|
||||||||||||||
|
เครือข่ายกลโกง
คอลัมน์ จอดป้ายประชาชื่น เศรษฐ์ สันติ มติชนรายวัน วันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10358 สัปดาห์ที่แล้วเล่าถึงการประชุมเชิงปฏิบัติการของประเทศในเอเชียเกี่ยวกับการส่งเสริมความโปร่งใส และความรับผิดชอบของรัฐบาลท้องถิ่นในการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งจัดประชุมโดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสระหว่างประเทศ กับสหภาพยุโรป ในการประชุม ดร.กนกกาญจน์ อนุแก่นทราย ผู้อำนวยการโครงการขององค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย เป็นตัวแทนประเทศไทย เสนอถึงปัญหาการทุจริต ในการจัดซื้อจัดจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และแนวทางแก้ไข ตัวแทนจากไทยเสนอให้เห็นปัญหาในภาพรวมว่ามี อปท.ทั่วประเทศกว่า 8,000 แห่ง มีการตรากฎหมาย กฎและระเบียบมากมายเพื่อป้องกันการทุจริต อาทิ กฎหมายจัดตั้ง อปท.ทุกฉบับ มีบทบัญญัติห้ามผู้บริหารและสมาชิกสภา อปท.มีส่วนได้ส่วนเสียในสัญญาไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมกับ อปท.ของตนเอง นอกจากนั้น ยังมีระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของ อปท.พ.ศ.2548 กำหนดรายละเอียด และขยายความเรื่องการมีส่วนได้ส่วนเสียของผู้บริหารและสมาชิก อปท.ให้ครอบคลุมกว้างขวางมากยิ่งขึ้น รวมทั้งกำหนดขั้นตอนต้องเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างต่อสาธารณะด้วย แต่มีข่าวว่ามีการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างของ อปท.อยู่ตลอดเวลา ลองนึกดูเล่นๆ นะครับว่า ถ้างบประมาณในการจัดซื้อจัดจ้างของ อปท.ทั่วประเทศมีประมาณ 100,000 ล้านบาท แค่รั่วไหลร้อยละ 10 เป็นเงิน 10,000 ล้านบาท มีผลกระทบต่อประชาชนมากน้อยขนาดไหน การที่มีกฎหมาย กฎและระเบียบมากมาย แต่ไม่อาจป้องกันการทุจริตได้ ถ้ามองกันในเชิงกลไกหรือปัจจัยภายนอกน่าจะมีสาเหตุ 2 ประการสำคัญ หนึ่ง หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ในป้องกันและปราบปรามการทุจริต เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน กรมสอบสวนคดีพิเศษ ไม่สามารถสร้างกลไกและเครือข่ายขนาดมหึมาให้ครอบคลุม อปท.กว่า 8,000 แห่งได้ สอง ผู้บริหารและสมาชิก อปท.พัฒนากลวิธีในการหลีกเลี่ยงกฎหมายได้อย่างแนบเนียนมากขึ้น เช่น การสมยอมหรือฮั้วข้าม อปท. เมื่อมีกฎหมายห้ามผู้บริหารหรือสมาชิกสภามีส่วนได้ส่วนเสียในสัญญากับ อปท.นั้น ก็ใช้วิธีการให้ผู้บริหาร อปท.แห่งหนึ่งไปประมูลงานใน อปท.อีกแห่งหนึ่งเพื่อเลี่ยงกฎหมาย เครือข่ายในลักษณะนี้ขยายใหญ่โตมากขึ้นเรื่อยๆ จากเดิมที่ฮั้วเฉพาะ อปท.ที่มีเขตพื้นที่ติดต่อกัน ก็ขยายข้ามพื้นที่มากขึ้นเรื่อยๆ ถ้ามองในทางพุทธศาสนา การยิ่งบัญญัติกฎหมายเพื่อลงโทษหรือเพิ่มโทษมากขึ้นเท่าใด ยิ่งแสดงให้เห็นความเสื่อมโทรมของชีวิต และสังคม เพราะถ้าไม่มีการพัฒนาพื้นฐานทางจิตใจและปัญญา คนก็จะหาทางสมคบกันเลี่ยงกฎหมายทุกระดับ ทำให้ต้องตั้งระบบบังคับควบคุมซับซ้อนมากขึ้นและลงโทษรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดก็จะกัดกร่อนระบบจนเสื่อมโทรม เพราะผู้คนลืมเป้าหมายที่แท้จริงของกฎหมายว่ามีเป้าหมายเพื่อพัฒนาคนนำไปสู่ความดีงามหรือธรรม แต่ไปยึดติดอยู่กับตัวอักษรในกฎหมาย จนไม่รู้เป้าหมายที่แท้จริง เมื่อกลไกหน่วยงานของรัฐไม่สามารถป้องกันและปราบปรามการทุจริตได้ผล มีหนทางเดียวคือต้องพัฒนาความเข้มแข็ง ของภาคประชาชน ให้ประชาชนใน พื้นที่ตรวจสอบการดำเนินการของ อปท. แต่บนเงื่อนไขที่ต้องให้ประชาชน เข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้านเพื่อให้เกิดการตื่นตัว เพียงแต่ทำใจว่า การส่งเสริมให้ภาคประชาชนเข้มแข็งนั้น ต้องใช้ระยะเวลายาวนานพอสมควร หน้า 20
|