|
||||||||||||||
|
นับหนึ่งใหม่
นับกันให้ดี
หน้าต่างความคิด : เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณะเศรษฐศาสตร์ กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 หลายคนคงได้ถอนหายใจโล่งอกกันเสียที หลังจากที่ศาลอาญาชั้นต้นได้มีคำพิพากษาจำคุก กกต.ทั้ง 3 ท่าน เป็นเวลา 4 ปี พร้อมเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง 10 ปี โดยไม่อนุญาตให้มีการประกันตัวก่อนหน้านี้ มีการพูดกันมากว่า กกต. ทั้ง 3 ท่าน เป็นปัญหาสำคัญทำให้ไม่สามารถปลดล็อกทางการเมือง หากท่านไม่ลาออก ก็ยากที่การเมืองจะเดินหน้าต่อไปในทิศทางที่ดีได้ บรรยากาศเมื่อวันอังคาร ที่ผ่านมา หากใครได้ดูข่าวก็จะเห็นถึงความตึงเครียดที่เกิดขึ้นบริเวณศาล ด้านหนึ่งมีการส่งเสียงโห่ร้องยินดีจากฝ่ายที่ต้องการเห็น กกต.ทั้ง 3 ท่านยุติบทบาทแต่ในเวลาเดียวกัน เสียงร่ำไห้ก่นด่าจากผู้ที่สนับสนุนการทำงานของ กกต.ทั้ง 3 ท่านนี้ก็ดังไม่แพ้กัน แถมยังมีการวางมวยกันเป็นระยะ บางคนถึงกับออกมาแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์คำพิพากษาของศาลอย่างรุนแรง ภาพเหล่านี้กลายเป็นสิ่งชินตา เพราะตลอดเวลาเกือบหนึ่งปีที่ผ่านมา บ้านเมืองแตกแยกเป็นฝักเป็นฝ่ายกันอย่างน่าใจหาย มีการแบ่งเขาแบ่งเรากันอย่างชัดเจน ต่างฝ่ายต่างก็ประจันหน้าเข้าหากัน แทบไม่มีการลดราวาศอก สังคมแตกแยก บ้านเมืองเสียหาย เศรษฐกิจได้รับผลกระทบ สมาชิกในครอบครัวบางครอบครัวแทบจะมองหน้ากันไม่ติด ทุกคนต่างก็อ้างว่าฝ่ายของตนทำเพื่อส่วนรวม ทำเพื่อชาติ ทำเพื่อความถูกต้อง เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นทำให้พวกเราได้มองเห็นตัวตนที่แท้จริงของนักการเมือง และผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองได้มากขึ้น บางคนที่เคยหลงคิดว่าเป็นคนดี ก็เผยธาตุแท้ออกมาให้ได้เห็นหลายคนที่โดนก่นด่า กลับค้นพบสัจธรรม หากจะเปรียบเทียบไปแล้ว ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมานี้ พวกเราทุกคนเหมือนอยู่ในเรือท่ามกลางมรสุม คนในเรือต่างรวมกลุ่มกันเพื่อหาทางประคองเรือให้ฝ่าคลื่นลมไปได้ โดยไม่ได้สนใจว่าคนอื่นจะคิดเช่นไร ต่างฝ่ายต่างก็พยายามหาโอกาสไปคอยคัดท้าย จัดใบเรือเพื่อให้เรือแล่นไปในทิศทางที่ต้องการ ส่วนคนที่ไม่เห็นด้วยก็ถูกตำหนิประณาม และพยายามหาทางยุติบทบาทของคนเหล่านี้ หลายต่อหลายครั้งที่ความดันทุรังถือเอาตัวกูของกูเป็นใหญ่เกือบจะพาให้นาวาสยามลำนี้ต้องไปเจอกับหินโสโครกจนอับปาง เดชะบุญที่เรายังมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเปี่ยมไปด้วยพระปรีชาสามารถมาคอยให้คำแนะนำตักเตือน โศกนาฏกรรมที่อาจจะรุนแรงก็บรรเทาลงไป ตอนนี้ฟ้าฝนเริ่มสงบ คลื่นลมลดความรุนแรง เราทุกคนคงต้องกลับมานั่งคิดทบทวนถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองได้แล้วว่าจากนี้ไปบ้านเมืองเราควรจะไปทางไหนต่อดี เรื่องที่ผ่านมาแล้ว ไม่ว่ายังไงก็คงไปเปลี่ยนมันไม่ได้ ถ้าปล่อยให้อดีตเหล่านี้มาคอยตามหลอกหลอนบดบังการตัดสินใจ อีกไม่นาน เราคงได้เป็นวิกฤตการณ์ทางการเมืองรอบต่อๆ ไป เกิดขึ้นอย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น หากไม่มีอะไรผิดพลาด อีกไม่ถึง 3 เดือนเราก็จะมีโอกาสได้ใช้สิทธิเลือกตั้งกันระหว่างนี้ น่าจะลองย้อนกลับไปดูพฤติกรรมของว่าที่ผู้สมัครของทุกพรรคการเมืองต่างๆ ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาทำอะไร แล้วสิ่งทำไปนั้นส่งผลเสียต่อบ้านเมืองอย่างไร อย่าลืมว่าสิทธิในการออกเสียงลงคะแนนของเราคราวนี้ไม่ได้มาง่ายๆ ถึงแม้จะไม่มีการเสียเลือดเสียเนื้อเหมือนในอดีต แต่ก็มีต้นทุนทางสังคม และเศรษฐกิจเป็นมูลค่ามหาศาล หากที่ผ่านมา กกต.เป็นอุปสรรคสำคัญประการหนึ่งต่อการแก้ปัญหาอย่างที่กล่าวกัน ตอนนี้ปัญหาดังกล่าว ก็ได้รับการแก้ไขแล้วเราได้รับโอกาสครั้งใหม่ เพื่อเลือกตัวแทนเข้าไปทำงานแทนพวกเรา หนึ่งเสียงของเรานั้นมีค่ายิ่ง คงน่าเสียดายถ้าเรายกคะแนนเสียง ให้กับคนที่จะมาสร้างความร้าวฉานให้เกิดขึ้นในบ้านในเมืองอีก ต่อให้มีความเห็นไม่ตรงกัน ก็อย่าลืมว่า พวกเราเป็นคนไทยด้วยกันทั้งนั้น ถึงแม้จะไม่ได้ใช้นามสกุลเดียวกันทุกคน แต่ก็เติบโตขึ้นมาบนผืนแผ่นดินเดียวกัน สิ่งที่จะทำให้บ้านเมืองของเราเข้มแข็งได้ คือ ความรักสามัคคี ประเทศคงก้าวไปข้างหน้าไม่ได้ ถ้าทุกฝ่ายไม่ก้าวไปพร้อมๆ กัน จากนี้ไปเป็นการนับหนึ่งใหม่ ขึ้นอยู่กับพวกเราแล้วว่า จะเลือกเดินไปในทางไหน จะเลือกเดินย่ำรอยเท้าเก่าที่จะพาเรากลับไปสู่วังวนเดิมๆ หรือเลือกจะเดินไปในทางใหม่ เพื่อไปสู่สิ่งที่ดีกว่า
|