|
||||||||||||||
|
ทฤษฎีว่าด้วยพฤติกรรมเสพย์ติด
และนัยทางนโยบาย
คอลัมน์ หอคอยงาช้าง โดย รศ. ดร.วิมุต วานิชเจริญธรรม ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3810(3010) สิ่งหนึ่งที่มักพบเห็นบนหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์บ้านเรา ควบคู่กับเทศกาลการแข่งขันฟุตบอลระดับโลกก็คือ ข่าวการจับกุมเจ้ามือรับพนันบอล เรารับรู้กับข่าวคราวเช่นนี้ ควบคู่ไปกับการซึมซับค่านิยมที่ว่า การพนันเป็นสิ่งต้องห้ามในสังคม นักเศรษฐศาสตร์มองการเล่นการพนัน เหมือนกับการ "บริโภค" อย่างหนึ่ง แต่คนทั่วไปมองว่า การบริโภคการพนันนั้นเป็นบาป เพราะผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะ "เสพย์ติด" การพนัน พฤติกรรมที่เรียกว่าเป็นการเสพย์ติดนั้น มีลักษณะดังนี้คือ ใครที่บริโภค "การพนัน" ในวันนี้ มีแนวโน้มที่จะต้องการบริโภคการพนันในวันข้างหน้า ในปริมาณที่เพิ่มขึ้นกว่าเดิม ไม่ต่างจากการเสพย์ติด สินค้าตราบาปอย่าง เฮโรอีน ยาบ้า บุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรืออาจรวมไปถึงเกมออนไลน์ด้วย พฤติกรรมการบริโภคสินค้าเสพย์ติดเป็นโจทย์ที่ท้าทายความรู้ของนักเศรษฐศาสตร์ เพราะลักษณะของสินค้าเสพย์ติดนี้ ต่างจากการบริโภคทั่วไป ที่มักพบในทฤษฎีเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ใครที่เคยเรียนเศรษฐศาสตร์ในระดับปริญญาตรีมา คงนึกภาพตามไปได้ ถึงเรื่องราวที่ได้เคยเรียนในหัวข้อ "ทฤษฎีผู้บริโภค" ที่มักสอนกันเป็นเรื่องแรกๆ ในวิชาเศรษฐศาสตร์จุลภาค ทฤษฎีนี้ จะใช้ผู้บริโภคเป็นศูนย์กลางในการศึกษาปัญหาการจัดสรรทรัพยากร โดยมีโจทย์อยู่ว่า ด้วยรายได้ที่ผู้บริโภคมีอยู่อย่างจำกัด เขาจะจัดสรรรายได้นั้นอย่างไร เพื่อซื้อหาสินค้าบริโภคที่มีอยู่มากมาย ผู้บริโภคต้องตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าเพื่อให้ได้ความพอใจสูงสุด นักเศรษฐศาสตร์จะวิเคราะห์การตัดสินใจของผู้บริโภค เพื่อค้นหาวิธีการจัดสรรรายได้เพื่อการบริโภค ที่สร้างความพอใจสูงสุด โดยมีราคาเป็นกลไกสำคัญในการปรับให้เกิดดุลยภาพในตลาดสินค้า ภายใต้กระบวนการวิเคราะห์นี้ นักเศรษฐศาสตร์มีข้อสมมติเบื้องต้นว่า ผู้บริโภคทั้งหลายนั้น มีความสามารถในการตรึกตรองอย่างมีเหตุมีผล ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกซื้อหาสินค้าบริโภค การคิดใตร่ตรองอย่างมีเหตุมีผลนี้ ทำให้ผู้บริโภคตอบสนองต่อแรงจูงใจ โดยเฉพาะราคาสินค้า อย่างเป็นระบบกล่าวคือ หากสินค้า ใดที่มีราคาสูงขึ้น ผู้บริโภคจะเลือกหาสินค้าอื่นมา บริโภคทดแทนสินค้านั้น หรือเลือกซื้อสินค้าชนิดนั้นลดน้อยลงนั่นเอง นี่จึงเป็นที่มาของเส้นอุปสงค์ (demand curve) ที่แสดงความสัมพันธ์ที่ผกผันกันระหว่างปริมาณความต้องการซื้อสินค้า กับราคาสินค้าชนิดนั้น อย่างไรก็ดี ในกรอบการวิเคราะห์ทฤษฎีผู้บริโภคเบื้องต้นนั้น สินค้าบริโภคที่เราศึกษาเป็นสินค้าบริโภคโดยทั่วๆ ไป ไม่ได้ก่อให้เกิดการเสพย์ติดแต่อย่างใด หากเราจะขยายกรอบการศึกษานำเอาสินค้าที่มีลักษณะเสพย์ติดเข้ามารวมไว้ด้วย โดยกำหนดว่า การบริโภคสินค้าเสพย์ติดในวันนี้ จะส่งผลให้ผู้บริโภคมีความต้องการบริโภคสินค้าเสพย์ติดเพิ่มมากขึ้นในอนาคต เราจะคงข้อสมมติเบื้องต้นไว้ว่า ผู้บริโภคมีการไตร่ตรองอย่างมีเหตุมีผล และระบุเพิ่มเติมไปอีกว่า ผู้บริโภคเข้าใจดีถึงผลที่ตามมาของการบริโภคสินค้าเสพย์ติดด้วย ดังนั้น หากผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าเสพย์ติดในปริมาณหนึ่ง ณ เวลาปัจจุบัน นั่นหมายความว่า เขาได้เลือกโดยตระหนักดีแล้วถึงผลที่จะตามมาในอนาคตจากการเลือกบริโภคนี้ เช่น ผู้ที่สูบบุหรี่ในวันนี้ ย่อมจะทราบดีว่า ในวันข้างหน้านั้น เขาจะมีความ "อยาก" สูบบุหรี่อีก และเขาจะต้องแบกรับต้นทุนที่เกิดจากการสูบในอนาคต และต้นทุนจากการที่สุขภาพถดถอยไปเพราะการสูบวันนี้ด้วย มุมมองของเศรษฐศาสตร์กระแสหลักต่อสินค้าเสพย์ติดนี้ อาจเรียกขานเป็นชื่อทฤษฎีได้ว่า Rational Addiction Theory ตามบทความของ Gary Becker นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลแห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก และ Kevin Murphy นักวิชาการรุ่นศิษย์แห่งสำนักเดียวกัน Becker และ Murphy มีจุดยืนว่า ผู้บริโภคได้ทำการชั่งน้ำหนักอย่างดีแล้ว ระหว่างความพึงพอใจที่ได้จากการบริโภคสินค้าเสพย์ติดในปัจจุบัน กับต้นทุนที่จะตามมาในอนาคต จากการที่ต้องแสวงหาสินค้าเสพย์ติดให้ปริมาณมากขึ้นมาบริโภค โลกทัศน์เช่นนี้จะอยู่คนละขั้วกับแนวคิดที่ไม่เชื่อว่า ผู้บริโภคมีความสามารถในการไตร่ตรองผลได้ผลเสียอย่างมีเหตุมีผล กล่าวคือในอีกขั้วหนึ่งนั้น จะมองว่าผู้บริโภคสินค้าเสพย์ติด มิได้คิดอย่างเป็นระบบ และมิได้มองไปข้างหน้าถึงผลเสีย หรือต้นทุนที่จะตามมาจากการเลือกบริโภคสินค้าเสพย์ติดในวันนี้อย่างครบถ้วน ถูกต้อง เปรียบเสมือนดั่งคนที่มองอะไรสั้นๆ คิดแค่ใกล้ตัวไว้เท่านั้น แนวคิดนี้จึงเป็นที่รู้จักกันในชื่อ "Myopic addiction view" มุมมองสองขั้วมีนัยต่อนโยบายสาธารณะที่แตกต่างกัน rational addiction เคารพในความเป็นปัจเจกชนที่พินิจพิเคราะห์ต้นทุน และผลได้อย่างถ้วนถี่แล้ว ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต ดังนั้นแนวคิดนี้จึงไม่เห็นถึงความจำเป็นใดๆ ที่ภาครัฐจะยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการตัดสินใจเลือกซื้อเลือกเสพสินค้าเสพย์ติด ของปัจเจกชน ในขณะที่ Myopic addiction เชื่อว่าคนเสพนั้นคิดเพียงแค่ความพึงพอใจที่ได้จากการเสพในปัจจุบัน ไม่คำนึงถึงผลที่ตามมาในอนาคตแม้แต่น้อย ทำให้การที่ภาครัฐ เข้ามาแทรกแซงการเลือกซื้อเลือกเสพของปัจเจกชนนั้น มีความชอบธรรมเป็นอย่างยิ่ง การที่ภาครัฐต้องคอยวิ่งไล่จับเจ้ามือ บุกถล่มบ่อนการพนัน จึงเป็นนโยบายสาธารณะที่แนวคิดแบบ myopic addiction ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ (ซึ่งนั่นหมายความว่า แนวคิดแบบ rational addiction จะคัดค้านการดำเนินนโยบายเช่นนี้) เราคงต้องพึ่งพา หลักฐานเชิงประจักษ์ (empirical evidence) เพื่อช่วยตัดสินว่า แนวคิดใดถูกต้อง และสมควรใช้เป็นพื้นฐานสำหรับการตัดสินใจเลือกดำเนินนโยบายสาธารณะที่เหมาะสม งานศึกษาในต่างประเทศมากมายพบว่า พฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าเสพย์ติด อย่างเช่นบุหรี่ แอลกอฮอล์ หรือ ลอตเตอรี่ นั้นเป็นไปตามแนวคิดแบบ rational addiction และสำหรับในกรณีของประเทศไทยนั้น งานวิจัยของ ดร.เสาวนีย์ ไทยรุ่งโรจน์ แห่งมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้พบว่า พฤติกรรมการเล่นหวยของคนไทย เป็นไปตามแนวคิด แบบ rational addiction เช่นกันด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ การเข้าจับกุมการเล่นพนันของเจ้าหน้าที่รัฐ จึงกลายเป็นความสูญเปล่าทางเศรษฐกิจ เพราะผู้บริโภคโดยตัวของเขาเองสามารถเลือกจัดสรรทรัพยากรได้อย่างถูกต้องเหมาะสมแล้ว ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ภาครัฐจะต้องเข้ามาแก้ไข หรือแทรกแซงแต่อย่างใด ข้อสรุปข้างต้นนี้ อาจมีข้อโต้แย้งที่มีน้ำหนักเพียงพอจะหักล้างกันได้ กล่าวคือ หนึ่ง ในงานศึกษาเชิงประจักษ์ของประเทศไทยนั้น เราคงต้อง "เผื่อ" ในความผิดพลาดของผลการศึกษาในประเทศไทยไว้สักนิด ทั้งนี้เนื่องมาจาก ข้อมูลในระดับบุคคลที่ใช้ในการศึกษาพฤติกรรมการเล่นการพนันนั้น ยังมิได้มีการจัดเก็บกันอย่างเป็นระบบ และมิได้อยู่ในระดับที่ทำให้เรามีเชื่อมั่นในความถูกต้อง แม่นยำ ในตัวข้อมูลได้เต็มร้อย เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าการเล่นพนันในบ้านเรานั้น มักกระทำกันนอกกรอบของกฎหมาย จึงยากที่จะได้มาซึ่งข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำ ในทุกแง่มุม สอง การวิเคราะห์ในกรอบของ Becker และ Murphy มิได้ครอบคลุมถึงกรณีที่การบริโภคสินค้าเสพย์ติดของบุคคล สร้างผลกระทบข้างเคียงด้านลบต่อสังคมโดยรวม (หรือที่เรียกว่า เกิด negative externalities) ซึ่งแม้ว่าผู้บริโภคอาจตัดสินใจเลือกอย่างมีเหตุมีผลเต็มที่แล้วก็ตาม แต่บนความเป็นปัจเจกชนนั้น เขาจะคำนึงเพียงผลได้ และต้นทุนส่วนบุคคลเท่านั้น โดยจะละเลยต้นทุนที่มีต่อสังคม (หรือ social cost) ไป และจะเลือกบริโภคสินค้าเสพย์ติดในระดับที่เกินไปกว่าระดับที่เหมาะสมตามมุมมองของสังคมโดยรวม หน้า 50
|