|
||||||||||||||
|
ENRON กับ CEO โจรๆ
โดย วรากรณ์ สามโกเศศ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ มติชนรายวัน วันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10351 การตายเมื่ออาทิตย์ที่แล้วของ นาย Kenneth Lay ผู้ก่อตั้งและอดีต CEO ของบริษัท Enron ซึ่งถูกศาลตัดสินว่าผิดเมื่อไม่นานมานี้ ในคดีฉ้อฉลคดโกงที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา คงทำให้หลายคนโดยเฉพาะผู้ถือหุ้น และอดีตลูกจ้างบริษัท Enron รู้สึกสะใจที่กรรมมันตามทันออนไลน์ จากราคาหุ้น 90 เหรียญสหรัฐของ Eron บริษัทด้านพลังงานที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลกเมื่อ 6 ปีก่อน ตกลงมาเป็น 15 เซ็นต์ (ขึ้นมา 4 เซ็นต์ หลังจากวันที่ตัดสินคดี) จนทำให้ผู้ถือหุ้นสูญเสียเงินไปรวม 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ลูกจ้างที่ทำงานให้บริษัทมายาวนาน และได้ผลตอบแทนสำหรับการเกษียณอายุเป็นหุ้นสูญเสียรวมกัน 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และอีก 5,600 คน ตกงาน Kenneth Lay และ Jeff Skilling อดีต CEO ถูกศาลตัดสินว่า หลอกลวงผู้ถือหุ้นและลูกจ้าง กำลังรอคอยคำตัดสินลงโทษของศาลในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ Kenneth Lay อายุ 64 ปี โดนตัดสินว่าผิดใน 6 คดีทั้งหมดที่ฟ้อง อาจถูกจำคุกสูงสุดถึง 165 ปี (อย่างต่ำก็จำคุกไม่ต่ำกว่า 45 ปี) ซึ่งหมายความถึงตลอดชีวิตนั่นเอง ส่วน Jeff Skilling ถูกตัดสินว่าผิด 19 ปี ใน 28 คดี อาจถูกจำคุกสูงสุดถึง 185 ปี (อย่างต่ำจำคุกไม่ต่ำกว่า 95 ปี Kenneth Lay หนีโทษไปก่อน โดยหัวใจวายตายอย่างเฉียบพลัน มั่นใจได้ว่าการตายของเขา เกี่ยวพันกับการถูกศาลตัดสินว่า ผิดถึง 6 กระทง ซึ่งล้วนเกี่ยวพันกับการหลอกลวง ฉ้อฉล คดโกงโดยสมคบกับ Jeff Skilling ผู้เป็น CEO ของบริษัทอย่างแน่นอน Kenneth Lay เป็นลูกของพระนักเทศน์เกิดและเติบโตในรัฐมิสซูรี โดยช่วยพ่อทำงานในร้านขายของชำ รับจ้างส่งหนังสือพิมพ์ ตัดสนามหญ้า เฉกเช่นเดียวกับเด็กอเมริกันวัยรุ่นทั้งหลาย เมื่อเรียนจบปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์ก็ได้ทำงานในบริษัท Humble Oil + Refining (ชื่อเดิมของ Exxon Moble) และเมื่อเห็นช่องทางลงทุนในเท็กซัส ก็ก่อตั้งบริษัท Enron สร้างท่อส่งก๊าซ เมื่อประสบความสำเร็จ ก็หันไปเป็นบริษัทค้าขายในธุรกิจผลิตกระแสไฟฟ้า และพลังงานทุกรูปแบบ ในปี 2000 Enron เป็นบริษัทอันดับ 7 ของ Fortune 500 โดยมียอดขายปีละ 101,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (เท่ากับกว่าครึ่งหนึ่งของ GDP ประเทศไทยหรือประมาณเกือบ 4 เท่าของงบประมาณไทย) ในเดือนธันวาคมปี 2001 เรื่องแดงขึ้นเมื่อบริษัทขาดเงินสด ขอพึ่งศาลในการเป็นบริษัทล้มละลาย สัญญาณไม่ดีเริ่มปรากฏก่อนหน้านี้ โดยไตรมาสสุดท้ายของปี 2001 Enron ขาดทุน 638 ล้านเหรียญสหรัฐ Jeff Skilling ลาออกจากการเป็น CEO และ Kenneth Lay เจ้าของเป็น CEO แทน Lay และ Skilling ร่วมกันฉ้อฉลโดยสร้างหลักฐานบัญชีปลอมว่าบริษัทมียอดกระแสเงินสดถึง 3 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2000 (ต่อมาพบว่าจริงๆ แล้ว มีแค่ 153 ล้านเหรียญสหรัฐ) และมีกำไรถึง 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นเรื่องโกหกทั้งเพ Lay และ Skilling แอบขายหุ้นของตนเองได้เงินไปนับล้านๆ เหรียญสหรัฐ ก่อนที่ราคาจะตกเนื่องจากข้อมูลว่าบริษัทขาดทุน และใกล้ล้มละลาย ปรากฏต่อสาธารณะ นอกจากนี้ยังร่วมมือกับบริษัทที่ปรึกษาบัญชียักษ์คือ Arthur Andersen Llp แต่งบัญชีหลอกลวงว่ามีกำไร จนบริษัทยักษ์นี้ต้องปิดกิจการไปในที่สุด ในปี 2005 ศาลสูงสหรัฐตัดสินว่า Arthur Andersen Llp ไม่มีความผิดในเรื่องดังกล่าว แต่กระนั้นก็ตามบริษัทก็สูญเสียชื่อเสียง และคนจำนวนมากตกงาน คดีนี้รัฐบาลอเมริกันถูกวิจารณ์มากในการตัดสินใจยื่นฟ้องบริษัท เมื่อการสอบสวนคดีฉ้อฉลนี้เริ่มต้นขึ้นในปี 2002 น้อยคนจะนึกว่าคดีจะลงเอยเช่นนี้ได้ แต่การแพร่กระจายของความโลภ และคดโกงในหลายบริษัทยักษ์ของสหรัฐอเมริกา ทำให้เกิดกระแสการต่อต้านขึ้นอย่างแรง และเกิดกฎหมายที่เข้มข้น ในการเอาผิดกับ CEO (Sarbanes-Oxley Law) ในปี 2002 กล่าวคือ CEO ต้องรับผิดชอบด้านอาญา ถ้าบัญชีของบริษัทผิดพลาด กฎหมายฉบับนี้ทำให้ CEO ตื่นตัวกับความถูกต้องของรายงานการเงินและบัญชียิ่งขึ้น ทีมงานพิเศษที่ "กวาดล้าง" ความฉ้อฉลของ CEO ใน 2-3 ปี นั้นทำให้ CEO ของหลายบริษัทถูกศาลตัดสินลงโทษ เช่น L. Dennis Kozlowski (CEO ของ Tyco กำลังติดคุกโทษ 8 ถึง 25 ปี) Joseph Nacchio (CEO ของ Qwest ถูกฟ้อง 42 กระทงในเรื่อง Insider Trading คดียังไม่จบ อาจถูกลงโทษกระทงละ 10 ปี) Bernard Ebbers (CEO ของ Worldcom ถูกตัดสินจำคุก 25 ปีถึงตลอดชีวิตรวม 9 กระทง) John Rigas (Chairman และ CEO ของ Adelphia ถูกตัดสินจำคุก 15 ปี รวม 18 กระทง และ Martha Stewart (Chairman และ CEO ของ Living Omnimedia จำคุก 5 เดือน และห้ามออกจากบ้าน 5 เดือน) วงการปราบปรามนักธุรกิจฉ้อฉลของสหรัฐอเมริกา ถือว่า Enron คือ เหตุการณ์ 9/11 ของตลาดการเงินโดยแท้ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา "ผู้ก่อการร้าย" หลายคนก็ถูกจับและลงโทษ ประชาชนตระหนักยิ่งขึ้นในเรื่องธรรมาภิบาล ของบริษัทเอกชนการจัดตั้ง Corporate Fraud Task Force ของประธานาธิบดี บุช ในการปราบ "ผู้ก่อการร้าย" ได้ผล สามารถส่งเกือบทั้งหมดเข้าคุก ในคดี Enron พยานปรักปรำ Lay และ Skilling มีถึง 16 คน ซึ่งล้วนเป็นลูกน้องเก่าทั้งสิ้น ในบรรดาลูกจ้างระดับสูงของ Enron ที่รอดพ้นจากคดี (16 คนนี้ก็ถูกลงโทษด้วย เพียงแต่เบาบางกว่าเพราะขบวนการ Plea Bargaining หรือการต่อรองให้การเพื่อแลกกับโทษที่ลดลง ของระบบยุติธรรมสหรัฐอเมริกา) คือ Sherron Watkins อดีต Vice President ของ Enron ในเดือนสิงหาคม 2001 ระหว่างที่เป็นลูกจ้างของ Enron เธอได้เขียนบันทึกถึง Lay ผู้เป็นเจ้านายว่าบัญชีของ Enron มีปัญหาอย่างมาก สมควรได้รับการแก้ไข จากนั้นไม่กี่เดือน Enron ก็ถึงแก่อวสาน เธอได้เขียนในนิตยสาร Time เมื่อเร็วๆ นี้ว่า บริษัทที่ดีต้องการผู้นำที่ซื่อสัตย์ ตัดสินใจเด็ดขาด สร้างสรรค์ มองโลกในแง่ดี กล้าหาญโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตน (Humility) เธอกล่าวว่า ผู้นำที่อ่อนน้อมถ่อมตนจะฟังคนอื่น และให้คุณค่าแก่ข้อมูลที่มาจากลูกน้อง และพร้อมที่จะรับฟังความจริง ถึงแม้ว่าจะเป็นข่าวร้ายก็ตาม ลักษณะสำคัญของความอ่อนน้อมถ่อมตนก็คือ ความสามารถในการยอมรับความผิดพลาด Enron และ CEO โจรๆ ทั้งหลายที่ติดคุกมีบทเรียนแก่ผู้นำทั้งในภาคเอกชน และภาครัฐของไทยว่าคุณธรรม และความดีงามเท่านั้นที่จะช่วยให้ชีวิตไม่ยุ่งเหยิง ไม่ติดพันกับคดีอีนุงตุงนังจนอาจทุกข์ใจถึงแก่ชีวิต มนุษย์นั้นบางครั้งก็ตามืดมัว แต่โดยแท้จริงแล้ว "มนุษย์ไม่ได้กินแกลบ" ทุกวัน หากทำอะไรที่ชั่วช้าไว้ วันหนึ่งเรื่องจะแดงขึ้นเสมอ หน้า 6
|