|
||||||||||||||
|
วิกฤตไอทีวี :
ให้บทเรียนอะไรบ้าง?
คอลัมน์ ดุลยภาพดุลยพินิจ โดย นวลน้อย ตรีรัตน์ มติชนรายวัน วันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10364 เป็นที่ทราบกันดีว่า สถานีโทรทัศน์ ไอทีวี ถือกำเนิดขึ้น โดยเป็นผลพวงจากการปิดกั้นข่าวสารในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ มีผลให้เกิดการเรียกร้องให้มีการสร้างสื่อเสรีโดยเฉพาะในเรื่องของวิทยุและโทรทัศน์ ซึ่งถูกควบคุมอย่างสิ้นเชิงจากภาครัฐขึ้นมา รัฐบาลจึงได้อนุมัติให้เปิดสถานีโทรทัศน์ช่องใหม่ในระบบยูเอชเอฟเพิ่มขึ้น โดยมีการระบุไว้อย่างชัดเจน ในวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสถานีโทรทัศน์แห่งใหม่ว่า (1) เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนได้รับข้อมูล ข่าวสาร และรายการที่มีคุณค่าและเป็นประโยชน์ (2) เพื่อให้มีการเสนอข้อมูลข่าวสารทุกด้านทุกฝ่ายอย่างครบถ้วน ถูกต้อง รวดเร็ว ทันเหตุการณ์ เป็นกลาง และเป็นธรรม โดยคำนึงถึงสิทธิในการรับรู้ข่าวสารของประชาชนและมีการกระจายข่าวสารอย่างทั่วถึง เพื่อประโยชน์ของรัฐ สังคม และประชาชน และ (3) เพื่อให้มีกิจการวิทยุโทรทัศน์ดำเนินการในรูปบริษัทมหาชน ได้มีผู้เข้ายื่นข้อเสนอหลายราย แต่ในที่สุดบริษัท สยามอินโฟเทนเมนท์ จำกัด ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ได้รับสัมปทานไปเพราะเป็นผู้เสนอค่าสัมปทานที่จะจ่ายให้กับรัฐสูงที่สุด โดยได้เสนอเงินค่าสัมปทานเป็นจำนวน 25,000 ล้านบาท ในระยะเวลา 30 ปี และรวมถึงการเสนอว่าจะนำเสนอรายการข่าวสาร สารประโยชน์อย่างน้อย 70% และบันเทิงอย่างมาก 30% ทั้งนี้ต่อมาสัดส่วนนี้ถูกระบุในสัญญาข้อ 11 ว่า รายการข่าว สารคดี และสารประโยชน์ จะต้องรวมกันไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 ของเวลาออกอากาศทั้งหมด และเฉพาะระยะเวลาระหว่าง 19.00-21.30 น. จะต้องใช้สำหรับรายการประเภทนี้เท่านั้น สถานีโทรทัศน์แห่งใหม่นี้สามารถแพร่ภาพออกอากาศได้เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2539 อย่างไรก็ตาม บริษัทประสบปัญหาทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผลจากวิกฤตทางเศรษฐกิจ ที่มีผลให้บริษัทต่างๆ ลดงบโฆษณาลง ผลการดำเนินงานที่ปรากฏในงบดุล จึงปรากฏตัวเลขขาดทุนอย่างต่อเนื่อง ปลายปี 2544 บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น ได้เข้ามาซื้อหุ้นสามัญจากผู้ถือหุ้นเดิม และกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ต้นปี 2545 ไอทีวี ได้เสนอขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไป และในวันที่ 17 กันยายน 2545 ไอทีวีได้ยื่นเสนอข้อพิพาทต่อสำนักงานอนุญาโตตุลาการโดยอ้างถึง สัญญาข้อ 5 วรรคสี่ "หากสำนักงานหรือหน่วยงานของรัฐให้สัมปทานอนุญาตหรือทำสัญญาใดๆ กับบุคคลอื่นเข้าดำเนินกิจการ ให้บริการส่งวิทยุโทรทัศน์ โดยมีการโฆษณาหรืออนุญาตให้โทรทัศน์ระบบบอกรับสมาชิกทำการโฆษณาได้ และเป็นเหตุให้ผู้เข้าร่วมงานได้รับผลกระทบต่อฐานะทางการเงิน ของผู้เข้าร่วมงานอย่างรุนแรง เมื่อผู้เข้าร่วมงานร้องขอสำนักงานจะพิจารณา และเจรจากับผู้เข้าร่วมงานโดยเร็วเพื่อหามาตรการชดเชยความเสียหาย ที่ผู้เข้าร่วมงานได้รับ จากผลกระทบดังกล่าว" เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2547 อนุญาโตตุลาการ ได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดตามข้อพิพาท มีสาระสำคัญ คือ 1.ให้สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ชดเชยความเสียหายโดยชำระเงินให้แก่บริษัท จำนวน 20 ล้านบาท 2.ให้ปรับลดผลประโยชน์ตอบแทนตามสัญญาฯ ลงเหลือปีละ 230 ล้านบาทเหมือนช่อง 7 ปรับลดเงินรับประกันผลประโยชน์ขั้นต่ำ และให้คืนเงินผลประโยชน์ขั้นต่ำที่มีการจ่ายตามสัญญา ในช่วงระหว่างการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ 3.ให้ทางสถานีสามารถปรับสัดส่วนรายการ จากที่ต้องนำเสนอรายการข่าว สารคดี และสารประโยชน์ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 เป็นไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 และช่วงเวลาระหว่าง 19.00-21.30 น. ไม่จำเป็นจะต้องเสนอเฉพาะรายการข่าว สารคดี และสารประโยชน์ ต่อมา ทางสำนักงานปลัดสำนักนายกฯ ได้ฟ้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่อศาลปกครอง และศาลปกครองได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2549 ให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ โดยมีเหตุผลที่สำคัญคือ ข้อสัญญาข้อ 5 วรรคสี่นั้น ได้ถูกเพิ่มเติมขึ้น และไม่ได้ผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี จึงไม่มีผลผูกพันคู่สัญญา ดังนั้น อนุญาโตตุลาการจึงไม่สามารถนำข้อสัญญานี้ มากำหนดมาตรการชดเชยความเสียหาย ให้กับทางไอทีวี นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงสัดส่วนรายการ ยังเป็นการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญ ของการจัดทำบริการสาธารณะ เป็นการขัดกับข้อสัญญาและวัตถุประสงค์หลักในการจัดตั้งสถานีดังกล่าวด้วย ผลกระทบของการอ้างถึงสัญญาข้อ 5 วรรคสี่ นอกจากจะทำให้อนุญาโตตุลาการใช้เป็นเหตุในการพิจารณาดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีผลทำให้การสร้างสถานีโทรทัศน์ช่องใหม่ดำเนินการไม่ได้ เนื่องจากการอ้างว่าติดสัญญากับไอทีวีอยู่ การปฏิรูปสื่อโดยเฉพาะทางด้านสื่อวิทยุโทรทัศน์ติดขัดมาโดยตลอด แม้ว่าขณะนี้ทางไอทีวีได้อุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด ซึ่งยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณ์ของศาล ไอทีวีก็ได้อ้างเหตุดังกล่าว ในการไม่ดำเนินการเปลี่ยนแปลงใดๆ โดยยังคงการจ่ายค่าสัมปทานตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ และยังคงใช้ผังรายการเดิมอยู่ ขณะเดียวกันทางสำนักปลัดสำนักนายกฯได้มีการแถลงข่าวว่า ไอทีวีทำผิดสัญญา ทำให้รัฐบาลสามารถเรียกค่าปรับจากการทำผิดสัญญากรณีการปรับผังและสัดส่วนรายการ อีกกว่าหลายหมื่นล้านบาท เหตุการณ์ดังกล่าว ได้ถูกวิเคราะห์ว่าเป็นที่มาของการโยกย้ายปลัดสำนักนายกฯ และมี พล.ต.ต.พีรพันธุ์ เปรมภูติ อดีตเลขาสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน มาเป็นปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งประเด็นที่ทางรัฐมนตรีเนวิน ชิดชอบ และว่าที่ปลัดคนใหม่กำลังดำเนินการก็คือ เกิดอะไรขึ้นในกระบวนการเพิ่มเติมข้อสัญญาข้อ 5 วรรคสี่ ทำไมไม่มีการนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ใครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ และจะมีผลอย่างไรต่อสัญญาที่ใช้อยู่ ปัญหาของไอทีวีที่ผ่านมา นับจากการเสนอผลประโยชน์ก้อนมหาศาลให้กับภาครัฐ โดยพิจารณาจากภาวะเศรษฐกิจ ขณะที่อยู่ในช่วงกำลังดี แต่ผู้เชี่ยวชาญในวงการสื่อโทรทัศน์จำนวนมากมองว่า การยื่นข้อเสนอเป็นผลประโยชน์มหาศาลนั้น แม้ในภาวะเศรษฐกิจดีก็มีความเป็นไปได้ค่อนข้างยาก ดังนั้น การยื่นข้อเสนอดังกล่าวจึงคล้ายกับการยื่นเพื่อให้ได้ไว้ก่อน เรื่องอื่นๆ ค่อยไปแก้กันในภายภาคหน้า ถ้ากล่าวกันในแง่ของการลงทุน ก็ถือได้ว่าเป็นการลงทุนที่ผิดพลาด มีความเสี่ยงสูง บริษัทจึงมีผลประกอบการขาดทุนอย่างต่อเนื่อง และได้พยายามอ้างเหตุผลต่างๆ เพื่อขอลดค่าสัมปทาน แต่ประเด็นที่จะต้องไม่ลืมก็คือประเด็นที่ทำให้ปัญหาของไอทีวีมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น มิใช่เป็นเพียงปัญหาทางธุรกิจเท่านั้น ก็คือการที่มีกลุ่มธุรกิจการเมืองเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และได้พยายามแทรกแซงการทำงานของรายการข่าวต่างๆ ดังจะเห็นได้จากการเกิดกบฏไอทีวี การเปลี่ยนแปลงผู้รับผิดชอบรายการข่าวหลายครั้ง และแม้กระทั่งการเข้ามาควบคุมการนำเสนอข่าว ในช่วงที่มีเหตุการณ์ทางการเมืองที่กระทบต่อฝ่ายการเมืองของผู้บริหาร สิ่งเหล่านี้มีผลสำคัญที่ทำให้ภาพลักษณ์ของไอทีวีทางด้านรายการข่าวสูญเสียไป ทั้งนี้ เพราะรายการข่าวที่ดีนั้น จะต้องเป็นที่เชื่อถือของสาธารณชนว่าเป็นการเสนอข่าวที่เป็นกลางทางการเมือง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และจะต้องมีการนำเสนอข่าวอย่างเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ถ้าขาดเสียซึ่งภาพลักษณ์ทั้ง 2 ประการแล้ว การสร้างสถานีข่าวก็ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ไอทีวีก็ตระหนักดีถึงปัญหาที่ตนเองเผชิญ ดังจะเห็นได้จากการดำเนินการทันที ภายหลังคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ให้มีการลดสัดส่วนของรายการข่าว สารคดี และสารประโยชน์ ลงจากไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 เป็น ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 และไม่ต้องนำเสนอข่าว สารคดี และสารประโยชน์ในช่วง prime time (19.00-21.30 น.) ซึ่งทางไอทีวีได้เตรียมการไว้ล่วงหน้า โดยการติดต่อผู้ผลิตรายการทางด้านสาระบันเทิงไว้พร้อมล่วงหน้า ก่อนมีคำตัดสินชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเสียด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตาม จากการที่สถานีไม่มีความชำนาญเพียงพอ กับรายการประเภทสาระบันเทิง ไอทีวีก็ไม่สามารถที่จะช่วงชิงผู้ชมจากช่องอื่นๆ มาได้มากนัก เรตติ้งโดยรวม ไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นแต่อย่างใด และเป็นที่น่าสังเกตว่ารายได้โฆษณาของไอทีวีในไตรมาสแรกของปีนี้กลับลดลง และกำลังจะถูกแซงจากช่อง 9 ซึ่งได้มีการปรับปรุงรายการอย่างต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา และยังคงพยายามรักษารายการข่าว สารคดี และสารประโยชน์เอาไว้ นอกจากนี้การขายไอทีวีออกไปของกลุ่มชินคอร์ป ให้กับกลุ่มเทมาเส็ก ซึ่งยังไม่สามารถแจกแจงโครงสร้างการถือหุ้น ได้อย่างชัดเจนว่า ขณะนี้มีสัญชาติไทยอยู่เท่าไหร่ ทำให้หลายกลุ่มเรียกร้องให้ยึดสัมปทานไอทีวีคืนมาเพื่อทำเป็นทีวีสาธารณะ ซึ่งก็ยังเป็นข้อถกเถียงกันว่ามีความเป็นไปได้ และมีความเหมาะสมเพียงใด วิกฤตในไอทีวี จึงเป็นกรณีตัวอย่างของธุรกิจกับการเมือง ระบบธรรมาภิบาลทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน ตลอดจนกระทั่งคำถามถึงระบบอนุญาโตตุลาการในประเทศไทย หน้า 6
|