หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
เศรษฐศาสตร์เพื่อพสกนิกร

คอลัมน์ ดุลยภาพ ดุลยพินิจ ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ มติชนรายวัน วันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10350

เศรษฐศาสตร์เป็นสาขาวิชาที่ถือกำเนิดในประเทศร่ำรวยที่มีความเจริญรุดหน้าทางด้านการผลิตและการค้า ในระยะต้นๆ นักเศรษฐศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญส่วนใหญ่เป็นชาวอังกฤษ และยุโรปตะวันตก ส่วนในยุคหลังมักเป็นชาวสหรัฐอเมริกา

ดังนั้น จึงมีเหตุผลทีเดียวที่มีการตั้งข้อสังเกตกันว่าความก้าวหน้าของสาขาวิชานี้ มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับประเทศยากจนน้อยมาก

เศรษฐศาสตร์ให้หลักวิชาที่มีคุณประโยชน์ต่อผู้ใช้ โดยไม่จำกัดฐานะบุคคลหรือประเทศ ซึ่งความจริงแล้ว ก็ได้มีความพยายามศึกษา ให้สอดคล้องกับรูปธรรมของความด้อยพัฒนามานานพอสมควร มีการนำเอาแบบจำลองทางทฤษฎี มาประยุกต์ใช้กับกรณีของประเทศกำลังพัฒนา และมีการศึกษาปัญหาที่เผชิญอยู่เช่น ปัญหาความยากจน ความจำเป็นพื้นฐาน และการกระจายรายได้ แต่ยังไม่สามารถชี้นำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นสำหรับประเทศกำลังพัฒนาให้เป็นที่ประจักษ์ชัด ช่องว่างระหว่างประเทศที่ร่ำรวยและประเทศยากจนกลับขยายห่างออกยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

ความสำเร็จของโครงการพัฒนาตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นที่ประจักษ์ตลอดระยะเวลายาวนานว่า ได้ช่วยให้ประชาชนจำนวนมากมาย มีการพัฒนาควบคู่กันทั้งทางด้านวัตถุ และทางด้านจิตใจ ประชาชนที่ยากจนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และสามารถพึ่งตนเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยเงินอุดหนุนจากภาครัฐ และการเข้าถึงทรัพยากรสาธารณะอย่างที่เคยเป็นมา จึงนับเป็นประสบการณ์ที่หาได้ยากยิ่ง

ประสบการณ์แห่งความสำเร็จที่ประเทศไทยได้รับจากโครงการพัฒนาตามหลัก "เศรษฐกิจพอเพียง" และ "ทฤษฎีใหม่" ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาจากพระวิสัยทัศน์ พระปรีชาสามารถ และพระจริยวัตรที่ทรงมุ่งมั่นด้วยพระเมตตา ต่อพสกนิกรชาวไทยที่จำนวนมากมาย ประสบความยากลำบากในการประกอบอาชีพ ไม่อาจพึ่งตนเอง และขาดแนวทางออกที่จะนำไปสู่การบริหารเศรษฐกิจของครัวเรือนอย่างเหมาะสม หรือสามารถลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนต่างๆ ได้

ในทางเศรษฐศาสตร์พัฒนาการ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่มีนัยสำคัญที่ค่อนข้างแตกต่างจากแนวคิดทั่วๆ ไป ทั้งทางด้านแนวคิดทางทฤษฎี นโยบายการพัฒนา และผลในภาคปฏิบัติซึ่งนัยเหล่านี้ บ่งบอกถึงแนวทางที่พึงมีการนำไปศึกษา และประยุกต์ใช้โดยกว้างขวาง

(1) นัยทางด้านทฤษฎี

การศึกษาทางเศรษฐศาสตร์มักเน้นในตัวแปรที่วัดได้เช่น การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งถ้าหากมองเฉพาะในองค์ประกอบส่วนนี้ ประเทศยากจนยากที่จะเติบโตทันประเทศที่ร่ำรวยด้วยเหตุที่อยู่ในกับดักของ "วัฏจักรแห่งความยากจน" (vicious circle of poverty) ทฤษฎีหลักที่มีอิทธิพลมากนี้ เชื่อว่าการออมที่ต่ำจะทำให้การสะสมทุน และการผลิตต่ำตามไปด้วย ทางออกสำคัญคือการนำเข้าทุนจากต่างประเทศ ซึ่งจากประสบการณ์แล้วก็มีประเทศจำนวนหนึ่ง ที่สามารถเติบโตได้ในเกณฑ์ที่สูงเช่นไทยและประเทศอุตสาหกรรมใหม่ในเอเชีย แต่ประเทศเหล่านี้ ต้องเผชิญวิกฤตการณ์ที่เจ็บปวด ในช่วงปี 2540-2541 และกลับมาอ่อนด้อยลงเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว

นี่ไม่ได้หมายความว่า ทฤษฎีเหล่านี้ผิดพลาด หากทว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจนั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย มิใช่เพียงปัจจัยเศรษฐกิจในระดับมหภาคเท่านั้น ประเทศที่เผชิญวิกฤตจำนวนมากมักพึ่งพาเงินทุนและการกู้ยืมจากต่างประเทศ โดยที่มิได้มีการเพิ่มพูนการออมภายในประเทศอย่างเพียงพอแล้วนำการออมเหล่านั้น ไปใช้เพื่อสนองความจำเป็นในอนาคต ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การปล่อยสินเชื่อมีปัญหาความเสี่ยงมากมาย และมิได้นำไปสู่การสะสมทุนที่มีคุณภาพ

หลักเศรษฐกิจพอเพียงให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงระดับจุลภาค และสามารถชี้ให้เห็นกลไกใหม่ ที่จะตัดการบริโภคที่มากเกินไปได้ โดยที่กลไกใหม่นี้เป็นกระบวนการภายในของหน่วยเศรษฐกิจ มิใช่การแทรกแซงจากภายนอก หรือจากการตัดสินใจของภาครัฐ

เกษตรกรที่ยากจนย่อมมีรายได้ที่หยุดนิ่ง ดังนั้น ความพยายามที่จะบริหารการผลิต การใช้ทรัพยากร และการใช้จ่ายอย่างระมัดระวังสามารถช่วยประคับประคองฐานะ หรืออาชีพไว้ได้แม้ในยามที่สภาพการณ์เลวร้าย ความสามารถในการตัดสินใจบนพื้นฐานของทรัพยากรการผลิตที่มีอยู่ มิให้ต้องเบียดเบียนทรัพยากรของภาคสาธารณะ หรือแสวงหาแย่งชิงจากผู้อื่นจึงอาจเป็นกุญแจที่สำคัญ

ทฤษฎีใหม่ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ความสำคัญกับการที่เกษตรกรต้องมีแหล่งน้ำของตนเองที่คุ้มค่าในทางเศรษฐกิจ ไม่พึ่งแหล่งน้ำสาธารณะแต่ถ่ายเดียว ส่งผลให้การใช้ทรัพยากรน้ำในภาคการเกษตรอันเป็นสังคมพลังน้ำ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และในยามที่ขาดแคลนน้ำ เกษตรกรจะยังสามารถพึ่งตนเองได้โดยไม่เดือดร้อน เพราะมีแหล่งน้ำพอเพียงสำหรับการผลิตและเลี้ยงดูครอบครัว

การจัดการทรัพยากรน้ำที่ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกันในระดับพื้นที่กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เกษตรกรเพิ่มพูนรายได้ และผลผลิตทั้งในระดับย่อยและระดับรวม ซึ่งเมื่อเกษตรกรยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ไม่หลงใหลไปตามลัทธิบริโภคนิยม หรือการหวังผลสูงจากการใช้จ่ายที่มากเกินตัว การออมจะเพิ่มมากขึ้นตามมา เกษตรกรมีความเสี่ยงทางด้านการผลิตลดน้อยลง ความมั่นคง และความสุขในการดำรงชีวิต ของเกษตรกรที่ยากจนยกระดับสูงขึ้น ภาระทางการเงินการคลังของรัฐที่ใช้กับการชลประทาน และความจำเป็นต้องอุดหนุนสินค้าการเกษตรย่อมผ่อนคลายลงไปตามการแย่งชิงทรัพยากรที่ลดลง ทั้งนี้ เพราะเป็นการลดผลกระทบทางลบ (externalities) ที่มีต่อภาคสาธารณะและเกษตรกรรายอื่นๆ อย่างได้ผล

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่จึงเป็นทางออกที่จะช่วยให้ประชาชนที่ยากจน มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นโดยไม่ต้องตักตวงจากผู้อื่นหรือต้องแสวงหาโอกาสจากการพึ่งเงินทุนที่ไกลจากตน ประเทศที่เดินตามแนวพระราชดำรินี้จะมีความเสี่ยงที่ลดลง และไม่ต้องพึ่งการก่อหนี้จากต่างประเทศ ซึ่งโดยฟื้นฐานแล้วก็คือการใช้จ่ายเกินตัวนั่นเอง

 

(2) นัยทางด้านนโยบาย

การพัฒนาเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นองค์รวม มิใช่เฉพาะด้านเศรษฐกิจการเงินล้วนๆ ปัจจัยทั้งทางด้านสังคม และวัฒนธรรมมีส่วนเชื่อมโยงอยู่อย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมที่มีส่วนเกินทางเศรษฐกิจน้อย ดังนั้น นโยบายการพัฒนาจึงต้องปรับให้เหมาะสมกับสังคมนั้นๆ

กลยุทธ์การพัฒนาโดยทั่วไปมักพิจารณาเสนอให้มุ่งเน้นในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง เช่น กลยุทธ์ที่เน้นการส่งออก หรือกลยุทธ์ที่เน้นเศรษฐกิจภายในหรือทดแทนการนำเข้า โดยในทางปฏิบัติบางท่านอาจไม่มั่นใจนักและเสนอให้ดำเนินกลยุทธ์ทั้งสองแนวทางควบคู่ไปด้วยกัน

สำหรับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีใหม่ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การเปลี่ยนแปลงจะมุ่งที่การพึ่งพาอาศัยตนเอง มิได้มุ่งทางใดทางหนึ่งที่ไม่สมดุลต่อตน และมิใช่การเป็นเศรษฐกิจปิดที่ปฏิเสธความสัมพันธ์กับโลกภายนอก กลยุทธ์การพัฒนามีลักษณะที่แตกต่างกัน ตามขั้นตอนของการพัฒนา (stages)ได้แก่ (1) การสร้างระบบการผลิต ที่ประหยัดเลี้ยงตัวเองได้ (2) การร่วมมือเป็นกลุ่มก้อนในด้านการผลิต การตลาด การศึกษา สวัสดิการ และทางด้านสังคมและศาสนา และ (3) การประสานงานกับแหล่งทุนและสาขาเศรษฐกิจการค้าอื่นๆ เพื่อยกระดับศักยภาพไปในขอบเขตที่กว้างยิ่งขึ้น

โดยนัยนี้ทิศทางใหม่ทางด้านนโยบายจะต้องมีการปรับเปลี่ยนไปสู่มาตรการที่ให้ความสำคัญกับลักษณะเฉพาะ (specific measures) และอาจต้องมีการนำองค์ประกอบใหม่ๆ เช่นข้อเท็จจริงในระดับจุลภาค และกระบวนการที่เริ่มต้นจากระดับชุมชนเข้ามาใช้ในการกำหนดมาตรการอย่างเป็นระบบ

 

(3) นัยทางด้านการปฏิบัติ

นโยบายเพื่อการพัฒนามักมิใช่นโยบายทั่วไปที่ทำงานผ่านระบบตลาด การแปรนโยบายไปสู่การปฏิบัติเป็นปัญหาหลัก เพราะโครงการต่างๆ จำเป็นต้องมุ่งที่กลุ่มเป้าหมายที่เป็นประชากรที่ยากจนหรือเกษตรกรรายย่อย ไม่ควรเป็นการใช้ทรัพยากรเพื่อการพัฒนา ให้หมดสิ้นไปอย่างสิ้นเปลือง โดยกระจายออกนอกกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ ของมาตรการนั้นๆ

ในภาคปฏิบัติ โครงการของรัฐโดยทั่วไปอาจสงเคราะห์กลุ่มเป้าหมายได้ในระดับหนึ่งแต่เสี่ยงอย่างมากต่อความล้มเหลว เนื่องจากการเข้าไปช่วยเหลือในหน่วยงานของรัฐจะเน้นที่ปริมาณซึ่งเป็นผลงานที่วัดได้ง่าย และมีความโน้มเอียงก็จะเข้าไปครอบงำการตัดสินใจของประชาชน ทำให้มิอาจพึ่งพาตนเองได้

โครงการตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงเน้นการเปลี่ยนแปลงที่พฤติกรรมและการตัดสินใจของประชาชนเอง การช่วยเหลือจากรัฐเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของการพัฒนาในภาพรวม

ปกติแล้วการเปลี่ยนแปลงผ่านการปฏิบัติในระดับโครงการต้องใช้เวลายาวนาน ทว่าการบริหารทรัพยากรตามทฤษฎีใหม่ มีความแยบคายอย่างมาก เพราะเกษตรกรสามารถใช้เป็นแนวปฏิบัติอย่างสอดคล้องกับความเหมาะสมทางเทคนิค พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงศึกษาพฤติกรรมของเกษตรกร และทรงชี้แนะให้เกษตรกรรายย่อย มีแนวปฏิบัติรวมทั้งสูตรที่เข้าใจได้ง่าย ด้วยการจัดสรรที่ดินเป็น 4 ส่วน ให้เป็นแหล่งน้ำหรือสระ (30%) แหล่งเพาะปลูกพืชหลักคือข้าว (30%) แหล่งเพาะปลูกอื่นๆ (30%) และแหล่งที่อยู่อาศัยและโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ (10%) ทั้งนี้ ได้ทรงคำนวณค่าเฉลี่ยสำหรับเกษตรกรรายย่อยซึ่งถือครองที่ดินประมาณ 15 ไร่ ว่าจะต้องการแหล่งน้ำขนาด 10,000 ลูกบาศก์เมตร (หรือ 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อพื้นที่เพาะปลูก 1 ไร่) หรือประมาณ 3 ไร่ สำหรับการเพาะปลูกตลอดปี

สูตรทั่วไปตามทฤษฎีใหม่ ช่วยให้เกษตรมีแหล่งน้ำของตนเอง และเมื่อการเปลี่ยนแปลงในระดับครัวเรือนนี้ เป็นไปอย่างกว้างขวางความสำเร็จก็จะยิ่งทวีเพิ่มขึ้น เนื่องจากการแย่งชิงทรัพยากรน้ำลดลงไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่แหล่งน้ำมีเพิ่มมากขึ้นในระดับไร่นา รัฐสามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างตรงจุด ด้วยการเพิ่มแหล่งน้ำ ที่เป็นอ่างขนาดเล็ก ที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างแหล่งน้ำขนาดใหญ่เช่นเขื่อน กับสระน้ำย่อยของเกษตรกร

การบริหารทรัพยากรน้ำทั้งทางด้านอุปสงค์และอุปทานให้เกิดการปฏิบัติที่เกษตรกรเดินไปในแนวทางเดียวกันนี้ น่าจะเป็นตัวแปรที่สำคัญและช่วยนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ (big push) แทนที่การปฏิบัติของเกษตรกรเฉพาะบางรายโดยที่รายอื่นๆ ยังคงพึ่งแหล่งน้ำสาธารณะ อันจะเป็นการเหนี่ยวรั้งการพัฒนามิให้ขับเคลื่อนไปได้

ในวงการเศรษฐศาสตร์พัฒนาการ การศึกษาส่วนใหญ่มักเป็นการประยุกต์แบบจำลอง ที่สมมุติให้ประชาชน มีเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ (rational) ตามตำรา จึงเป็นนามธรรม และมักไม่เกี่ยวข้องกับปัญหาปฏิบัติที่เกษตรกรประสบอยู่จริง ทำให้ยากที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เห็นผล

การศึกษาพฤติกรรมจากภาคปฏิบัติเพื่อมุ่งให้เกิดข้อสรุปสำหรับการพัฒนาในระดับไร่นาโดยตรง ดังเช่นทฤษฎีใหม่นั้นจึงเป็นมิติใหม่

การศึกษาต่างๆ ไม่ว่าจะเริ่มต้นจากความเข้าใจแบบตะวันตก หรือตะวันออก น่าจะได้รับการปรับปรุง ให้มุ่งบรรลุเป้าหมายที่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสำหรับผู้ที่ด้อยโอกาส ดังที่ปรากฏเป็นโครงการต่างๆ มากมายตามแนวพระราชดำริ อันเป็นเศรษฐศาสตร์เพื่อพสกนิกรในพระมหากรุณาธิคุณโดยแท้

หน้า 6