|
||||||||||||||
|
ผู้นำที่ดี :
ต้องเริ่มจากอยากจะรับใช้ผู้อื่น
มองมุมใหม่ : รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ pasu@acc.chula.ac.th คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 ท่านผู้อ่านเคยสังเกตไหมครับว่า ทำไมหลายๆ คนถึงอยากจะเป็นผู้นำกันนัก ไม่ว่าจะเป็นผู้นำของหน่วยงาน ขององค์กร หรือระดับประเทศ เราอยากจะเป็นผู้นำเพื่อสนองตอบต่อความต้องการของตนเองเป็นหลัก เพื่อผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง หรือเป็นผู้นำเพราะอยากจะช่วยเหลือองค์กรและบุคคลอื่นๆ ภายในองค์กร? ท่านผู้อ่านลองมองไปรอบๆ ตัวนะครับ และลองสังเกตดูว่าเราพอจะหาผู้นำในลักษณะหลังได้หรือไม่? ในปัจจุบัน มีแนวคิดเกี่ยวกับผู้นำประการหนึ่งที่น่าสนใจครับ เรียกว่า Servant Leadership หรือผู้นำที่เป็นผู้รับใช้ โดยแนวคิดนี้ถูกพัฒนาขึ้นมาโดย Robert K. Greenleaf ซึ่งเป็นอดีตผู้บริหารของ AT&T โดยในปัจจุบัน Greenleaf ได้เสียชีวิตไปสิบกว่าปีแล้ว แต่แนวคิดเกี่ยวกับ Servant Leadership ที่เขาพัฒนาขึ้นมาตั้งแต่ปี 1970 นั้น กลับได้รับการกล่าวถึงกันมากขึ้นในปัจจุบัน และตัว Greenleaf เองก็ได้รับการยกย่องให้เทียบเท่านักคิดทางด้านผู้นำหลายๆ ท่าน ไม่ว่าจะเป็น Douglas McGregor หรือ Peter Drucker (ตามความเห็นของ Warren Bennis กูรูทางด้านภาวะผู้นำในปัจจุบัน) แต่ก็น่าแปลกใจนะครับที่ในต่างประเทศเขาสนใจแนวคิดเรื่อง Servant Leadership กันมาก จนถึงขั้นมีการตั้ง Greenleaf Center for Servant Leadership ขึ้นมา และมีสาขาอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก แต่ในประเทศไทยนั้น กลับไม่ค่อยเป็นที่กล่าวขวัญ หรือพูดถึงกันเท่าใด หรือไม่รู้ว่าพอบรรดาผู้นำของเราได้ยินคำว่า Servant Leadership ปุ๊บ จะนึกว่าตนเองต้องมาเป็นผู้รับใช้ลูกน้องหรือเปล่า? Robert Greenleaf ระบุไว้เลยครับว่า Servant Leader นั้น เริ่มต้นจากการรับใช้ (เขาใช้คำว่า Servant ครับ) ก่อนเลยครับ โดยผู้บริหารที่เป็น Servant Leader นั้น จะต้องมีความรู้สึกอยากจะช่วยเหลือผู้อื่นก่อน และจากความรู้สึกดังกล่าว ถึงอยากจะเป็นผู้นำ ซึ่งจะต่างจากผู้นำที่ไม่ได้เป็น Servant Leader นะครับ โดยผู้นำทั่วๆ ไปนั้น จะคิดถึงการได้ขึ้นมาสั่งการ ชี้นำ มีอำนาจ ก่อนที่จะคิดช่วยเหลือหรือรับใช้ผู้อื่น Greenleaf ระบุอีกนะครับว่า จะรู้ว่าผู้นำที่เป็น Servant Leader ประสบผลหรือไม่ ก็คือคนที่ผู้นำช่วยเหลือและรับใช้นั้น (หรือผู้ใต้บังคับบัญชา) เติบโตและพัฒนาขึ้นในด้านต่างๆ หรือไม่? และสุดท้ายบุคคลผู้นั้น ก็จะก้าวขึ้นไปเป็นผู้ช่วยเหลือหรือผู้รับใช้คนอื่นต่อไป ผู้นำที่เป็น Servant Leader นั้น จะไม่ใช่ผู้ที่เป็นผู้นำประเภทข้ามาคนเดียว ข้าเก่งคนเดียวครับ แต่ผู้นำประเภทนี้ จะให้ความสำคัญกับการพัฒนา หรือยกระดับผู้อื่นในทีมของตน และประสบความสำเร็จ ในฐานะที่เป็นทีมเดียวกัน ผู้นำประเภทนี้จะให้บุคคลอื่นๆ ในองค์กร เข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ให้ความสำคัญกับพฤติกรรมตามหลักจริยธรรม และการเอาใจใส่ผู้อื่น และประเด็นสำคัญคือผู้นำในลักษณะนี้ ให้ความสำคัญต่อการเติบโต และพัฒนาการของบุคคลอื่นในองค์กร โดยในขณะเดียวกันก็เอาใจใส่ต่อคุณภาพชีวิต ของคนในองค์กร ท่านผู้อ่านอาจจะบอกว่าหลักการต่างๆ ข้างต้นไม่ใหม่นะครับ ซึ่งก็จริงครับ ถ้าย้อนกลับไปดูพระศาสดาของศาสนาต่างๆ หรือรวมทั้งพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกหลายพระองค์ ท่านก็ต่างมีลักษณะของความเป็น Servant Leader ทั้งสิ้น เพียงแต่ Greenleaf เขาสามารถนำเอาคำสองคำที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วอย่าง Servant กับ Leader มาไว้ด้วยกันได้ และหลังจาก Greenleaf ได้ใช้กำหนดคำและหลักการนี้แล้ว ก็ได้มีนักคิดทางด้านภาวะผู้นำคนอื่นๆ อีกที่ต่อยอดแนวคิดเรื่องของ Servant Leader ต่อจาก Greenleaf ดังนั้นเลยไม่น่าแปลกใจนะครับว่าแนวคิดของ Servant Leader จึงไม่ค่อยเป็นที่แปลกสำหรับหลายๆ ท่าน ถึงแม้แนวคิดเรื่อง Servant Leader จะไม่ใหม่ แต่ท่านผู้อ่านลองมองไปยังผู้นำต่างๆ รอบๆ ตัวนะครับว่ามีลักษณะเป็น Servant Leader มากน้อยเพียงใด จริงๆ แล้วผมเชื่อว่าลักษณะของ Servant Leader นั้น แฝงอยู่กับวิธีการบริหารของผู้บริหารหลายๆ ท่าน ตัวอย่างเช่น Herb Kelleher ซีอีโอของสายการบินชื่อดังอย่าง Southwest Airlines มีความเชื่อว่าผู้นำที่ดีที่สุดคือผู้ที่เป็น Best Server (ขอไม่แปลเป็นไทยนะครับ) และการที่เป็นผู้รับใช้หรือช่วยเหลือผู้อื่นนั้น ไม่ใช่การคอยควบคุมหรือบังคับผู้อื่น แต่เป็นการคอยดูแลและเอาใจใส่ผู้อื่นเติบโตและพัฒนา ถึงแม้เราพอจะหาลักษณะของ Servant Leader ได้ในผู้นำหลายๆ ท่าน แต่ประเด็นสำคัญคือบุคคลเหล่านี้จะเป็น Servant Leader อย่างแท้จริงก็คือ ต้องมีความต้องการอยากจะรับใช้หรือช่วยเหลือผู้อื่นก่อน แล้วหลังจากนั้นความต้องการเป็นผู้นำ ถึงจะตามมา แต่ถ้าเราเจอผู้นำที่ขึ้นมาเป็นผู้นำเพราะต้องการอำนาจ แล้วมาอ้างทีหลังว่าต้องการช่วยเหลือผู้อื่น อันนั้นก็ไม่ใช่ Servant Leader ครับ สัปดาห์นี้เรามาเกริ่นแนวคิดของ Servant Leader ไว้ก่อนนะครับ แล้วสัปดาห์หน้าเรามาต่อในรายละเอียด คุณลักษณะของ Servant Leader กันต่อครับ สุดท้ายขอฝากประชาสัมพันธ์โครงการเสริมสร้างผู้จัดการยุคใหม่ (MMP) ของคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ ซึ่งจะเปิดเป็นรุ่นที่ 53 แล้วนะครับ เป็นโครงการในลักษณะ Mini-MBA ที่เรียนในทุกศาสตร์ที่จำเป็นสำหรับผู้บริหาร สนใจก็สอบถามรายละเอียดได้ที่ 02-218-5701-2 นะครับ ผู้นำที่ดีต้องเริ่มที่ความอยากจะรับใช้ผู้อื่น มองมุมใหม่ : รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ pasu@acc.chula.ac.th คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2549 สัปดาห์ที่แล้วเริ่มต้นเรื่องของ Servant Leadership ไว้ ดูเหมือนว่าจะเข้ายุคเข้าสมัยนะครับ โดยเฉพาะในเมืองไทย ที่พวกเราต้องเริ่มกลับมาถามตัวเองเหมือนกันนะครับว่า ผู้นำในลักษณะไหนกันแน่ที่เหมาะกับองค์กรในเมืองไทย ภาวการณ์ต่างๆ ทำให้เราต้องกลับมาคิดว่าองค์กรต่างๆ ในเมืองไทยต้องการผู้นำแบบใดกันแน่? ในอดีตเรามักจะไม่ค่อยสนใจเท่าไรว่าผู้นำแต่ละคนนั้นเขาขึ้นมาเป็นผู้นำเพราะสิ่งใด ขอให้เขาเป็นผู้นำที่มีความสามารถก็พอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรธุรกิจส่วนใหญ่นั้นที่มักจะให้ความสนใจกับผลประกอบการหรือความพึงพอใจของผู้ถือหุ้นเป็นหลัก ดังนั้น ผู้นำต่างๆ ก็พยายามทำทุกอย่างเพื่อตอบสนองต่อผู้ถือหุ้น โดยลืมคิดถึงบุคคลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องผู้นำในลักษณะนี้ จะทำทุกอย่าง เพื่อตอบสนองต่อตนเองเป็นหลัก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้นำเหล่านี้ไม่ได้มีความสามารถนะครับ เพียงแต่เจตนารมณ์ของการเป็นผู้นำนั้นไม่ใช่เพื่อคนอื่นแต่เพื่อตนเองเป็นหลัก แนวคิดของ Servant Leadership ที่ Robert Greenleaf พัฒนาขึ้นมานั้น ผู้นำจะมาจากคนละเบ้าหลอม กับพวกผู้นำที่คิดถึงแต่ตนเองเป็นหลักครับ ผู้นำที่เป็น Servant Leader นั้น จะเริ่มต้นจากความต้องการที่จะรับใช้ หรือช่วยเหลือผู้อื่นก่อน ดังนั้น เมื่อบุคคลเหล่านี้ขึ้นมาเป็นผู้นำ ความมุ่งมั่นของเขาเองจึงเพื่อบุคคลอื่น เพื่อองค์กร แต่ไม่ใช่เพื่อตนเอง คงต้องยอมรับนะครับว่าในปัจจุบันเราต้องการผู้นำที่มีลักษณะ Servant Leadership มากขึ้นนะครับ อาจจะเพื่อเป็นการสร้างความสมดุลกับหลายๆ ผู้นำที่มัวแต่คิดถึงแต่ตนเองเป็นหลัก Robert Greenleaf ระบุไว้เลยครับว่าคนที่เป็น Servant Leader นั้น ต้องเริ่มที่คำว่า Servant หรือผู้รับใช้ก่อนครับ ไม่ใช่เริ่มที่คำว่าผู้นำครับ นั้นคือจะต้องมีความรู้สึกอยากจะรับใช้ อยากจะช่วยเหลือ อยากจะให้ผู้อื่นได้ดี หลังจากนั้น ถึงจะค่อยเกิดความอยากจะเป็นผู้นำ ซึ่งพวกที่เป็น Servant Leader จริงๆ นั้นจะต่างจากพวกที่เริ่มต้นที่คำว่า Leader ก่อนนะครับ ท่านผู้อ่านจะต้องแยกกลุ่มคนทั้งสองคนออกจากกันให้ได้ ระหว่างพวกที่อยากจะรับใช้ก่อน และพวกที่อยากจะเป็นผู้นำก่อน พวกที่เป็น Servant ก่อนนั้น เขาจะให้ความสำคัญกับความต้องการของผู้อื่นเป็นหลักครับ นั้นคือจะหาทางทำให้ความต้องการของผู้อื่น ได้รับการตอบสนองก่อน และพวกที่ถูกรับใช้หรือตอบสนองนั้นก็จะค่อยๆ เติบโตจนกลายเป็น Servant Leader เช่นเดียวกันครับ แต่ท่านผู้อ่านก็ต้องระวังอย่าถูกหลอกจากผู้นำบางประเภทนะครับ ที่ก่อนจะเข้ารับตำแหน่งนั้น มักจะบอกว่าต้องการรับใช้องค์กร รับใช้ผู้อื่น แต่เมื่อเป็นผู้นำแล้ว กลับมุ่งเน้นแต่ตนเองและพวกพ้องเป็นหลักครับ เนื่องจากคนที่เป็น Servant Leader จริงๆ เขาจะไม่ใช่บอกว่าอยากจะเป็นผู้รับใช้แต่ปากนะครับ แต่พฤติกรรมและการประพฤติก็ต้องแสดงออกมาด้วยครับ นักวิชาการทางด้านภาวะผู้นำอย่าง Warren Bennis ได้เขียนถึงแนวคิดของ Servant Leadership ไว้ว่า Servant Leader ที่ดีนั้นต้องประกอบด้วย ความซื่อสัตย์สุจริต ความน่าเชื่อถือ และความจริงใจ หลักการของ Servant Leadership จะให้ความสำคัญกับความรู้สึกผิดชอบชั่วดี และประเด็นสำคัญคือต้องอย่าให้ความทะเยอทะยานของตนเอง อยู่เหนือความถูกต้องที่ควรจะเป็น แนวคิด Servant Leadership ของ Greenleaf นั้น ได้รับการยกย่องจากนักคิดทั่วโลก ในเรื่องของการจุดประกาย เรื่องของผู้นำยุคใหม่ครับ ท่านผู้อ่านต้องอย่าลืมนะครับว่า Greenleaf เขียนเรื่อง Servant Leadership มาตั้งแต่ปี 1970 ดังนั้น แนวคิดเกี่ยวกับภาวะผู้นำหลายๆ ประการที่เรารู้จักและคุ้นเคยกัน ในปัจจุบันก็มีพื้นฐานมาจากแนวคิดของ Greenleaf พอสมควรครับ เรื่องของ Servant Leadership ไม่ใช่เรื่องของการรับใช้ผู้อื่นอย่างเดียวครับ หลักการในเรื่องของการทำงานเป็นทีม หลักพฤติกรรมที่เอาใจใส่ผู้อื่น หลักการปฏิบัติตามหลักจริยธรรม หลักการสนใจต่อความก้าวหน้าและเติบโตของลูกน้อง แต่ในขณะเดียวกัน ก็ให้ความสนใจต่อการเติบโตขององค์กร สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่อยู่ภายใต้แนวคิดของ Servant Leadership ทั้งสิ้นครับ สัปดาห์หน้าผมจะลงรายละเอียดคุณลักษณะของ Servant Leader จริงๆ นะครับ แต่ขอเรียกน้ำย่อยไว้ข้อหนึ่งก่อนครับ ซึ่งน่าสนใจมากเลย คือคนที่จะเป็น Servant Leader จริงๆ นั้น ต้องรู้จักที่จะฟัง (Listen) ผู้อื่น ซึ่งดูเหมือนจะเป็นคุณสมบัติที่ผู้นำหลายๆ ท่านยังขาดอยู่ครับ นั้นคือเมื่อท่านพูดแล้วท่านต้องการให้คนอื่นฟัง แต่เมื่อคนอื่นพูดท่านมักจะไม่ฟังผู้อื่น ก่อนจบขอฝาก คำถามหนึ่งที่ Warren Bennis ให้ไว้และน่าสนใจเกี่ยวกับ Servant Leadership ก็คือ "ท่านต้องการจะเป็นผู้นำจริงหรือ?" ซึ่งเป็นคำถามตั้งต้นที่น่าสนใจครับ ถ้าท่านต้องการจะเป็นผู้นำ คำถามถัดมาก็คือ ต้องการเป็นผู้นำเพื่ออะไรหรือเพื่อใคร? ท่านต้องการเป็นผู้นำเพื่อตนเอง และบุคคลใกล้ชิดเพียงไม่กี่คน หรือท่านต้องการเป็นผู้นำที่ต้องการให้ผู้อื่นมีความสุข มีโอกาสพัฒนา และเติบโต และสุดท้าย ย่อมนำไปสู่การทำทุกคนรอบข้างดีขึ้น?
|