุณภาพของทุนสูงขึ้นหรือไม่ ถ้ามีมันเกิดจากอะไร โดยเฉพาะในกระบวนการเรียนรู้ พลวัตทุนไทย (3) โดย รศ.ดร. ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์ นักวิจัยอาวุโส มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ pairoj@dpu.ac.th กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 25 สิงหาคม 2549 โครงสร้างและพลวัตของทุนจะต้องเกื้อกูลให้ทุนมีคุณภาพในฐานะพลังการผลิต เพื่อให้ประเทศสามารถยกระดับชีวิตทางเศรษฐกิจของคนส่วนใหญ่ให้สูงขึ้นอย่างยั่งยืน และถ้ามองทุนเป็นความสัมพันธ์ทางสังคม (Social Relation) ชนชั้นทางเศรษฐกิจและสังคม ทุนขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก แรงงานที่หลากหลายต้องได้รับการแบ่งปันจากความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจที่เป็นธรรม และมีระบบสวัสดิการเพื่อความมั่นคงในชีวิตสำหรับคนทุกวัย ทุกอาชีพ ภายใต้รัฐและสถาบันในระบบทุนนิยมที่เกื้อกูลต่อเป้าหมายข้างต้น ในกรณีของประเทศไทยองค์ประกอบที่มีผลต่อคุณภาพของทุนที่ต้องคำนึงถึงคือ 1. โครงสร้างของทุน การเปลี่ยนแปลงในบทบาทและความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและกลุ่มทุน ผลของกระบวนการโลกานุวัฒน์และทุนต่างชาติ 2.บทบาทความสำคัญและพลวัตของทุนธุรกิจครอบครัว ปัจจัยที่มีผลต่อขีดความสามารถในการเรียนรู้ การมีนวัตกรรมขององค์กรธุรกิจไทย 1. โครงสร้างของทุน เราได้ผ่านประสบการณ์ที่ทุนส่วนใหญ่ในอดีตกาลเป็นของกษัตริย์เสริมด้วยทุนต่างชาติ ที่เข้ามาเพื่อการค้าหลังสนธิสัญญาเบาริ่งในรัชกาลที่ 5 จนกระทั่งหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เราเคยได้ลิ้มรสความล้มเหลวทุนนิยม(พาณิชย์และอุตสาหกรรม)โดยรัฐ(State Capitalism) สมัยจอมพล ป. ที่ผูกขาดโดยนักการเมือง ข้าราชการ(ทหาร) เพื่อนักการเมือง เพื่อข้าราชการ หรือกลุ่มผลประโยชน์ จนมาถึงการเติบโตและการเป็นปึกแผ่นของโครงสร้างทุนสมัยใหม่ตั้งแต่ ทศวรรษ 60 สมัยจอมพลสฤษธิ์ ทำให้ทุนในประเทศ ทุนต่างชาติ และทุนโดยรัฐ(ผ่านรัฐวิสาหกิจ) เติบโตเป็นปึกแผ่น แม้จะไม่มีข้อมูลจากการวิจัยว่า ไตรลักษณะของทุนนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในด้านความสำคัญเปรียบเทียบ จนมีลักษณะผูกขาดครอบงำจนเป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้าการเปลี่ยนแปลง ดูเหมือนว่าทุนไทยมีความหลากหลายทั้ง 3 ฝ่ายมีความสำคัญในบริบทที่ต่างกัน เศรษฐกิจไทยที่เติบโตมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นมากับกระบวนการโลกานุวัฒน์ นำมาทั้งการแข่งขันและการผูกขาดที่สูงขึ้น ขนาดของรัฐในการผลิตโดยเฉพาะดูจากรัฐวิสาหกิจใหญ่ขึ้นเมื่อเทียบกับ GDP และหลายกิจกรรม เช่น สาธารณูปโภคมีลักษณะผูกขาด ในส่วนของการพึ่งพาการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยรวมทุนต่างประเทศเป็นผลดีต่อประเทศไทยในด้านการเรียนรู้วิทยาการ การตลาดและการจัดการ เรามีขีดความสามารถในการออมสูง เราจึงไม่ต้องพึ่ง ทุนต่างประเทศเพราะเงินออมไม่พอ การเติบโตของอุตสาหกรรมตั้งแต่การทดแทนการนำเข้าไปจนถึงการส่งออกของไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์เป็นผลจากการร่วมทุนกับต่างประเทศ ข้อมูลการเติบโตของการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมกับ FDI มีความสัมพันธ์กันสูง องค์กรธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่มีทางเลือกในการระดมทุนกว้างขวางขึ้น ระหว่างพึ่งธนาคารกับพึ่งตลาดทุน ระดมทุนในประเทศหรือจากต่างประเทศ ธุรกิจแอลกอฮอลล์ที่ถูกปฏิเสธเข้าตลาดทุนไทยเลือกที่จะไปจดทะเบียนที่สิงคโปร์ กรณีการผูกขาดในธุรกิจส่วนแบ่งตลาดในแต่ละอุตสากรรม (Market Concentration) มีทั้งผู้ผลิตมากรายเพิ่มขึ้นและน้อยลง แม้ธุรกิจเหล้าจะมีการเปิดเสรี ผลพวงของประวัติศาสตร์การใช้รัฐเป็นกลไกสร้างอำนาจผูกขาด ทำให้ธุรกิจเหล้าขาวและเหล้าสีกว่า 80% อยู่ในมือของคุณเจริญ คนเดียว จำนวนมากของธุรกิจที่ผูกขาดมักเกิดจากกฎเกณฑ์ของรัฐที่ทำให้ผู้ผลิตรายใหม่เข้ามายาก หรือเกิดจากความร่วมมือระหว่างองค์กรของรัฐกับผู้ประกอบการเอกชน เอาเปรียบผู้บริโภค เช่น กรณีโทรศัพท์มือถือในอดีต และที่สำคัญเกิดจากการที่รัฐเอาใจผู้ผลิตไม่บังคับใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าอย่างจริงจัง เมื่อมีการใช้อำนาจทางการตลาด เช่น การขายเหล้าพ่วงเบียร์ การฮั้วด้านราคาของผู้ผลิต เป็นต้น ธุรกิจที่ให้กำไรส่วนเกินสูงหรือที่เรียกว่าค่าเช่าในทางเศรษฐศาสตร์ โดยมีที่มาจากอำนาจการผูกขาด มักจะตามมาด้วยการใช้ทรัพยากรในรูปแบบต่าง ๆ โดยผู้ผลิตมีทั้งเหมือนเป็นการโอนความมั่งคั่งระหว่างกลุ่มผลประโยชน์ และเป็นการสูญเปล่าแก่ระบบเศรษฐกิจ ในอดีตการที่เศรษฐกิจไทยโตได้และการส่งออกขยายตัว (แม้สัดส่วนของไทยในตลาดโลกจะค่อนข้างคงที่ ประมาณ 1%) มาอย่างต่อเนื่อง ดูเหมือนจะบอกว่าคอรัปชั่นทางธุรกิจมิได้บั่นทอนเศรษฐกิจ ธุรกิจมีการลงทุนกำไรหรือค่าเช่าทางเศรษฐกิจนี้ต่อ ข้อสังเกตนี้มีส่วนที่เป็นความจริงเพราะโครงสร้างเศรษฐกิจไทยมีความหลากหลาย มีส่วนที่ผูกขาดโดยรัฐและการให้สัมปทาน มีส่วนที่การค้าระหว่างประเทศมีความสำคัญมากขึ้นทั้งในอดีตและปัจจุบัน มีส่วนที่มีลักษณะเป็นสินค้าประเภทบริการ เน้นตลาดภายในประเทศ เมื่อ 20-30 ปีก่อนธุรกิจที่มุ่งผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้าในช่วงแรก อาจได้รับการคุ้มครองและอภิสิทธิ์จากภาครัฐ ต่อมานานเข้ากำแพงภาษีลดลงไปมาก โดยทั่วไปภาคการค้าระหว่างประเทศ ที่พึ่งการส่งออกในสินค้าอุตสาหกรรม ผู้ผลิต เช่น ในธุรกิจสิ่งทอเผชิญภาวะการแข่งขันสูงได้ประโยชน์จากภาครัฐลดลงไปมาก (ยกเว้นอุตสาหกรรมหนัก เช่น เหล็ก ปิโตรเคมี ฯลฯ) กำไรส่วนเกินไม่น่าจะสูงนายทุนประเภทนี้จำนวนมากถือว่าโลกคือตลาดและฐานการผลิตของเขา ๆ ไม่สนใจและไม่จำเป็นต้องติดสินบนนักการเมือง ไม่จำเป็นต้องเป็นพวกทักษิณ เขาไม่อยากให้รัฐบาลหรืออิทธิพลของระบอบทักษิณมายุ่งเกี่ยวกับธุรกิจของเขา ในประเทศไทยคงมีนักธุรกิจประเภทนี้จำนวนมากในสาขาต่าง ๆ ที่ไม่ต้องพึ่งกับงบประมาณการจัดจ้างจัดซื้อ การก่อสร้างของภาครัฐ ชะตากรรมของธุรกิจของเขาขึ้นอยู่กับความสามารถและกลยุทธ์ของเจ้าของผู้ประกอบการ ผู้เขียนจึงไม่แน่ใจว่าอำนาจของระบบทักษิณในรอบ 5 ปี จริง ๆ มีส่วนในการเพิ่มการผูกขาดอำนาจทางเศรษฐกิจ ผ่านการผูกขาดในระดับอุตสาหกรรมเพียงไร อย่างไรก็ตามคงปฏิเสธไม่ได้ว่า กระบวนการโลกาภิวัฒน์ นำมาซึ่งการขยายตัวและการผนึกประสาน (Integration) ทั้งการค้าและการลงทุนทั้งในระดับโลกและระดับภูมิภาค ในระดับหนึ่งสามารถใช้เป็นอาวุธที่สำคัญในการลดอำนาจการผูกขาดในประเทศไทยได้ ถ้ารู้จักใช้มัน ความเป็นเจ้าของหรือใครจะเป็นเจ้าของธุรกิจในโลกที่ไร้พรมแดนนั้นไม่สำคัญเท่ากับว่า ใครจะใช้อำนาจทางการตลาดหรืออำนาจผูกขาดที่มีอยู่นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงด้านผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิต ราคาสินค้าและคุณภาพการให้บริการ ที่ผู้บริโภคจะพอใจมากที่สุด และกรณีสำหรับประเทศทุน แรงงาน ความรู้มีการเรียนรู้ไต่อันดับที่สูงขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐของประเทศนั้น ๆ สามารถส่งเสริมการแข่งขันและจำกัดการผูกขาดไม่ว่าทุนนั้นจะเป็นทุนท้องถิ่นหรือทุนต่างชาติหรือทุนโดยรัฐ นี่คือโจทย์ที่ท้าทายสำหรับทุกรัฐบาล อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับการกระจุกตัวของอำนาจทางเศรษฐกิจ (Concentration of Economic power) ซึ่งหมายถึงสัดส่วนของกลุ่มธุรกิจหนึ่งหรือ พลวัตทุนไทย (จบ) วิถีเศรษฐกิจ : ดร.ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์ pairoj@dpu.ac.th มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2549 กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : หลักฐานจากการวิจัยทางเศรษฐศาสตร์และธุรกิจที่เกี่ยวกับประเทศที่ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจเปิด ด้านการค้าการลงทุนที่มากับกระบวนการโลกาภิวัตน์ ยืนยันค่อนข้างหนักแน่นว่าประเทศเหล่านี้โดยเฉพาะในเอเชียโตได้ดี และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศผ่านบรรษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในบริษัทที่ร่วมทุน เพิ่มขีดความสามารถในการส่งออกของบริษัท และของประเทศ ผลิตภาพ (Productivity) ในสาขาอุตสาหกรรม และของบริษัทที่ร่วมทุนกับบรรษัทข้ามชาติมีสูงกว่าบริษัทที่ไม่ได้ร่วมทุน บรรษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ในโลกกว่า 70,000 แห่ง คือพาหะที่สำคัญในการนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง และการแข่งขันด้านนวัตกรรม และเทคโนโลยี ซึ่งทำให้ระบบทุนนิยมโลกสามารถมีอัตราความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่สูงต่อเนื่อง ตั้งแต่ทศวรรษที่ 19 จนถึงปัจจุบันอย่างไม่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ ขีดความสามารถของจีนในการส่งออกในตลาดโลก ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นมหาศาล ของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ KDI สถาบันวิจัยของเกาหลีพบจากการศึกษาว่า การคุกคามของจีนโดยเฉพาะทางด้านราคาในตลาดอุปกรณ์โทรคมนาคม ที่มีต่อส่วนแบ่งของตลาดของบริษัทเกาหลีในตลาดโลก เป็นผลมาจากการเติบโตของบรรษัทข้ามชาติในจีน เราคงต้องยอมรับความจริงว่าพลวัตทุนไทยสำหรับภาคอุตสาหกรรมประเภทไฮเทค และการไต่อันดับที่จะต้องสูงขึ้นเรื่อยๆ ของไทย เงินทุนอย่างเดียวไม่สำคัญเท่ากับความรู้ และความสามารถในการจัดการให้เกิดนวัตกรรม (Innovation) ซึ่งก็คือการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการผลิต ที่จะทำให้เกิดโอกาสในการเพิ่มพูนกำไร อันเป็นหัวใจของการเติบโตของทุน กระบวนการด้านนวัตกรรมนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ไทยจะต้องพึ่งบรรษัทข้ามชาติ และกระบวนการโลกาภิวัตน์ และการกำหนดยุทธศาสตร์โดยรัฐ และเอกชนของแต่ละประเทศเป็นรากฐานที่สำคัญ ในอดีตญี่ปุ่นเป็นข้อยกเว้นที่ประเทศไม่ต้องพึ่งการลงทุนจากต่างประเทศ ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี Digital ด้านอิเล็กทรอนิกส์ ด้านการขนส่ง โทรคมนาคม ทำให้คุ้มที่ประเทศจะแบ่งความเชี่ยวชาญในการผลิต ในการ Outsourcing มากขึ้น ทำให้บริษัท และประเทศพึ่งพากัน ค้าขายกันมากขึ้นเห็นได้ชัดจากการเติบโตของการค้าของโลก ล้วนมีผลมาจากการแตกแยกย่อยของการผลิตหรือ Fragmentation of Production เกิดการตัดห่วงมูลค่าลูกโซ่ (Slicing Value Chain) โดยแบ่งกันผลิตแบ่งกันทำ การจัดองค์กรไม่จำเป็นต้องรวมตัวกันในแนวดิ่งในการทำธุรกิจทุกอย่างเอง บริษัทขนาดเล็กสามารถสร้างความชำนาญมี Niche ที่สนองความต้องการของบริษัทขนาดใหญ่ ข้อที่น่าสังเกตก็คือ ในระบบทุนนิยมโลกบรรษัทข้ามชาติเหล่านี้ ที่เป็นคู่แข่งกันในโครงสร้างตลาดผู้ผลิตน้อยราย (Oligopoly) แข่งขันกันอย่างเข้มข้นแต่ขณะเดียวกัน ก็มีความร่วมมือกันทางด้านนวัตกรรม ทำให้เกิดตลาดการแลกเปลี่ยนซื้อขาย และให้เช่าเทคโนโลยี ทำให้เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่คิดค้นได้ถูกแพร่กระจายไปสู่บริษัทอื่นๆ และสังคมให้กว้างขวางขึ้นเป็นผลดีต่อสวัสดิการส่วนรวม และการเติบโตของเศรษฐกิจ ในโลกที่บริษัทจะต้องมีนวัตกรรมเท่านั้นไม่งั้นตาย (Innovate or Die) กิจกรรมด้านนวัตกรรม R&D กลายเป็นกิจกรรมที่ทุกบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ทำเป็นกิจวัตรปกติหรือ Routine ต่อเนื่อง และเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาการค้นพบหรือ Invention และการนำไปประยุกต์ในเชิงพาณิชย์หรือ Innovation เป็นกระบวนการค่อยเป็นค่อยไปมีการเปลี่ยนแปลงทีละเล็กทีละน้อยมากกว่าจะเป็นเรื่องฮือฮาเหมือนในอดีต ที่ผู้ประกอบการร้องตะโกน "Eureka หรือฉันพบมันแล้ว" ภายใต้สิ่งแวดล้อมดังกล่าว ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่าบริษัทหรือทุนไทยในอนาคตจะมีพลวัตในการเรียนรู้ เพื่อให้เกิดเป็นนวัตกรรมได้เพียงไรแค่ไหน หรือว่าเราทำได้แค่เพียงการสะสมทุน รับจ้างผลิตตามคำสั่ง ผู้เขียนคิดว่าในรอบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมาการที่เราได้เห็นการเติบโตของการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมในระดับ 2 หลัก ได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมโดยรวม ในสภาพแวดล้อมที่บริษัทไทยไม่ค่อยมีการทำ R&D จำนวน และคุณภาพนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ วิศวกร ไม่มีอะไรเด่น ก็เพราะการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ พูดอีกอย่างก็คือเรามีเทคโนโลยีในโลกให้ตักตวงจึงถูไถมาได้ดี 2. พลวัตของทุนธุรกิจครอบครัว หุ้นที่กระจุกตัวอยู่ในมือครอบครัวรายใหญ่อาจช่วยขจัดหรือลดต้นทุน Agency Cost ซึ่งเป็นปัญหาอันเกิดจากการที่เจ้าของจ้างผู้บริหาร และให้อำนาจแก่ตัวแทนแล้วคุมเขาไม่ได้ แต่โครงสร้างธรรมาภิบาลลักษณะนี้ก็นำมาซึ่งการฉ้อฉลได้ โดยเจ้าของเอาเปรียบผู้ถือหุ้นอื่นโดยเฉพาะพวกรายย่อย เราอาจจะได้ยินได้ฟังบริษัทมหาชนกันมามาก ได้เห็นบริษัทขนาดใหญ่โดยเฉพาะในสหรัฐ ที่ผู้บริหารไม่ใช่ผู้ถือหุ้นใหญ่ หรือทุนนิยมที่ฝ่ายจัดการเป็นใหญ่ (Managerial Capitalism) แต่ข้อเท็จจริงที่พบในโลกแม้กระทั่งในสหรัฐ ยุโรป และโดยเฉพาะในเอเชียก็คือ ธุรกิจหรือบริษัทมหาชนที่ครอบครัวยังเป็นใหญ่ ถือหุ้นตั้งแต่ร้อยละ 20 ขึ้นไป มีอำนาจเด็ดขาดในการควบคุมกิจการของบริษัทยังเป็นเรื่องปกติที่พบกันดาษดื่น (การศึกษาของ La Porta และคณะ) เหมือนจะบอกว่า Entrepreneur ที่เป็นครอบครัวไม่ตายหรือหายไปง่ายๆ ในโลกที่องค์กรธุรกิจใหญ่ขึ้นมีความเชื่อกันว่าอาณาจักรของครอบครัวไม่เกินรุ่นที่ 3 น่าจะล้มหายตายจากไป ธุรกิจครอบครัวไทยมีพลวัตในการขยายบทบาทจากธุรกิจดั้งเดิม ไปสู่ธุรกิจอุตสาหกรรมและบริการ หลังวิกฤติ ปี 2540 ครอบครัวทุนใหญ่ๆ บอบช้ำแต่จำนวนมากยังมีบทบาทสูงเหมือนเดิม ที่น่าสนใจคือ จากการศึกษากลุ่มธุรกิจครอบครัว(ส่วนใหญ่เชื้อจีน) 220 กลุ่มเมื่อปี 2540 โดยนาย Suehiro และคณะปรากฏว่า Generation แรกซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งหรือรุ่นพ่อ รุ่นปู่ มีอยู่ 89 กลุ่ม (ร้อยละ 42) Generation ที่ 2 มีอยู่ 102 กลุ่มบริษัท (ร้อยละ 48) และรุ่นที่ 3 จำนวน 16 กลุ่มบริษัท (ร้อยละ 7) แสดงให้เห็นว่าบทบาทครอบครัวรุ่นแรกๆ เริ่มลดลงถ่ายโอนมาที่รุ่นสอง มีการสืบสานต่ออาณาจักรธุรกิจของรุ่นแรกที่เสียชีวิตหรือละวางจากธุรกิจ อีกไกลแค่ไหนที่ธุรกิจครอบครัวไทยจะอัสดงคต จุดอ่อนจุดแข็งของธุรกิจครอบครัวทั้งในอดีต และในอนาคตควรมีการวิจัยกันอย่างเป็นระบบมากขึ้น ไม่ว่าโครงสร้างความเป็นเจ้าของธุรกิจจะเป็นเช่นไร ในระยะยาวความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจ และทุนธุรกิจไทยจะต้องยืนอยู่บนพื้นฐาน ที่ตลาดสินค้ามีการแข่งขันสูงตลาดทุนและแรงงานมีคุณ มีความมั่นคง ธุรกิจมีบรรษัทภิบาลที่ดี และจากประสบการณ์ของกลุ่มประเทศ NICS คือ ต้องมีรัฐที่เข้มแข็ง ผลักนำการเปลี่ยนแปลงและการเรียนรู้ด้านการศึกษาและเทคโนโลยี ซึ่งจะทำได้ เอกชนต้องมีวินัยเท่านั้น
|