|
||||||||||||||
|
ตลาดหุ้นไทยหมดเสน่ห์
ตกต่ำถึงจุด Zero Base
วัชรา จรูญสันติกุล กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 ไขความเห็นของนักวิเคราะห์หุ้นไทยมองถึงสาเหตุที่ 'ตลาดหุ้นไทย' จึงหมดเสน่ห์ในวันนี้ ตลาดหุ้นไทยหมดเสน่หาจากนักลงทุนต่างชาติ หลังจากโยกเงินออก 6 หมื่นล้านบาท เข้าไปลงทุนในตลาดตราสารหนี้ และพันธบัตรรัฐบาลในประเทศแทน ทำเอาธนาคารแห่งประเทศไทยต้องโดดเข้าแทรกแซง โดยอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบ เพราะเกรงว่าจะกดดันให้อัตราผลตอบแทนการลงทุน หรือ Yield curve พุ่งขึ้นสูงเกินไป และส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นในตลาดเงินด้วย โดยล่าสุด นักลงทุนต่างชาติปรับกลยุทธ์ลงทุนใหม่เข้าเก็งกำไรในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนอีกตลาดหนึ่ง ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่า ถึงระดับ 37.83-37.89 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ทั้งที่สัปดาห์ก่อนเงินบาทยังเคลื่อนไหวอยู่ในระดับที่อ่อนค่ากว่า 38 บาท นักวิเคราะห์หุ้นไทยต่างเฝ้าดูการเคลื่อนย้ายกระแสเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในขณะนี้ มักมีพฤติกรรมโยกเงินเข้าออก เพื่อทำกำไรระยะสั้นระหว่าง 3 ตลาด คือ ตลาดตราสารหนี้และพันธบัตรรัฐบาล ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน และตลาดหุ้นไทย ทำให้การลงทุนมีแนวโน้มที่เข้าออกเร็วจึงส่งผลให้เกิดความผันผวนค่อนข้างมาก ในการซื้อขายทั้ง 3 ตลาด แต่ตลาดหุ้นไทยกลับเป็นจุด 'เปราะบาง' มากที่สุด เพราะนอกจากถูกกระหน่ำจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ที่ขาดเสถียรภาพแล้ว ยังถูกกระทบจากปัจจัยทางเศรษฐกิจทั้งราคาน้ำมันแพง โดยน้ำมันดิบไลท์สวีทที่ส่งมอบเดือนสิงหาคม ยืนอยู่ที่บาร์เรลละ 75.23 ดอลลาร์สหรัฐอีกครั้ง หลังจากที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ที่บาร์เรลละ 75.78 ดอลลาร์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในขาขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจในภาพรวมชะลอตัวลงอย่างชัดเจน จนกระทบต่อฐานะผลการดำเนินงานจากอัตรากำไรที่เคยคาดไว้เมื่อตอนต้นปี 2549 ว่า บริษัทจดทะเบียนจะมีผลประกอบการดีทำกำไรเพิ่มขึ้นระหว่าง 10-15% จากปีก่อน แต่จนถึงขณะนี้ คาดว่าผลกำไรทั้งปีน่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 8% เท่านั้น ตลาดหุ้นไทยจึงอยู่ในระยะอ่อนแอ และขาดความน่าสนใจอย่างมาก เรียกได้ว่าตกต่ำลงมาจนถึงจุด 'Zero Base' บรรยากาศอยู่ในภาวะที่ซบเซาโดยมีมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันไม่ถึงหนึ่งหมื่นล้านบาท ขณะที่ดัชนีราคาหุ้นก็เคลื่อนไหวอยู่ในแนวระนาบใกล้เคียงระดับ 680 เป็นระยะเวลาต่อเนื่องที่ยาวนาน นักวิเคราะห์หุ้นไทยตั้งข้อสังเกตว่า "ตลาดหุ้นไทยขณะนี้ไม่ได้เป็นกระแสหลักของการลงทุน ในสายตานักลงทุนต่างชาติแต่อย่างใด เพียงแต่ถูกจัดให้อยู่ในพอร์ตลงทุนระดับภูมิภาคอยู่บ้าง ดังนั้นเมื่อเม็ดเงินลงทุนถูกดึงให้เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นแถบเอเชีย ก็จะมีอานิสงส์มาถึงตลาดหุ้นไทยบ้างเพียงเล็กน้อย" อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ยังให้ความเห็นว่า เม็ดเงินต่างชาติที่เคยเข้ามาซื้อหุ้นไทยจำนวน 1-2 แสนล้านบาทตั้งแต่ปีที่ผ่านมานั้น แม้จะมีการขายหุ้นและโยกเงินออกจากตลาดหุ้นไทยก็เป็นระยะชั่วคราว เพราะเม็ดเงินต่างชาติยังไม่ได้มีการโยกออกนอกประเทศ เพียงแต่มีการ shift เงินออกจากตลาดหนึ่งไปเข้าสู่อีกตลาดหนึ่งหรือสองตลาดที่เหลือ โดยอยู่ที่กระแสข่าวที่เกิดขึ้นในตลาด "นักลงทุนจะยังไม่เคลื่อนย้ายเงินทุนเข้าออกในจำนวนที่ถี่เกินไป เพราะการโยกเงินเข้าและออกแต่ละครั้งจะต้องมีต้นทุนที่เป็น Transaction Costs ซึ่งเป็นการเพิ่มภาระต้นทุนทางการเงิน ดังนั้นนักลงทุนต่างชาติจึงยังเก็บเม็ดเงินลงทุนเพื่อผ่องถ่ายไปมาในสามตลาด ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวในอัตราผลตอบแทนที่สามารถทำกำไรได้ โดยเฉพาะการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ และพันธบัตรรัฐบาล รวมทั้งตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งมีธนาคารแห่งประเทศไทย เข้ามาร่วมเป็น 'ผู้เล่นขาใหญ่' หรือ Big Player ด้วย จึงทำให้ทั้งสองตลาดดังกล่าวมีสภาพคล่องเพียงพอ" นักวิเคราะห์กล่าว ตลาดหุ้นไทยอาจจะยังซบเซาอยู่ในภาวะที่ตกสำรวจอยู่บ้าง ตราบใดที่บรรยากาศทางการเมืองยังไม่คลี่คลายไป และภาวะเศรษฐกิจยังมีแนวโน้มที่ชะลอตัวอยู่ แต่อาจจะยังสามารถโหนกระแสเสน่ห์ของตลาดหุ้นจีน ซึ่งยังมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงขึ้น โดยจีดีพีของจีนขยายตัวสูงถึง 10.9% ในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา เทียบกับอัตราขยายตัว 10.3% ในไตรมาสแรกปีนี้ แต่ก็มีสัญญาณเสี่ยงที่ตอกย้ำให้เห็นถึงความจำเป็นที่ทางการจีนต้องหานโยบายที่เข้มงวดมากขึ้นเข้ามาใช้ รวมถึงการปฏิรูปค่าเงินหยวน ซึ่งมีแนวโน้มว่า ในช่วงปลายปีนี้ เราอาจจะได้เห็นค่าเงินหยวนที่แข็งขึ้นอีก จากระดับปัจจุบันที่ 7.99 หยวนต่อดอลลาร์ก็ได้ หลังจากที่ทางการจีนเคยปรับเปลี่ยนค่าเงินหยวนครั้งหนึ่ง โดยมีค่าแลกเปลี่ยนเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 8.02 หยวนต่อดอลลาร์ เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2548 มาแล้ว สำหรับนักลงทุนไทยนั้น ยังคงต้องเกาะติดสถานการณ์ใช้ความระมัดระวังในการลงทุน เพราะไม่ใช่เพียงแค่ภาพของตลาดหุ้นไทยในวันนี้ ที่ยังมีปัจจัยเสี่ยงรุมเร้าอยู่ทั้งความเสี่ยงในประเทศและปัจจัยนอกประเทศ แต่จากการที่นักลงทุนต่างชาติสามารถใช้กลยุทธ์การลงทุนโยกเงินเพื่อทำกำไรระหว่าง 3 ตลาดในประเทศ เป็นเรื่องที่ทางการไทยทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นสถาบันหลักในการกำกับดูแลตลาดเงินและตลาดทุน จะร่วมมือกันหาทางให้มีระบบการเปิดเผยข้อมูลที่โปร่งใส และรวดเร็วทันกาล ที่จะทำให้นักลงทุนไทย สามารถมองเห็นได้เชื่อมโยงกัน เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุน แทนที่จะเป็นเพียงนักลงทุนที่เล่นตามน้ำเท่านั้น
|