หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
คืนทุนให้สังคม

ภูมิคุ้มกันคอร์รัปชัน : กมล กมลตระกูล ศูนย์วิจัยธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2549

ในช่วงนี้มีข่าวดีจากต่างประเทศซึ่งสวนทางกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทย คือ มหาเศรษฐีอันดับ 2 ของโลก ที่มีชื่อว่า นายวอร์เร็น บัฟเฟตต์ ได้บริจาคหุ้นร้อยละ 85 หรือ 31 พันล้านเหรียญ ซึ่งเป็นจำนวนเท่ากับงบประมาณประจำปีของประเทศไทยพอดีที่ตน และครอบครัวเป็นเจ้าของให้กับองค์การสาธารณกุศลเพื่อเป็นการคืนทุนให้กับสังคม

แม้แต่นายเฉินหลง ดาราจีนชื่อดังก็ยังประกาศบริจาคเงินร้อยละ 25 ของตนให้กับองค์การสาธารณกุศล เพื่อการคุ้มครองสัตว์ป่าไม่ให้สูญพันธุ์

ข่าวนี้เป็นข่าวที่ "ตบหน้า" มหาเศรษฐีไทย ที่ไม่เคยคิดที่จะ "คืนทุนให้กับสังคม" อย่างจริงๆ จังๆ ทั้งๆ ที่แผ่นดินนี้ เป็นแหล่งทำมาหากินของเขาจนมั่งคั่งร่ำรวยขึ้นมา

นายบัฟเฟตต์ ให้สัมภาษณ์กับนิตยสารฟอร์จูน ว่า เขาและซูซานซึ่งเป็นภรรยาที่ล่วงลับไปแล้ว ได้ตั้งใจร่วมกัน ที่จะกระจายความมั่งคั่งให้กับสังคม เพราะว่าความมั่งคั่งที่ได้รับมาจากสังคม ก็สมควรจะคืน หรือ ตอบแทนกลับสู่สังคม

ทั้งคู่คิดแตกต่างจากพ่อแม่ร่ำรวยคนอื่นๆ โดยเฉพาะนักการเมืองที่พร้อมจะคอร์รัปชันโกงบ้านโกงเมือง รับสินบนเพื่อสะสมความมั่งคั่งให้กับลูกหลานซึ่งมักจะถูกตามใจจนเสียคน เช่น การติดยาเสพติด ติดการพนัน เป็นอันธพาล หรือชอบพร่าพรหมจรรย์ผู้หญิง เป็นต้น

แต่ นายบัฟเฟตต์และภรรยา กลับมองว่าลูกๆ ของเขาได้เปรียบสังคมอยู่แล้วในทุกๆ ด้าน ทั้งในด้านโอกาสทางการศึกษา ความพร้อมในการแสวงหาประสบการณ์ชีวิต และความสุขสบายอื่นๆ ดังนั้นจึงไม่ควรเหลือเงินทองมากมายให้กับพวกเขาอีก

นอกจากเรื่องจิตสำนึกทางด้านศีลธรรมและจริยธรรมแล้ว รัฐบาลในโลกตะวันตกที่มีสายตายาวไกล ได้วางเงื่อนไขทางด้านมาตรการจูงใจทางด้านหักลดภาษี เมื่อมีการบริจาคเงินให้กับองค์การสาธารณกุศลทุกประเภท รวมทั้งองค์การส่งเสริมด้านการศึกษา ศิลปะ วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งสามารถหักลดภาษีได้อย่างเต็มที่

เศรษฐีอเมริกันจึงมักนิยมจัดตั้งมูลนิธิของตนขึ้นมา แล้วบริจาคเงินรายได้ของตนเข้ามูลนิธินี้ เช่น นายบิล เกตส์ มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก หรือ มูลนิธิอื่นๆ เช่น มูลนิธิ เรย์ ครอกซ์ ของอดีตประธานบริษัท แฮมเบอร์เกอร์ แมคโดนัลด์ มูลนิธิฟอร์ด มูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ หรือ มูลนิธิเจ พอลล์ เก็ตตี้ ซึ่งได้สร้างพิพิธภัณฑ์สมัยใหม่ที่สวยงามมากในเมืองลอสแองเจลิส ซึ่งกลายเป็นสถานที่ที่ศิลปินทั่วโลกต้องมาเยือนให้ได้

ในเมืองไทยก็มีมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งที่ทำงานอย่างเป็นเรื่องเป็นราวทั้งๆ ที่เงินบริจาคของนักธุรกิจจีนที่บริจาคให้ไม่สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ แต่ก็บริจาคให้ด้วยน้ำใจ

ถึงเวลาที่กระทรวงการคลังต้องแก้กฎหมายให้การบริจาคเงินให้หรือใช้เพื่อก่อตั้งมูลนิธิ และสมาคมที่จดทะเบียนอย่างชัดเจน เป็นรูปธรรมว่า มีเป้าหมาย เพื่อสาธารณประโยชน์ ในด้านพิทักษ์ปกป้องการทำลายสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งเสริมด้านการศึกษา และพัฒนาศิลปวัฒนธรรม รวมทั้งเพื่อปกป้องการละเมิดสิทธิมนุษยชน และ ส่งเสริมด้านสิทธิมนุษยชน แล้วสามารถนำมาหักภาษีเงินได้เต็มร้อยละร้อย มิใช่เพียงแค่ร้อยละ 10 อย่างที่เป็นอยู่

ในต่างประเทศศิลปินอัจฉริยะทุกสาขา เช่น นักดนตรี นักค้นคว้า นักวิทยาศาสตร์ล้วนมีโอกาสได้รับการสนับสนุน จากมูลนิธิต่างๆ ที่ก่อตั้งขึ้นมา แต่ของไทยเด็กเก่งๆ จำนวนมากไม่ได้แจ้งเกิด เพราะว่าไม่มีเงินสนับสนุนจากมูลนิธิแบบของอเมริกา

ไม่เพียงแค่นั้น ประเด็นการรับเงินจากต่างชาติกลายเป็นประเด็นร้อนที่รัฐบาล และเอ็นจีโอ ต่างก็สาดโคลนเข้าหากันเสมอมาว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งขายชาติ เพราะรับเงินต่างชาติมาเพื่อทำงาน

การที่เอ็นจีโอต้องรับเงินจากต่างชาติก็เพราะกฎหมายไทยยังไม่ยอมให้เงินบริจาคหักภาษีได้เต็ม แต่ว่ารัฐกลับรับเงินช่วยเหลือจากต่างชาติ เพื่อปกป้องธุรกิจของผู้ให้เงินได้อย่างหน้าตาเฉย เช่นกรมทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น

องค์การสาธารณกุศลของชาวมุสลิมในภาคใต้ ต้องขอเงินบริจาคจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง หรือจากประเทศมุสลิมอื่นๆ ก็ด้วยเหตุผลเดียวกันกับเอ็นจีโอ คือ ไม่มีมูลนิธิในเมืองไทยที่มีเงินมากพอจะมาสนับสนุน

จากกรณีข้างต้น ทำให้รัฐขาดความชอบธรรมอย่างสิ้นเชิงที่จะมากล่าวหาว่า เอ็นจีโอ หรือ องค์การสาธารณกุศล ไปรับเงินต่างชาติ เพราะรัฐเองเป็นผู้รับเอง โดยไม่มีการแก้ไขระเบียบของกระทรวงการคลังอย่างอารยประเทศ

ในต่างประเทศ เช่น อเมริกา และอียูต่างมีกฎหมายในทำนองเดียวกันนี้ มูลนิธิในประเทศเหล่านี้ จึงมีเงินมากมายมาบริจาคให้องค์การพัฒนาเอกชนในประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้มีเงินทุนมาแบ่งเบาการทำงานของภาครัฐ ในด้านต่างๆ หลายด้านที่รัฐดูแลไม่ทั่วถึง หรือมองข้าม เช่นด้านสิ่งแวดล้อม ผู้ด้อยโอกาส รวมทั้งการเป็นกระจกเงาให้กับรัฐบาล เป็นต้น

ถ้ากระทรวงการคลังยอมแก้กฎระเบียบข้อนี้ได้ เชื่อได้ว่าจะมีนักธุรกิจ และผู้มีอันจะกินจำนวนมาก พร้อมที่จะตั้งมูลนิธิ หรือบริจาคเงินเพื่อให้เอ็นจีโอไทยทำงานโดยไม่ต้องรับเงินจากต่างชาติอย่างแน่นอน และผลดีก็จะตกต่อส่วนรวม รวมทั้งเป็นการลดภาระของรัฐในทางอ้อมได้อีกด้วย เพราะปัญหาหลายๆ อย่าง รัฐก็ไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะไปสนับสนุน สู้ส่งเสริมให้เอกชนได้มีบทบาทอย่างในอารยประเทศก็น่าจะเป็นผลดีต่อส่วนรวมมากกว่า