หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ราคาน้ำมันกับเศรษฐกิจโลก (1)

คอลัมน์ คนเดินตรอก โดย วีรพงษ์ รามางกูร ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3812 (3012)

เมื่อเร็วๆ นี้ ราคาน้ำมันพุ่งทะยานไปถึง 78 เหรียญต่อบาร์เรล อันเป็นผลสืบเนื่องจากการที่อิสราเอล นำเครื่องบินไปทิ้งระเบิด ที่เลบานอน ทำให้การคาดการณ์ราคาน้ำมันว่าจะสูงขึ้นไปอีก และที่คาดว่าราคาน้ำมันจะลดลงในครึ่งหลังของปีนี้ คงจะไม่จริงเสียแล้ว

ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2547 ดูท่าจะกลายเป็นการขึ้นราคาถาวรไปแล้ว การที่ราคาน้ำมันถีบตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ มาถึงตอนนี้ ความเห็นเรื่องสาเหตุที่ทำให้น้ำมันขึ้นราคาเปลี่ยนไปเสียแล้ว กล่าวคือ เมื่อก่อนสถาบันที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน คิดว่าสาเหตุที่ราคาน้ำมันถีบตัวสูงขึ้นนั้นมีสาเหตุมาจาก 3 สาเหตุด้วยกันคือ

ความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สืบเนื่องมาจากการที่เศรษฐกิจของจีนและอินเดีย ขยายตัวในอัตราที่สูงมาเป็นเวลานาน เนื่องจากสองประเทศนี้เป็นประเทศที่มีประชากรจำนวนมากที่สุดในโลก จีนมีประชากรกว่า 1,300 ล้านคน อินเดียมีประชากร 1,000 ล้านคน สองประเทศรวมกันมีประชากรกว่า 2,600 ล้านคน หรือกว่าหนึ่งในสามของโลก เมื่อเศรษฐกิจของสองประเทศนี้เจริญขึ้น เมืองและชนบทของสองประเทศนี้เจริญขึ้น ความต้องการน้ำมันและ พลังงานอย่างอื่นๆ ซึ่งขยายตัวอย่างรวดเร็ว ประเทศอื่นๆ ก็พัฒนาขึ้น ความต้องการพลังงาน ก็สูงขึ้นเป็นเงาตามตัว

การผลิตพลังงานปกติก็พัฒนาตามความต้องการไปด้วย ทั้งในด้านการสำรวจและการผลิต แต่เมื่อเกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ ที่สืบเนื่องมาจากการเกิดวิกฤตการณ์ "ต้มยำกุ้ง" ที่ประเทศไทย บริษัทที่สำรวจและขอเจาะน้ำมันต่างก็ต้องทบทวนแผนการลงทุน เพราะความต้องการพลังงานถูกกระทบกระเทือน และชะลอตัวลง ไม่เป็นไปตามการประมาณการของบริษัทที่ผลิตพลังงาน ทั้งหลาย เมื่อแผนการลงทุนได้รับการทบทวน และขณะเดียวกันจากปี 2540 เป็นต้นมา การคาดการณ์ความต้องการใช้พลังงาน ก็ผิดพลาด เพราะไม่มีใครนึกว่าเศรษฐกิจของจีนและอินเดีย จะขยายตัวในอัตราที่สูงอย่างรวดเร็วอย่างนี้ การขยายตัวที่สูงของเศรษฐกิจจีนและอินเดียก็ดึงให้เศรษฐกิจของญี่ปุ่น และของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออก กับตะวันออกเฉียงใต้ฟื้นตัวไปด้วย

พร้อมๆ กันนั้นเศรษฐกิจของอเมริกาก็ขยายตัวในอัตราที่สูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคประธานาธิบดีคลินตัน สมัยที่สอง และคงอัตราการขยายตัวอัตราที่สูงในสมัย ประธานาธิบดีบุช ด้วย การใช้พลังงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำมัน จึงขยายตัวในอัตราที่สูงต่อไป

ในขณะที่ความต้องการน้ำมันมีอัตราการขยายตัวสูง เหตุการณ์ในตะวันออกกลาง และในกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือโอเปก ก็มีปัญหามาโดยตลอด มาในระยะหลังเมื่ออเมริกามีปัญหากับประเทศอิรัก โดยการกรีธาทัพเข้าไปยึดครองอิรัก หลังจากที่เกิดการก่อวินาศกรรมที่ผู้ก่อการร้ายจี้เครื่องบินไปชนตึก "การค้าโลก" หรือตึก "World Trade" และตึกห้าเหลี่ยม อันเป็นที่ทำงานของกระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกา และทำเนียบขาวก็เกือบจะโดนเครื่องบินที่ถูกจี้ บินเข้าชนด้วย เหตุการณ์การก่อการร้ายก็ขยายวง ออกไปในประเทศในตะวันออกกลางด้วย การผลิตจึงขยายตัวได้ไม่มากอย่างที่คิด

เมื่อการผลิตกับความต้องการน้ำมันมีปริมาณเข้าใกล้กันอย่างนี้ ความกดดันที่จะทำให้ราคาเพิ่มขึ้นก็เกิดขึ้น ก็เป็นโอกาสดีที่นักเก็งกำไรจะเข้ามามีบทบาทในการปั่นราคาให้สูงขึ้น และมีความผันผวนขึ้นไปอีก กลายเป็นปัจจัยที่ 3 ที่มีความสำคัญ ที่ทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

เมื่อ 2 ปีก่อนเราเคยคิดว่า ปัจจัยทั้งสามอย่างนี้มีน้ำหนักอย่างละ 1 ใน 3 แต่มาตอนนี้ความคิดเปลี่ยนไป น้ำหนักของปัจจัยต่างๆ สามอย่างนี้เปลี่ยนไป โดยเฉลี่ย 60 เปอร์เซ็นต์เป็นความต้องการของโลกที่สูงขึ้น อีก 20 เปอร์เซ็นต์เป็นเพราะปัญหาด้านการผลิต ที่แผนการลงทุนไม่ทันกับความต้องการ และปัญหาเรื่องการเมืองระหว่างประเทศในบรรดาประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน กับสหรัฐอเมริกา ส่วนปัจจัยการเก็งกำไรของกองทุนเก็งกำไรนั้นลดลงเหลือเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อมีเหตุการณ์ความขัดแย้งเกิดขึ้น ราคาน้ำมันก็จะพุ่งสูงขึ้นเป็นครั้งคราว

เมื่อเป็นอย่างนี้การคาดการณ์ก็เกิดขึ้นว่า อัตราเงินเฟ้อ การขาดดุลการค้า และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ของประเทศนำเข้าน้ำมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่กำลังพัฒนาซึ่งดุลการค้า และดุลบัญชีเดินสะพัด ก็ไม่ค่อยจะเข้มแข็งอยู่แล้ว เงินก็จะไปกองอยู่ที่ประเทศที่เป็นประเทศส่งออกน้ำมัน เหมือนกับคราวที่เกิดวิกฤตการณ์น้ำมันครั้งแรก แล้วก็กลายเป็นวิกฤตการณ์เศรษฐกิจตกต่ำในบรรดาประเทศกำลังพัฒนา เมื่อเกิดวิกฤตการณ์น้ำมันครั้งที่ 2 ในระหว่างปี 2522-2529 อเมริกาเกิดมีนโยบายขาดดุลงบประมาณอย่างหนัก ตามทฤษฎีรีแกโนมิค อัตราเงินเฟ้อของโลกทะยานสูงขึ้น ธนาคารกลางของสหรัฐโดย ดร.พอล โวคเกอร์ ที่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปถึงกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ ด้วยเหตุดังกล่าวเศรษฐกิจของโลกก็พังทลายลง เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำไปทั่วโลก ยกเว้นประเทศญี่ปุ่นประเทศเดียวที่ปรับตัวได้ โดยเปลี่ยนปัญหาให้เป็นโอกาส ผลิตรถยนต์ขนาดเล็กประหยัดพลังงาน ออกตีตลาดอเมริกาและยุโรปได้สำเร็จ ญี่ปุ่นจึงกลายเป็นประเทศมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่เบอร์สองรองจากสหรัฐอเมริกา

ทีนี้มามองดูสถานการณ์น้ำมันแพงคราวนี้กับวิกฤตการณ์น้ำมันคราวแรก ที่เกิดขึ้นเมื่อระหว่างปี 2516 ถึงปี 2522 มีส่วนที่เหมือนกันและต่างกัน

ที่เหมือนกันเรื่องแรกก็คือ เมื่อราคาน้ำมันขึ้นแล้วก็ขึ้นไปเลย แต่เที่ยวนั้นการขึ้นราคาน้ำมันเกิดจากด้านผู้ผลิตน้ำมัน เริ่มจากกลุ่มผู้ส่งออกน้ำมันหรือกลุ่มโอเปกเป็นหลักที่ร่วมมือกันจำกัดปริมาณการผลิต ส่วนทางด้านผู้ใช้น้ำมันนั้น ก็เป็นไปตามแนวโน้มปกติ ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ เที่ยวนี้น้ำมันขึ้นราคาเกิดจากทางด้านผู้ใช้ เริ่มจากจีนและอินเดีย เศรษฐกิจขยายตัวมากผิดปกติเป็นเวลานาน และมีแนวโน้มจะขยายตัวต่อไปอีกหลายปี

ที่เหมือนกันอีกเรื่องหนึ่งก็คือเมื่อเกิดวิกฤตการณ์น้ำมันครั้งแรก ราคาสินค้าเกษตรอย่างอื่นๆ ก็มีราคาสูงขึ้นด้วยในระยะแรก คือช่วงปี 2516 ถึง 2520 แต่เมื่อเศรษฐกิจของโลกเริ่มชะลอตัว ราคาสินค้าทางด้านเกษตรก็ชะลอตัว เป็นเหตุให้ประเทศกำลังพัฒนาขาดดุลการค้า และดุลบัญชีเดินสะพัดรุนแรงขึ้น ระบบการค้าในขณะนั้น ก็ยังไม่ได้เป็นระบบเสรีเช่นในปัจจุบัน ครั้งนี้ราคาสินค้าขั้นปฐม เช่น สินค้าเกษตร แร่ธาตุ เช่น เหล็ก ทองแดง อะลูมิเนียม รวมทั้งโลหะเงินและทองคำ ต่างมีราคาสูงขึ้นไปหมด คล้ายๆ กับสถานการณ์ตอนเกิดวิกฤตการณ์น้ำมันครั้งแรก

ที่ต่างกันก็มีหลายเรื่องเช่นเดียวกัน เรื่องแรกในยุควิกฤตการณ์น้ำมันครั้งแรกซึ่งเริ่มเมื่อปี 2516 ประเทศต่างๆ ยังใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ และควบคุมการเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างค่อนข้างเข้มงวด ดังนั้นการปรับตัวของระบบการเงิน รวมทั้งอัตราแลกเปลี่ยนจึงไม่ปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ แต่ขณะนี้ระบบการเงินของประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศกำลังพัฒนาด้วยเป็นระบบที่มีความยืดหยุ่นสูงขึ้น ระบบอัตราแลกเปลี่ยนก็เป็นระบบที่ไม่ได้ตรึงค่าเงินไว้กับเงินดอลลาร์สหรัฐ หรือตะกร้าเงินที่มีเงินดอลลาร์ที่มีน้ำหนัก มีเพียงสหรัฐอเมริกาที่ทำสงครามกับเวียดนาม ประกาศให้เงินดอลลาร์ออกจากมาตรฐานทองคำในปี 2514 เป็นเหตุให้ค่าเงินดอลลาร์มีค่าต่ำลงเมื่อเทียบกับเงินตราสกุลหลักของโลก เช่น เงินฟรังก์สวิส เงินมาร์กเยอรมัน เงินปอนด์ของอังกฤษ และเงินเยนของญี่ปุ่น เรื่องที่ต่างกันเรื่องที่สองก็คือ ในช่วงเกิดวิกฤตการณ์น้ำมันครั้งแรก ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดของอเมริกาไม่ถูกกระทบกระเทือนมากนัก ดุลการค้าของอเมริกายังเกินดุล ผู้ที่ขาดดุลการค้าอยู่บ้างคือยุโรป แต่ก็ไม่มาก แต่ที่ขาดดุลการค้ามากคือประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งแอฟริกา ละตินอเมริกา และเอเชีย ยกเว้นญี่ปุ่น

หน้า 50


ราคาน้ำมันกับเศรษฐกิจโลก (2)

คอลัมน์ คนเดินตรอก  โดย วีรพงษ์ รามางกูร  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3813 (3013)

ฉบับที่แล้วได้กล่าวถึงสาเหตุและปัจจัยการปรับขึ้นของราคาน้ำมันในรอบนี้ และได้เปรียบเทียบความเหมือนกัน และความต่างกันของราคาน้ำมันแพงในช่วงปี 2516 และปี 2522 กับสถานการณ์ปัจจุบันไปบางส่วนแล้ว แต่ด้วยพื้นที่จำกัดจึงนำมาลงต่อในฉบับนี้

การขึ้นราคาของน้ำมันเที่ยวนี้ การเกินดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดกลับไปอยู่ที่จีน อินเดีย ยุโรปและรัสเซีย ส่วนประเทศกำลังพัฒนาก็ยังไม่ถูกกระทบมากนัก เพราะราคาสินค้าเกษตรและราคาสินค้าขั้นปฐมอื่นๆ ก็มีราคาสูงขึ้นตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นราคายางพารา ราคาอ้อยและน้ำตาล ราคาธัญพืชต่างๆ ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะประเทศพัฒนาแล้วมีพันธะกับองค์การการค้าโลกที่จะลดเงินชดเชยภาคเกษตรของตนลงก็ได้ แต่การขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดที่หนักมากกลับเป็นสหรัฐ อเมริกา ส่วนยุโรป ดุลการค้า และดุลบัญชีเดินสะพัดยังเกินดุลอยู่ แต่เกินดุลน้อยลง ส่วนอเมริกาแม้ไม่มีเหตุการณ์น้ำมันขึ้นราคาก็ขาดดุลอยู่แล้ว แต่เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น การขาดดุลของอเมริกาก็ขาดดุลหนักยิ่งขึ้น

การเกินดุลการค้าของประเทศผู้ส่งออกน้ำมันคราวก่อนนั้น ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันใช้เงินซื้อของจากอเมริกา และยุโรปเป็นจำนวนมากขึ้นตามรายได้ที่เพิ่มขึ้นของตน ร้านรวงต่างๆ ในยุโรปและอเมริกาต่างมีป้ายโฆษณาเป็นภาษาอาหรับ และญี่ปุ่นกันมาก จึงเป็นเหตุให้เศรษฐกิจของอเมริกาไม่ถูกกระทบมากนัก แต่นำเงินไปฝากที่สถาบันการเงินในอเมริกา สถาบันการเงินก็ให้กองทุนต่างๆ นำมาเก็งกำไรน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ แต่เที่ยวนี้อาหรับไม่ได้ใช้เงินที่ได้จากน้ำมันซื้อของจากต่างประเทศมากนัก เศรษฐกิจของอเมริกาจึงถูกกระทบค่อนข้างมาก โดยการขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดสูงเป็นประวัติการณ์

ในขณะที่อเมริกาขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัด จีนและอินเดียเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ขณะเดียวกันประเทศผู้ส่งออกน้ำมันก็ไม่ได้นำเข้าสินค้าและบริการมากเหมือนวิกฤตการณ์น้ำมัน ครั้งแรก ในระหว่างปี 2516-2522 จึงเท่ากับว่าอเมริกากลายเป็นประเทศที่รับการเป็นหนี้มากที่สุดในโลก และกลายเป็นประเทศที่พยุงเศรษฐกิจของโลก ให้ขยายตัวต่อไปได้ โดยยังไม่มีปัญหาในเรื่องการเป็นหนี้สิน จนกลายเป็นวิกฤตการณ์หนี้สิน หรือ "debt crisis" เหมือนกับวิกฤตการณ์น้ำมันครั้งแรก เมื่อหลายสิบปีก่อน

แต่ข้างหน้าสถานการณ์จะพัฒนาไปอย่างไร เพื่อชาวโลกจะได้เตรียมตัวได้ทัน ราคาน้ำมันจะขึ้นไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นวิกฤตครั้งที่สองอย่างรอบก่อนหรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนั้น โลกจะเป็นอย่างไร

เรื่องแรกโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกได้เปลี่ยนไป ความสำคัญของเศรษฐกิจของอเมริกาต่อเศรษฐกิจของโลกน้อยลง เพราะประเทศต่างๆ ที่เคยเป็นประเทศด้อยพัฒนากลายเป็นตลาดสำคัญเพิ่มขึ้น แม้ว่าอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น จะยังมีความสำคัญอยู่ต่อไป แต่สำคัญน้อยลง

ประการที่สอง อเมริกาจะทนต่อการขาดดุลการค้าและการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อไปได้นานสักเท่าใด เพราะการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมากเท่าใด ก็หมายความว่าประเทศนั้นจะต้องเป็นหนี้สินมากขึ้น การเป็นหนี้สินมากขึ้นก็หมายความว่า จะต้องจ่ายดอกเบี้ยและเงินปันผลให้กับต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งทำให้ดุลบริการซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของดุลบัญชีเดินสะพัด ทำให้การแก้ไขปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดยากขึ้น

การมีหนี้สินมากยิ่งขึ้น ในระยะกลางและระยะยาวน่าจะทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัวลง เมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลหลัก เช่น เงินยูโร เงินเยน และทองคำ การที่ค่าเงินดอลลาร์อ่อนลงน่าจะเป็นการเพิ่มความกดดันให้อัตราเงินเฟ้อในอเมริกาสูงขึ้น เมื่อมีความกดดันในอเมริกาสูงขึ้น ก็น่าจะเป็นแรงกดดันให้อัตราดอกเบี้ยในอเมริกาสูงขึ้นด้วย

ในขณะเดียวกัน เมื่อการคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อ ค่าเงินดอลลาร์และดอกเบี้ยในอเมริกาเริ่มเป็นปัญหาหลัก เศรษฐกิจของอเมริกาก็จะเริ่มชะลอตัว ภาคเศรษฐกิจภาคแรกที่ถูกกระทบที่เห็นได้ชัดก็คงจะเป็นภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่เป็นตลาดที่อ่อนไหวจากภาวะเศรษฐกิจขาลงก่อนภาคเศรษฐกิจอื่น เนื่องจากตลาดอสังหาริมทรัพย์ต้องใช้สินเชื่อระยะยาว จึงขึ้นอยู่กับการคาดการณ์รายได้ ความมั่นคงของรายได้ ความมั่นคงของงานที่ทำ เมื่อเทียบกับภาระการผ่อนส่งเงินต้นและ ดอกเบี้ยระยะยาวในอนาคต หลังจากตลาด อสังหาริมทรัพย์ในอเมริกาเฟื่องฟูมาหลายปี ก็ชะลอตัวลงอย่างชัดเจนแล้ว ซึ่งเป็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจของอเมริกาหลังจากดอกเบี้ยขึ้นมา 17 ครั้ง จากดอกเบี้ยนโยบาย 1 เปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ 5.25 เปอร์เซ็นต์ ขณะเดียวกันราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ภาวะเงินเฟ้อเริ่มก่อตัวขึ้น การคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของอเมริกาคงจะชะลอตัว ทั้งๆ ที่ธนาคารกลางสหรัฐประกาศว่า การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคมที่ขึ้นจาก 4.75% เป็น 5.0% ที่แล้วมาจะเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งสุดท้าย แต่ในที่สุดก็ทำไม่ได้ ธนาคารกลางสหรัฐต้องประกาศขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งหนึ่ง เพราะทันทีที่ประกาศเช่นนั้นเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม เงินก็ไหลออกจากอเมริกามายุโรปและเอเชียขนานใหญ่ เป็นเหตุให้ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ขายเงินดอลลาร์หันมาซื้อทองคำ เงินยูโร และเงินเยนมากขึ้น เป็นเหตุให้เงินยูโร เงินเยน และทองคำ มีราคาแพงขึ้น แต่พอปลายเดือนมิถุนายน ธนาคารกลางสหรัฐประกาศขึ้นดอกเบี้ย เงินดอลลาร์ก็กลับแข็งขึ้นมาอีก แต่ก็คงเป็นเรื่องชั่วคราว ถ้าน้ำมันยังขึ้นราคาต่อไป ความกดดันเรื่องเงินเฟ้อในอเมริกาก็มีอยู่ โอกาสที่อเมริกา จำใจต้องขึ้นดอกเบี้ยก็จะคงมีอยู่ต่อไป แต่อาจจะเปลี่ยนสูตรของนโยบายเสียใหม่ โดยให้น้ำหนักกับเรื่องเงินเฟ้อมากขึ้น การขาดดุลการค้ามากขึ้น การขยายตัวทางเศรษฐกิจน้อยลง ถ้าน้ำมันยังไม่หยุดขึ้นราคาและดูท่าจะไม่หยุดเสียด้วย

ในสถานการณ์อย่างนี้น่าจะทำให้มีความผันผวนทั้งในภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงและภาคการเงินมากขึ้น

เราคงต้องเตรียมตัวรับสถานการณ์ไว้ตั้งแต่ยังเนิ่นๆ เพื่อรับสถานการณ์ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ถ้ามีสถานการณ์วิกฤตการณ์น้ำมันครั้งที่สองในรอบนี้

ฟังดูแล้วไม่ค่อยจะสบายใจเลย

หน้า 50