|
||||||||||||||
|
เปชาวะ ไคเบอร์ สวัต
และ ละฮอร์
คอลัมน์ คนเดินตรอก โดย วีรพงษ์ รามางกูร ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3808 (3008) ได้เคยเล่าเรื่องไปเมืองอิสลามาบัด กับเมืองตักสิลา เมื่อคราวไปเที่ยวปากีสถานมาแล้ว คราวนี้ขอเล่าต่อเพราะยังไปอีกหลายเมือง คือไปเมืองเปชาวะ สวาต หรือสวัต ช่องแคบไคเบอร์ แล้วอีกวันก็ไปละฮอร์ ซึ่งอยู่ติดชายแดนอินเดีย ที่อยากไปเมืองเปชาวะก็เพราะสมัยเรียนอยู่ที่คณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ อาจารย์ ดร.ลิเดีย ณ ระนอง ท่านสอนภาษาอังกฤษ ตอนอยู่ปีที่สองเทอมต้น หนังสืออ่านนอกเวลาที่ท่านให้อ่านเป็นนวนิยายเรื่อง "ลับขอบฟ้า" หรือ "Lost Horizon" เป็นเรื่องในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง พระเอกเป็นนักบินอังกฤษ เอาเครื่องขึ้นที่เมืองเปชาวะ แล้วหลงทางไปพบนางเอกอายุหลายร้อยปีที่เมือง "ลับแล" หรือ "แชงการีลา" รู้สึกประทับใจมาก ก็เลยอยากไปดู เมืองเปชาวะหรือที่พระองค์เจ้าหญิงวิภาวดีรังสิต ทรงเรียกว่าเมือง "ปุษกราวดี" หรือ "ปุรุษปุระ" หรือ "บุรุษบุรี" หรือเมืองผู้ชายนั้นเอง เพราะสมัยพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช เคยเรียกว่า "Pushkaravati" สมัยต่อมาเรียกว่า "Purushpura" สมัยเมื่อ 2,000 ปี หลังพุทธกาลประมาณ 500 ปี เคยเป็นเมืองหลวงของแคว้นคันธารราษฎร์ มาสมัยพระเจ้าอักบาร์ราชวงศ์โมกุล เมื่อ 300 ปีนี้เองจึงเปลี่ยนชื่อเป็นเปชาวะหรือ เปชาเวอร์ แปลว่า เมืองหน้าด่าน คนส่วนใหญ่เป็นคนปาทาน หรือที่เราเรียกว่าแขกปาทาน ไปเปชาวะหรือเปชาเวอร์คราวนี้นั่งรถยนต์ไปตามไหล่เขาที่ศุศีล ไปถึงก็เข้าไปรับประทานอาหารกลางวันที่โรงแรมห้าดาวหรูหราแห่งหนึ่ง เป็นบุฟเฟ่ต์อาหารแขก สั่งเบียร์ไม่มีแอลกอฮอล์มาดื่ม รสชาติแปลกดี ไปเดินชมเมืองก็ไม่สู้จะมีอะไร ตามทางที่รถยนต์ผ่านมา บ้านช่องทำเหมือนกล่องไม้ขีด จะไม่ค่อยเห็นผู้หญิงหรือถ้าจะเห็นก็คลุมหน้าหมดเห็นแต่ลูกนัยน์ตา ท่านหญิงวิภาวดีทรงเล่าว่าเหมือนเต็นท์เดินได้ เข้าไปในตลาดสดซึ่งมีขายทั้งอาหารสด อาหารสำเร็จรูป แต่ทั้งตลาดไม่มีผู้หญิงเลย ผู้ขายผู้ซื้อที่เดินกันขวักไขว่เป็นผู้ชายทั้งหมด ที่นี่เขาถือศาสนาอิสลามเคร่งครัดมาก ผู้หญิงอยู่แต่ในบ้านทั้งนั้น ตกลงไม่ค่อยสมหวังเท่าไหร่เพราะเมือง "บุรุษบุรี" เป็นเมืองค่อนข้างใหญ่ ไม่ค่อยมีอะไร จึงออกเดินทางต่อไป ที่ช่องแคบไคเบอร์ ตลอดทางที่เดินทางจากเปชาวะไปช่องแคบ ไคเบอร์ เห็นแต่ความยากจน มีค่ายผู้อพยพจากอัฟกานิสถาน หนีการสู้รบมาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ช่องเขาไคเบอร์นี้มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน เพราะเป็นเส้นทางหนึ่งที่เป็นทางผ่านจากชมพูทวีป ไปเปอร์เซีย หรืออิหร่าน ไปตะวันออกกลางและยุโรป เมื่อสมัยโบราณเป็นทางผ่านของชนชาติอริยกะ กรีก มองโกล และเปอร์เซียผ่าน เมื่อปี พ.ศ.217 กองทัพพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ก็เคยผ่านช่องเขาไคเบอร์นี้เข้าตีเมืองตักสิลาและเมืองปาตลีบุตร เมืองหลวงของแคว้นมคธ ซึ่งเดี๋ยวนี้คือเมือง ปัตนะ หรือ Patna ในแคว้นพิหารในอินเดีย แต่ตัวพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ไม่ได้เสด็จผ่านช่องแคบไคเบอร์นี้ พระองค์เสด็จผ่านช่องเขามะละกันด์ ซึ่งอยู่เหนือช่องไคเบอร์นี้ราวๆ 65 กิโลเมตร แต่มาห์มุดกัชนาวี บาร์บาร์ นาเดียซาห์ กษัตริย์เปอร์เซีย ยกกองทัพเข้าตีชมพูทวีปผ่านช่องไคเบอร์นี้ แล้วก็เอาบัลลังก์นกยูงประดับเพชรพลอยอลังการของชาห์ เจฮาน กษัตริย์โมกุลกลับไปอิหร่านก็ผ่านช่องไคเบอร์นี้ ทุกวันนี้ก็ยังอยู่ที่อิหร่าน ก่อนถึงช่องไคเบอร์มีตลาดของหนีภาษี รวมทั้งกัญชา ยาฝิ่นจากอัฟกานิสถานวางขายกันอย่างเปิดเผย พวกเราจึงเดินทางต่อไปจนถึงช่องเขาอันเป็นชายแดนระหว่างปากีสถานกับอัฟกานิสถาน ไปได้แค่นั้นทางการห้ามไม่ให้ล้ำเขตเข้าไปเพราะวันก่อนมีระเบิด ชายแดนจึงถูกปิด ประชาชนทั้งสองฟากเท่าที่มองเห็นรูปร่างหน้าตา แต่งกาย และพูดภาษาปาทานเหมือนกันหมด ที่น่าทึ่งก็คือเป็นช่องเขาที่ค่อนข้างทุรกันดาร มีทหารทั้งสองประเทศคอยเฝ้าอาณาเขตดูหน้าตาดุดันบอกบุญไม่รับ ทั้งๆ ที่เป็นชนชาติปาทานเหมือนกัน ต่อจากนั้นก็เดินทางมาเมืองสวาต หรือสวัต หรือ "Swat" หนทางไปเมืองสวัตเป็นถนนไต่ไปตามเทือกเขา แต่ก็ไม่สูงเท่าใดนัก เมืองสวัตนั้นเดิมเป็นเมืองพุทธศาสนาอย่างแท้จริง คือตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 400 เรื่อยมาถึงพุทธศตวรรษที่ 13 และยังคงอยู่จนถึงพุทธศตวรรษที่ 20 คือตั้งแต่สมัยพระเจ้ากนิษกะมาเป็นเวลากว่า 600 ปี เมืองสวัตสมัยโบราณเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนาของแคว้นคันธารราษฎร์ ในสมัยราชวงศ์คุปตะ เคยมีเจดีย์สถานมากมายประมาณ 1,500 เจดีย์ พุทธศาสนานิกายตันตระ ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของฝ่ายมหายานแบบทิเบตและภูฏานก็เริ่มที่เมืองสวัตนี้ ทุกวันนี้ประชาชนที่เมืองสวัตเป็นชาวมุสลิม แต่ที่นี่ยังเต็มไปด้วยโบราณสถาน พระพุทธรูปสลักบนหน้าผา สถูป เจดีย์ ที่เชื่อว่าภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และพระบรมอังคาร พระพุทธรูปมากมาย ทางการได้เคลื่อนย้ายไปเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์สถาน แต่บรรยากาศในหุบเขาเมืองสวัต ซึ่งเป็นเมืองไม่ใหญ่นักก็เป็นเหมือนเมืองโบราณทางพุทธศาสนาที่มีโบราณสถานทางพุทธศาสนาสลักหักพังให้เห็น โดยการอนุรักษ์ของรัฐบาลปากีสถานคล้ายกับเมืองโบราณสุโขทัยของเราซึ่งน่าชมเชย ออกจากเมืองสวัตก็ค่อนข้างค่ำ อากาศเย็นลงอย่างรวดเร็ว ลงมาจากภูเขาผ่านเมืองเล็กเมืองน้อยในที่ราบ ผู้คนออกมาจ่ายตลาดในตอนกลางคืนกันมากมาย แต่อย่างที่เล่าแล้วมีแต่ผู้ชายทั้งนั้น มองหาผู้หญิงไม่เห็นเลย มาถึงกลางทางเห็นชาวบ้านในเต็นท์ขนาดใหญ่ขายน้ำชากับโรตี จึงหยุดรถแล้วสั่งน้ำชามายืนดื่ม และรับประทานกับโรตี เด็กๆ ชาวบ้านมายืนมุงพวกเรากันยกใหญ่ พร้อมกับพูดว่า "ไชนีส ไชนีส" คงนึกว่าพวกเราเป็นคนจีน น้ำชาชาวบ้านรสชาดเข้มข้น แล้วก็ใส่นมที่ค่อนข้างมันมีกลิ่นเนยค่อนข้างฉุน ในเต็นท์มีเตาไฟต้มน้ำด้วยฟืน ไม่มีผู้หญิงให้เห็นตามเคย คนขายและผู้ช่วยเป็นผู้ชายทั้งนั้น กลับมาถึงอิสลามาบัดค่อนข้างดึกแล้วก็ค่อนข้างหิว ระหว่างทางไม่ได้แวะรับประทานอาหารกันเลย มีแต่โรตีกับอาหารขบเคี้ยวเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็มีความสุขดี เพราะได้เห็นอะไรๆ ที่ไม่นึกว่าจะได้เห็นหลายอย่าง เช่น เมืองพุทธศาสนาโบราณในประเทศมุสลิมที่เคร่งครัด เป็นต้น รุ่งขึ้นอีกวันก็เตรียมตัวแต่เช้าเพื่อเดินทางไปเมืองละฮอร์ คำว่าละฮอร์ พระองค์หญิงวิภาวดีทรงเล่าว่ามาจากคำว่า "ลวปุระ" หรือ "ลพปุระ" หรือ "ลพบุรี" เรานี้เอง ทรงเล่าว่า ละฮอร์แม้จะเป็นเมืองเก่า แต่ก็ไม่มีใครทราบอะไรมาก จนเมื่อประมาณ 900 ปีเศษมานี้เอง เมื่อมามุดแห่งกัชนา จากอัฟกานิสถานคือพระเจ้าราชปุต แห่งราชวงศ์ศากยะมาตีได้ กษัตริย์ศากยะซึ่งเป็นฮินดู เรียกเมืองละฮอร์ว่า "ปัญจะละนคร" หรือ Panchalanagar เมืองละฮอร์มาเจริญรุ่งเรืองมากขึ้นในสมัยราชวงศ์โมกุล พระเจ้าอักบาร์ แห่งราชวงศ์โมกุลมาสร้างวัง และสุสานของพระราชวงศ์ที่ส่งมาครองอยู่ที่นี่มีอยู่หลายแห่ง รวมทั้งที่ตั้งของทำเนียบผู้ว่าการของแคว้นปัญจาบ ที่อยู่ในส่วนของปากีสถานนี้ด้วย ที่เมืองละฮอร์นี้มีพระราชวังใหญ่โต เป็นพระราชวังโบราณที่นี่จะเรียกพระราชวังว่าป้อมปราการ หรือ fort เพราะพระราชวังสร้างเป็นป้อมปราการ แล้วมีประสาทราชวังอยู่ข้างในชั้นบน พระราชวังแห่งนี้สร้างโดยพระเจ้าอักบาร์ เริ่มสร้างเมื่อปี พ.ศ.2099 คือประมาณ 450 ปีก่อน แล้วก็สร้างต่อมาเรื่อยๆ จนถึงปี 2149 คือใช้เวลาสร้างประมาณ 50 ปี โดยจักรพรรดิของโมกุล โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ชาห์เจฮัน จักรพรรดิผู้สร้างทัชมาฮาล ออรังเซปผู้ยึดอำนาจจากพระราชบิดาก็สร้างต่อ ต่อมาเมืองละฮอร์ถูกโจมตีและถูกยึดโดยกษัตริย์ซิกห์ พระเจ้ารณชิตสิงห์ กษัตริย์ซึ่งเป็นซิกห์ ก็ได้เสด็จมาประทับอยู่ที่นี่ พระราชวังสร้างสูงใหญ่โตมาก มองจากข้างบนจะเห็นกว้างออกไปโดยรอบบริเวณถ้าข้าศึกมาโจมตี มีห้องหับสำหรับทรงพระสำราญมากมายหลายห้อง รวมทั้งมีอุทยานสร้างอยู่ข้างบนมหาราชวังนี้ด้วย ที่น่าดูอีกแห่งหนึ่งก็คือสุสานที่ฝังพระศพของพระจักรพรรดิเจฮาน กีร์ ซึ่งสร้างโดยพระราชโอรสที่ครองราชย์ต่อมาคือ ชาห์ เจฮาน ในปี พ.ศ.2180 เจฮัน กีร์ เป็นพระโอรสของพระเจ้าอักบาร์ เดิมเป็นสุสานฝังพระศพพระนางนูร์ เจฮัน มเหสีคนโปรด สุสานงดงามเหมือนเป็นพระราชอุทยาน แต่งสวนแบบโมกุลและยังงดงามจนทุกวันนี้ ตัวสุสานที่ฝังพระศพของชาห์เจฮัน กีร์ทำด้วยหินสีแดงสลับด้วยหินอ่อน หลังคาแบนไม่มีโดมเหมือนทัชมาฮาล หีบพระศพทำด้วยหินอ่อนสีขาว ทำลวดลายและประดับด้วยพลอยสีต่างๆ มีหอสูงรูปแปดเหลี่ยมอยู่ทั้งสี่มุม ใกล้ๆ กับสุสานของชาห์เจฮัน กีร์ เป็นสุสานของอาซัพ ข่านบิดาของพระนางมุมตัส มาฮาล ซึ่งเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าชาห์ เจฮันมาก เมื่อสิ้นพระชนม์ลงจึงสร้างสุสานทัชมาล ให้ที่เมืองอัคระอย่างที่เรารู้กัน อาซัพ ข่านผู้นี้เป็นเจ้าผู้ครองนครละฮอร์จนสิ้นชีวิตลงในปี 2184 อาซัพ ข่านนอกจากจะเป็นพระบิดาของมุมตัส มาฮาลแล้ว ยังเป็นพี่ชายของพระนางนูร์ เจฮัน มเหสีคนโปรดของชาห์เจฮัน กีร์ด้วย พระนางจึงมีสุสานอยู่ใกล้ๆ กับสุสานของพระเจ้าเจฮัน กีร์ด้วย ตอนเย็นกลับมาที่โรงแรม และนั่งรถออกไปชมเมืองละฮอร์ หรือเมืองลวปุระ หรือลพบุรี อันเป็นชื่อเดิม ดูก็จะเห็นว่าเป็นเมืองใหญ่ มีมัสยิด หรือสุเหร่า ขนาดใหญ่สวยงาม มีไฟฟ้าส่องให้ เห็นอาคารที่มีลวดลายอย่างวิจิตรแบบสถาปัตยกรรมโมกุลหลายแห่ง แต่เสียดายไม่มีเวลาพอในวันรุ่งขึ้นที่จะไปดูให้ทั่ว วันรุ่งขึ้นเดินทางไปที่ชายแดนระหว่างปากีสถานและอินเดีย ซึ่งแบ่งเขตแดนกันกลาง ทุ่งนาที่ปลูกข้าวสาลี โดยการกั้นรั้วลวดหนามเป็นทางยาว มีถนนเชื่อมระหว่างสองประเทศ กลางถนนมีด่านทั้งของฝั่งปากีสถานและฝั่งอินเดีย ที่น่าดูก็คือทั้งฝั่งอินเดียและฝั่งปากีสถาน มีทหารยามแต่งตัวแบบราชองครักษ์สวยงามมาก โดยเลือกทหารรูปร่างสูงใหญ่ เมื่อเข้ายืนเทียบเพื่อถ่ายรูปศีรษะเราจะสูงเพียงราวนมของทหารราชองครักษ์เท่านั้นเอง ถามเขาว่าเขาสูงเท่าไหร่ เขาตอบว่าเขาสูง 2 เมตรกับ 10 ซ.ม. ยืนตัวตรงไม่กระดิกแต่พูดได้ ทางด้านอินเดียก็มีทหารแต่งกายสวยงามเช่นเดียวกัน แต่คนละแบบ สูงใหญ่เท่าๆ กัน แต่ที่สำคัญมีป้ายขนาดใหญ่หันมาทางปากีสถาน เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า นี่คือ "ประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลก" เป็นการเยาะเย้ยปากีสถานไปในตัว เพราะปากีสถานก็เหมือนประเทศไทย ตั้งแต่ได้รับเอกราชมาก็มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง มีรัฐบาลที่มาจาก การปฏิวัติรัฐประหารสลับกันไปมา ขณะนี้ประธานาธิบดีเป็นทหารทำการปฏิวัติ แล้วมา ตั้งพรรคการเมืองลงสมัครรับเลือกตั้ง เป็นรัฐบาลประชาธิปไตยแบบครึ่งใบ ตามที่หนังสือพิมพ์ในเมืองไทยชอบเรียกกันในสมัยรัฐบาลป๋าเปรม ขากลับมาอิสลามาบัดนั่งรถมาตามทางด่วน รัฐบาลปากีสถานให้สัมปทานกับบริษัทยักษ์ใหญ่ ที่เป็นแชโบของเกาหลีใต้ก่อสร้างแล้วให้เก็บค่าผ่านทางเอาเอง ดูแล้วสงสัยจะขาดทุน เพราะ มีรถวิ่งน้อยมาก ส่วนมากเป็นรถบรรทุก ระหว่างทางเป็นที่แห้งแล้งไม่ค่อยจะมีต้นไม้ขึ้น พื้นดินเป็นหินเป็นทรายเสียส่วนใหญ่ ผ่านหมู่บ้านเป็นหย่อมๆ ดูแล้วเป็นหมู่บ้านที่น่าจะยากจนสร้างเป็นกล่องสี่เหลี่ยมหลังคาแบนๆ ไม่ต้องมุง เพราะฝนมีน้อย ตลอดทางเห็นร่องน้ำแห้งผาก จะมีน้ำบ้างตอนฝนตกซึ่งไม่มาก เขาเล่าว่าที่ตั้งหมู่บ้านเพราะมีบ่อน้ำที่พออาศัยได้ ดูแล้วไม่รู้ว่าจะเพาะปลูกอะไรได้ นอกจากจะนำโครงการชลประทานมาให้ พวกเราคนไทยโชคดีที่พื้นที่ของเราอุดมสมบูรณ์ ปากีสถานนั้นเป็นบริเวณที่มีอารยธรรม เก่าแก่กว่า 3,000 ปี จึงมีโบราณสถานมากมาย เป็นเส้นทางที่ชนชาวอริยกะจากยุโรปเดินทางมา สู่ชมพูทวีป เคยเป็นบริเวณที่รุ่งเรืองด้วยวัฒนธรรมของศาสนาพราหมณ์ แล้วก็กลายเป็นศูนย์กลางของศาสนาพุทธสายเถรวาท ต่อมาก็เป็นสายมหายาน แล้วกลับมาเป็นศาสนาพราหมณ์ เพิ่งมาเป็นมุสลิมเมื่อ 500-600 ปีนี้เอง จึงมีประวัติศาสตร์ซึ่งก่อสร้างของทุกศาสนา รวมทั้งวัดซิกห์ด้วย พวกเราคนไทยไม่ค่อยจะทราบว่ามีสถานที่เก่าแก่โบราณอยู่ที่ปากีสถานมากมาย ปากีสถานแม้จะเป็นรัฐอิสลามแต่ก็อนุรักษ์ทะนุบำรุงศาสนาสถานของทุกศาสนาไว้เป็นอย่างดี อย่างน่าชื่นชม แต่การเดินทางในปากีสถานค่อนข้างลำบากหน่อย เพราะทางยังไม่ค่อยดี ถ้ามีโอกาสอยากไปอีก เพราะท่านทูตพิษณุ จันทร์วิทัน ชวนอยู่ยิกๆ หน้า 50
|