|
||||||||||||||
|
เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการดื่มสุรา
หน้าต่างความคิด : เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณะเศรษฐศาสตร์ กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 ช่วงเข้าพรรษานี้ หลายคนคงตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หรือถ้าจำเป็นต้องดื่ม ก็จะดื่มแค่พอหอมปากหอมคอ ไม่ต้องถึงกับเมาหัวราน้ำ ต้องขอชมทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการสร้างและผลักดันแนวคิด งดเหล้าเข้าพรรษา นี้ หลายปีที่ผ่านมา แนวโน้มการดื่มสุราของคนไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งต้องเป็นกำลังสำคัญของชาติในอนาคต หลายต่อหลายครั้งที่เราได้ยินได้ฟังข่าวคราวเกี่ยวกับปัญหาสังคม ปัญหาอาชญากรรม และโศกนาฏกรรมซึ่งเป็นผลมาจากการขาดสติสัมปชัญญะของผู้ดื่ม ในแต่ละปี แนวโน้มของปัญหาเหล่านี้ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นควบคู่ไปกับการเพิ่มขึ้นของปริมาณการดื่มสุรา หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน หลายฝ่ายต่างก็พยายามร่วมมือกันเพื่อแก้ปัญหานี้ มีการเสนอแนวทางหลายแนวทางเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว เช่น การเก็บภาษีสุรา การห้ามจำหน่ายสุราให้แก่เยาวชน การห้ามโฆษณาสุราทางวิทยุโทรทัศน์ เป็นต้น ข้อเสนอเหล่านี้ส่วนหนึ่งได้ถูกนำไปใช้จริง แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จตามที่คาดไว้ เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? การจะหาคำตอบในเรื่องนี้ จำเป็นต้องมีการศึกษากันอย่างลึกซึ้ง ซึ่งในปัจจุบัน ประเทศไทยยังมีงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่มากนัก เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ จริงอยู่ ผลการวิจัยของต่างประเทศอาจจะไม่สามารถนำมาอธิบาย ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเราได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยก็เป็นการให้รายละเอียดเบื้องต้น เพื่อเป็นประเด็นสำหรับถกเถียงและวิจัยกันต่อไปได้ สาระสำคัญจากงานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ของต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการดื่มสุรา แบ่งได้เป็นสามประเด็นหลักด้วยกัน คือ 1) ความสัมพันธ์ระหว่างโฆษณากับปริมาณการดื่มสุรา 2) ประสิทธิภาพของมาตรการทางด้านภาษีเพื่อลดการดื่มสุรา และ 3) ต้นทุนทางเศรษฐกิจของการดื่มสุรา ความสัมพันธ์ระหว่างโฆษณากับปริมาณการดื่มสุรา งานวิจัยในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ให้ผลสอดคล้องกันว่า ค่าใช้จ่ายในการโฆษณาสุรา ไม่ได้ทำให้ปริมาณการดื่มสุราสูงขึ้นมากนัก แต่การโฆษณามีผลต่อส่วนแบ่งตลาดของผู้ขายสุราแต่ละราย ผู้ขายรายใดมีค่าใช้จ่ายในการโฆษณาสูง ก็ยิ่งมีโอกาสได้ส่วนแบ่งตลาดที่สูงขึ้นตามไปด้วย นักวิจัยเหล่านี้อธิบายว่า สาเหตุที่การโฆษณาไม่ได้มีผลโดยตรงต่อการดื่มสุรา ก็เพราะการตัดสินใจดื่มมีความสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อม สภาพครอบครัว เพื่อนฝูง และภาวะทางจิตใจ โฆษณาเป็นเพียงการให้ข้อมูลเกี่ยวกับสุราประเภทต่างๆ เพื่อให้ผู้ตัดสินใจดื่มสุราเลือกซื้อเท่านั้น ประสิทธิภาพของมาตรการทางด้านภาษีเพื่อลดการดื่มสุรา การใช้มาตรการทางภาษีเพื่อให้ราคาสุราสูงขึ้นนั้น เป็นไปตามหลักทางเศรษฐศาสตร์ เมื่อสินค้ามีราคาแพงขึ้น ผู้บริโภคจะซื้อสินค้านั้นน้อยลง ในมุมมองของผู้ที่เสนอให้รัฐบาลเก็บภาษีนั้น สุราเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ความต้องการบริโภคสุรา จึงน่าจะมีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงของราคามาก หากรัฐบาลเก็บภาษีจนราคาสุราสูงมากพอ ก็จะลดการดื่มสุราของประชาชนได้ตามที่ต้องการ และรัฐบาลสามารถนำรายได้ส่วนนี้มาใช้ในการแก้ปัญหาสุรา และพัฒนาสังคมได้อีกด้วย อย่างไรก็ดี จากการศึกษาประสิทธิภาพของมาตรการทางด้านภาษีพบว่า การเพิ่มภาษีมิได้ทำให้การบริโภคสุราลดลงไปมากนัก เนื่องจากในสายตาของผู้ที่ดื่มสุรานั้น สุราเป็นสินค้าจำเป็นสำหรับพวกเขา ถึงราคาจะแพงขึ้น ก็จำเป็นต้องซื้อมาดื่มอยู่ดี โดยลดรายจ่ายในส่วนอื่นมาชดเชยกับราคาที่สูงขึ้น ด้วยเหตุนี้เอง มาตรการทางด้านภาษีจึงไม่มีประสิทธิภาพตามที่หวังไว้ ต้นทุนทางเศรษฐกิจของการดื่มสุรา การดื่มสุราส่งผลให้ความสามารถในการทำงานลดลง ความสูญเสียที่เกิดจากประสิทธิภาพในการทำงานที่ลดลงนี้ ถือเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจของการดื่มสุรา นอกจากนี้แล้ว การดื่มสุรายังก่อให้เกิดต้นทุนอื่นๆ อีกด้วย เช่น ต้นทุนด้านการรักษาพยาบาล ความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ ปัญหาสังคม เป็นต้น ต้นทุนเหล่านี้คือสิ่งที่สังคมต้องแบกรับ ซึ่งไม่น่าจะยุติธรรมนัก เพราะภาระเหล่านี้เกิดจากคนกลุ่มน้อยที่ไม่รู้จักควบคุมการดื่มสุราของตนเอง ในสหรัฐอเมริกา ได้มีการประมาณกันว่า ต้นทุนทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการดื่มสุราในปี 1998 มีประมาณ 24,093 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณเกือบเก้าแสนล้านบาท คิดเป็นหนึ่งในสี่ของ GDP ของไทยในปี 2547 เลยทีเดียว ก้าวต่อไปของไทย การดื่มสุราเป็นสิ่งที่อยู่กับสังคมไทยมาช้านานแล้ว แต่สังคมไทยก็ไม่เคยยกย่องคนดื่มสุราอย่างขาดสติ ผลการศึกษาของงานวิจัยเหล่านี้ได้สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาสุราเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมากกว่าจะแก้ไขได้โดยการออกกฎหมาย และมาตรการทางเศรษฐกิจเท่านั้น สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปด้วยก็คือการเปลี่ยนแปลงความเชื่อเกี่ยวกับการดื่มเหล้า การสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันครอบครัวและสังคมโดยรวม ปัญหานี้ได้เกิดขึ้นมาเป็นเวลานานแล้ว การจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ก็คงต้องใช้เวลานานไม่แพ้กัน หรืออาจจะนานกว่าเสียด้วยซ้ำ ก็ได้แต่หวังว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องคงจะไม่ถอดใจกันไปเสียก่อน อย่างน้อย แนวคิดการงดเหล้าเข้าช่วงพรรษาก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า เรายังไม่หมดหวังเสียทีเดียว ขอเพียงรู้จักอดทน รู้จักเลือกใช้วิธีการที่เหมาะกับบริบทของสังคมไทย ปัญหานี้ต้องแก้ไขได้อย่างแน่นอน
|