หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ เครื่องมือของใคร ? (1)

คอลัมน์ รอบรั้วการเงิน โดย ขอบสังเวียน ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3808 (3008)

ในปัจจุบันนี้กล่าวได้ว่า นักลงทุนเริ่มมีความรู้ความเข้าใจเรื่องการลงทุนในด้านต่างๆ มากขึ้น บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) ต่างๆ ก็เริ่มที่จะมีการนำเสนอช่องทางการลงทุนใหม่ๆ ให้แก่นักลงทุนเพื่อเป็นทางเลือกในการลงทุน ทางเลือกหนึ่ง ที่มีการกล่าวถึงมากในปัจจุบันก็คือ "กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์" ซึ่งได้รับการคาดหวังจากหลายๆ ฝ่ายว่าน่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งที่ดี สำหรับการลงทุน แต่ก็มีบางประเด็นที่อดจะเป็นห่วงไม่ได้ว่า นักลงทุนมีความเข้าใจมากน้อยแค่ไหน กลัวว่าจะเหมือนธุรกิจกองทุนรวมสมัยแรกๆ ที่มีความเข้าใจคลาดเคลื่อน จนเป็นเหตุให้ธุรกิจกองทุนรวมไม่ได้รับความไว้วางใจจากนักลงทุนในช่วงเวลาหนึ่ง จึงขอนำเสนอความเห็นเกี่ยวกับกองทุนรวมอสังหาฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจให้แก่นักลงทุน

หากมีการกล่าวถึงกองทุนรวมอสังหาฯแล้ว ขอให้ทำความเข้าใจก่อนเลยว่า ในปัจจุบันตามประกาศ ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้มีการแบ่งออกเป็น 3 ประเภท กล่าวคือ

1.กองทุนรวมอสังหาฯที่จัดตั้งขึ้นเพื่อจำหน่ายหน่วยลงทุนแก่นักลงทุนสถาบัน โดยมีวัตถุประสงค์นำเงินที่ได้ไปซื้อ หรือเช่าอสังหาริมทรัพย์ หรือลงทุนในสิทธิเรียกร้องที่เกิดจากการประกอบธุรกิจ ของสถาบันการเงินที่มีอสังหาริมทรัพย์ เป็นหลักประกัน ซึ่งนักลงทุนบางท่านอาจจะเรียกว่า "กอง 2"

2.กองทุนรวมอสังหาฯที่จัดตั้งขึ้นเพื่อจำหน่ายหน่วยลงทุนแก่นักลงทุนสถาบัน โดยมีวัตถุประสงค์นำเงินที่ได้ไปซื้อหรือเช่าอสังหาฯ หรือลงทุนในสิทธิเรียกร้องหรือในทรัพย์สินอื่น เพื่อแก้ไขปัญหาในระบบสถาบันการเงิน ซึ่งนักลงทุนบางท่านอาจจะเรียกว่า "กอง 4"

กองทุนทั้ง 2 ประเภทดังกล่าว ขายหน่วยลงทุนให้แก่ "นักลงทุนสถาบัน" เท่านั้น ไม่ขายหน่วยลงทุนให้แก่นักลงทุนรายย่อย ส่วนใครเป็นนักลงทุนสถาบันนั้น ก็เป็นไปตามประกาศของคณะกรรมการ ก.ล.ต. ผมขออนุญาตไม่กล่าวในที่นี้ ส่วนความแตกต่างของ "กอง 2" กับ "กอง 4" ก็คือ "กอง 2" ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือสิทธิเรียกร้องที่มีอสังหาริมทรัพย์เป็นหลักประกัน ส่วน "กอง 4" ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือสิทธิเรียกร้องหรือทรัพย์สินอื่น (สิทธิเรียกร้องดังกล่าวไม่จำเป็นต้องมีอสังหาริมทรัพย์เป็นหลักประกัน) ซึ่ง ก.ล.ต.มีวัตถุประสงค์ที่จะให้มีการจัดตั้งกองทุนทั้ง 2 ประเภทนี้ เพื่อเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาในระบบสถาบันการเงิน ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่านมานั่นเอง

3.กองทุนรวมอสังหาฯที่จัดตั้งขึ้นเพื่อนำเงินที่ได้ไปซื้อหรือเช่าอสังหาริมทรัพย์ และจัดหาผลประโยชน์ จากอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว ซึ่งที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดีว่า "กอง 1" กองทุนประเภทนี้เสนอขายแก่นักลงทุนรายย่อย และไม่มีเงื่อนไขว่าจะต้องลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นการแก้ไขปัญหาสถาบันการเงิน สาเหตุที่เรียกว่า "กอง 1" เนื่องจาก ก.ล.ต.ได้มีประกาศเกี่ยวกับการจัดตั้งกองทุนประเภทนี้มาตั้งแต่ปี 2540 (ก่อนหน้าประกาศของกอง 2 และกอง 4) แต่เนื่องจากหลักเกณฑ์ที่กำหนดในช่วงแรกนั้น หลายๆ ฝ่ายเห็นว่ายังไม่เหมาะสม ประกอบกับนักลงทุน ยังไม่มีความเข้าใจที่ดีพอ กองทุนรวมอสังหาฯประเภทนี้จึง "ยังไม่เกิด" ทั้งๆ ที่มีประกาศออกมาก่อน

ความเห็นของผมที่จะนำเสนอต่อไปนี้ ก็มีวัตถุประสงค์ที่จะให้ข้อสังเกต เกี่ยวกับการลงทุนในกองทุนรวมอสังหาฯ "กอง 1" นี้นั่นเอง โดยมีความเห็นเป็นประเด็นดังนี้ครับ

ประเด็นแรก กองทุนรวมอสังหาฯสามารถไป "ซื้อหรือเช่าอสังหาริมทรัพย์" ดังนั้นกองทุนนี้จึงมีทั้งประเภทที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ คือ ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เลย หรือประเภทที่ไปเช่าอสังหาริมทรัพย์ คือไม่ได้เป็นเจ้าของ เป็นแต่เพียงผู้มีสิทธิในการใช้อสังหาริมทรัพย์ในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่งเท่านั้น อาจจะเป็น 20 ปี หรือ 30 ปี ก็ได้ เมื่อครบกำหนดเวลาแล้วก็ต้องคืนอสังหาริมทรัพย์ให้แก่เจ้าของไป (หากไม่มีการลงทุนในทรัพย์สินใหม่แล้วละก็ สุดท้ายกองทุนก็จะไม่มีทรัพย์สินอะไรเหลือ) ราคามูลค่าหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอสังหาฯที่ลงทุนในสิทธิการเช่า เมื่อระยะเวลาตามสัญญาเช่าเหลือน้อยลงแล้ว ราคาของสิทธิการเช่าก็จะน้อยลงตาม ซึ่งมีผลทำให้มูลค่าหน่วยลงทุนของกองทุน (NAV) ก็จะต้องต่ำลงด้วย ยิ่งช่วงระยะเวลาการเช่าใกล้หมด ยิ่งต้องดูดีๆ นะครับ ดังนั้นนักลงทุนจะต้องรู้ก่อนว่ากองทุนลงทุน "ซื้อ" หรือ "เช่า" อสังหาริมทรัพย์นั้น

ต่อจากนั้น สิ่งที่ควรจะต้องระมัดระวังต่อไป ก็คือ หากเป็นการ "เช่า" แล้วประกาศของ "กอง 1" มีกำหนดไว้ว่า "ต้องไม่เป็นการเช่าช่วงและสัญญาเช่าต้องไม่มีเงื่อนไขที่ก่อให้เกิดหน้าที่มากกว่าหน้าที่อันเป็นปกติ ที่ผู้เช่าต้องกระทำ เมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลง" แต่กลับไม่มีกำหนดในเรื่องเงื่อนไข ที่เกี่ยวกับการผิดสัญญาเช่าอันอาจเป็นเหตุให้ "ผู้ให้เช่า" สามารถยกเลิกสัญญาเช่าได้ ซึ่งจะมีผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อกองทุนทันที ดังนั้นเงื่อนไขในสัญญาเช่า ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ควรพิจารณา เพราะในสัญญาเช่านอกจากจะกำหนดหน้าที่ของกองทุนในฐานะ "ผู้เช่า" แล้ว ยังกำหนดสิทธิต่างๆ ด้วย เช่น อาจจะมีการกำหนดสิทธิในเรื่องการต่อสัญญาเช่า สิทธิในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่เช่าหากผู้ให้เช่าประสงค์จะขาย เป็นต้น

ในประเด็นนี้ บลจ.ที่เป็นบริษัทจัดการกองทุนรวมอสังหาฯ ก็มักจะพึ่งบริษัทที่ปรึกษากฎหมาย และผมก็ไม่ทราบว่าหากนักลงทุนจะขอดูเงื่อนไขในสัญญาจะได้รับการเปิดเผยมากน้อยแค่ไหน ความเห็นของผม หากกองทุนจะลงทุนในสิทธิการเช่าแล้ว น่าจะมี "ร่างสัญญาเช่า" เป็นเอกสารหนึ่งในหนังสือชี้ชวน เพื่อให้นักลงทุนได้ดูเงื่อนไขต่างๆ ก่อนลงทุน (ไม่รู้ความเห็นนี้จะถูกเพื่อนๆ ร่วมธุรกิจเยินยอหรือเปล่า (ฮา))

อนึ่ง ในประเด็นการถูก "บอกเลิกสัญญาเช่า" ดังกล่าวข้างต้น มีหลักเกณฑ์กำหนดไว้ว่า กองทุนจะต้องจัดให้มีผู้รับประกันความเสียหาย ที่อาจเกิดขึ้นจากการบอกเลิกสัญญา หรือหากมิได้มีการรับประกันดังกล่าวแล้ว จะต้องเปิดเผยความเสี่ยงให้ผู้ลงทุนทราบในหนังสือชี้ชวนด้วย ดังนั้น นักลงทุนควรจะต้องตรวจดู ในหนังสือชี้ชวนในประเด็นนี้ด้วยนะครับ ว่า มีการรับประกันดังกล่าวหรือไม่ และใครเป็นผู้รับประกัน

(ฉบับหน้าอ่านต่อ ข้อสังเกตเกี่ยวกับการลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ "กอง 1")

หน้า 19


กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ เครื่องมือของใคร ? (จบ)

คอลัมน์ รอบรั้วการเงิน โดย ขอบสังเวียน ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3809 (3009)

ฉบับที่แล้วได้ให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับการลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ "กอง 1" ประเด็นแรกไปแล้ว ฉบับนี้มาต่อในประเด็นอื่นๆ กันเลยนะครับ

ประเด็นที่สอง สิ่งสำคัญที่สุดของการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ก็คือ "ทำเล" แต่ก็มีอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ "ราคาซื้อหรือเช่าอสังหาริมทรัพย์" จนในแวดวงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีคำกล่าวที่ว่า จะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ใดๆ ต้อง "กำไรตั้งแต่ตอนซื้อ" มิใช่กำไรตอนขาย ซึ่งผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็เป็นสิ่งที่กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ทำได้ยากมากๆ เช่นกัน (แค่ไม่ถูกเอาเปรียบก็พอแล้ว) ราคาซื้อหรือราคาที่ลงทุนเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะเป็นต้นทุนที่ใช้คิดอัตราผลตอบแทน ประกอบกับอสังหาริมทรัพย์เป็นทรัพย์สินใหญ่ หากจะขายก็ขายยาก ดังนั้นต้องเห็นกำไรตั้งแต่ตอนซื้อ

ในประเด็นเรื่อง "ราคาซื้อหรือเช่า" นี้ ทางคณะกรรมการ ก.ล.ต.ก็ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่าจะต้องมีผู้ประเมินราคา 2 ราย และมีเงื่อนไขว่าจะต้องซื้อหรือเช่าในราคาไม่สูงกว่าราคาประเมินค่าต่ำสุดเกินร้อยละ 20 หากเกินกว่านี้ต้องชี้แจงในหนังสือชี้ชวน ราคาประเมินจึงเป็นส่วนสำคัญในการกำหนดราคาซื้อหรือเช่า ควรตรวจสอบดูว่าราคาประเมินที่ได้นั้น ผู้ประเมินราคาใช้วิธีการใดในการประเมินราคา ไม่ว่าจะเป็นวิธีเปรียบเทียบราคาตลาด (market approach) หรือวิธีคิดจากต้นทุน (cost approach) หรือวิธีวิเคราะห์จากรายได้ (income approach) และนักลงทุนเห็นว่าเหมาะสมหรือไม่ เพราะราคาประเมินนี้จะเป็นราคาเบื้องต้นที่ใช้ในการคำนวณมูลค่าทรัพย์สินของกองทุน และในปีต่อๆ ไป เมื่อมีการสอบทานราคาประเมิน หรือมีการประเมินราคาใหม่ หากราคาประเมินใหม่ที่ได้นี้สูงกว่าราคาเก่า กองทุนก็จะเกิด "กำไรที่ยังไม่ได้เกิดขึ้น" แต่หากต่ำกว่าเดิมแล้วก็จะเกิด "ขาดทุนที่ยังไม่ได้เกิดขึ้น" ซึ่งมีผลต่อมูลค่าหน่วยลงทุน (NAV) ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นนักลงทุนควรใส่ใจอย่างยิ่งต่อ "ราคาประเมิน", "ผู้ประเมิน" และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง "วิธีการประเมิน"

ประเด็นที่สาม ทำไมราคาซื้อขายหน่วยลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯจึงไม่ตรงกับราคา NAV ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนประกาศออกมา ผมขออนุญาตแสดงความเห็นของผมดังนี้ครับ ในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ผู้ลงทุนสามารถแยกกำไรที่เกิดขึ้นได้จาก 2 แหล่ง คือ

1.กำไรจากการใช้อสังหาริมทรัพย์ เช่น ค่าเช่า เป็นต้น

2.กำไรที่เกิดจากมูลค่าอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้น เช่น ในกรณีที่เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ของเราอยู่ในทำเลที่ดี นับวันราคาซื้อขายก็จะเพิ่มขึ้น เราจะได้กำไรเมื่อเราขายอสังหาริมทรัพย์นั้น หรือในกรณีที่เราเช่า หากเป็นทำเลที่ดีแล้ว เราก็อาจจะโอนสิทธิการเช่าให้แก่บุคคลอื่นต่อได้ โดยเราก็จะได้กำไรจากการโอนสิทธิ (ทั้งกรณีนี้ทำได้ก็ต่อเมื่อสัญญาเช่าที่เราทำกับเจ้าของให้สิทธินี้ไว้) กำไรส่วนที่ 2 นี้ จะเกิดขึ้นจริงๆ ก็ต่อเมื่อมีการขาย หรือโอนสิทธิการเช่า

เราจะเห็นได้ว่า รายได้ที่เกิดขึ้นแน่ๆ ก็คือ ค่าเช่าที่กองทุนได้รับในปัจจุบัน (ก็คือส่วนที่ 1) ดังนั้นนักลงทุน ก็พอจะสามารถคำนวณผลตอบแทนได้ในระดับหนึ่ง เมื่อได้อัตราผลตอบแทนที่นักลงทุนพอใจแล้ว ก็จะสามารถคำนวณถึงต้นทุนที่จะซื้อหน่วยลงทุน จึงเป็นที่มาของราคาซื้อขายหน่วยลงทุน ส่วนกำไรที่เกิดจากส่วนที่ 2 นั้นยังไม่เกิดขึ้น แต่มูลค่าเพิ่มขึ้นของทำเลเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งก็จะสะท้อนอยู่ในราคาประเมินใหม่ จึงทำให้ราคา NAV ขึ้น แต่ถ้าค่าเช่ายังไม่ขึ้น ราคาซื้อขายหน่วยลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯก็จะขึ้นได้ไม่มาก เหตุผลนี้จึงเป็นเหตุผลหนึ่ง ที่ทำให้ราคาซื้อขายกับราคา NAV ไม่จำเป็นจะต้องเท่ากัน กล่าวคือ ราคาซื้อขายหน่วยลงทุน เป็นราคาที่ผู้ลงทุนตัดสินใจลงทุน โดยคาดหวังว่าจะได้ผลตอบแทนที่อัตราเท่าใด อยู่ที่ความพึงพอใจของผู้ซื้อและผู้ขายหน่วยลงทุน ประกอบกับสภาพคล่องในการซื้อขายหน่วยลงทุนประเภทนี้ในตลาดมีน้อย จึงทำให้ผู้ซื้อจำต้อง "ต่อราคา" ลงมาจากราคา NAV แต่ในส่วนของราคา NAV เป็นราคาที่คิดมาจากการประเมินมูลค่าอสังหาริมทรัพย์

แต่หากกองทุนใดจะมีการปรับราคาค่าเช่า อันจะทำให้กองทุนมีรายได้เพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีกำไรเพิ่มขึ้นเช่นกัน ก็จะมีผลต่อราคาของหน่วยลงทุน แต่การปรับราคาค่าเช่ามักจะมีไม่มาก หรือไม่บ่อยนัก จึงเป็นเหตุให้ราคาหน่วยลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์มักจะไม่ค่อยเคลื่อนไหวมากนัก แต่หากกองทุนใดมีการขายอสังหาริมทรัพย์ในกองทุนออกไปที่ทำให้กองทุนได้กำไรมากๆ (กำไรข้อ 2 จะเกิดขึ้น) แล้วสามารถนำเงินไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดียิ่งขึ้นไป กองทุนก็จะมีอัตราการเติบโตขึ้น โดยไม่จำเป็นจะต้องเพิ่มทุน แต่ค่อนข้างที่จะทำได้ยากครับ หน่วยลงทุนก็คงจะมีมูลค่าสูงขึ้นอย่างมากครับ

ประเด็นที่สี่ การปันผลของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ คือ การที่กำหนดให้กองทุนนี้ ต้องปันผลให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุน ไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ของกำไรสุทธิประจำปี กล่าวโดยสรุปก็คือ หากกองทุนมีกำไรสุทธิ 100 บาท ต้องปันผลไม่น้อยกว่า 90 บาท มีเงินกำไรเหลืออยู่ในกองทุนเพียง 10% ผู้ถือหน่วยในส่วนที่ต้องการปันผลมากๆ ก็อาจจะเห็นด้วยกับหลักการนี้ แต่ผู้ถือหน่วยที่ต้องการเห็นการเติบโตของกองทุนก็อาจจะไม่เห็นด้วย เพราะในกรณีที่เห็นโอกาสในการเติบโตของกองทุน กองทุนก็จะไม่มีเงินในการซื้อทรัพย์สินใหม่เพื่อขยายกองทุน ประกอบกับเกณฑ์ปัจจุบันกองทุนก็ยังไม่สามารถกู้ยืมได้ (บริษัทหลักทรัพย์จัดการบางแห่งกำลังหารือขอให้กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์สามารถกู้ยืมได้) กองทุนก็จะต้องเพิ่มทุนแทน หรือหากไม่เพิ่มทุนก็ต้องขายทรัพย์สินเก่าออกไปในราคาที่ให้ได้กำไรมากๆ เพราะขนาดของกองทุนจะได้ขยาย ดังนั้นจะขายได้กำไรมากๆ หรือไม่ก็อยู่ที่ "ราคาซื้อ" ตามที่กล่าวข้างต้น ดังนั้นนักลงทุนที่เหมาะที่จะลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ตามเกณฑ์ปัจจุบันต้องเข้าใจในประเด็นนี้นะครับ

และจากเกณฑ์นี้นั่นเอง กองทุนรวมอสังหา ริมทรัพย์ในปัจจุบัน ตามความเห็นของผม จึงไม่ใช่ "ผู้เล่น" ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กล่าวคือ เป็นเพียงเครื่องมือของเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่จะ "แปลงสินทรัพย์ให้เป็นทุน" และก็เป็นเครื่องมือของนักลงทุน ที่คาดหวัง "ผลตอบแทนจากการลงทุนที่เป็นเงินปันผล" ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดที่ว่าต้องปันผลไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ของกำไรสุทธิเป็นเกณฑ์ กองทุนจึงไม่มีเงินพอที่จะสร้างอัตราการเติบโตของกองทุนได้ ไม่สามารถจะฉวยโอกาส เมื่อพบอสังหาริมทรัพย์ ที่มีมูลค่ามากแต่ซื้อขายที่ราคาถูก กล่าวคือ ไม่อาจแสวงหากำไรจากการเพิ่มขึ้น ของมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ อันจะทำให้กองทุนเป็นผู้เล่นที่มีอิทธิพล (บ้าง) ต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มิใช่เป็นเพียงเครื่องมือในปัจจุบัน และเนื่องจากกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์มีส่วนดีก็คือได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่งทำให้ได้เปรียบต่อบริษัทในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ทางสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต.จึงค่อนข้างระมัดระวังการถือหน่วยในกองทุนประเภทนี้ โดยกลัวว่าผู้เล่นในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จะเข้ามาใช้ช่องทางนี้ในการแสวงหาประโยชน์ดังกล่าว ดังนั้นหากมีการผสมผสาน ประโยชน์ของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้ดีแล้ว และมีหลักเกณฑ์ที่จะเอื้ออำนวยให้กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์กลายเป็น "ผู้เล่นคนสำคัญ" ของธุรกิจอสังหาริม ทรัพย์แล้วละก็ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ก็จะกลายเป็นช่องทางลงทุนที่น่าสนใจยิ่งขึ้น

การแสดงความเห็นข้างต้น เป็นการ แสดงความเห็นที่อาจจะขาดตกบกพร่องไปไม่ครบถ้วน หรืออาจจะเป็นความเห็นที่ไม่สอดคล้อง กับความเห็นของนักลงทุนท่านใด ก็ขออภัยไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย ขอให้ถือว่าเป็นการสร้างความเข้าใจต่อกันในระดับหนึ่งนะครับ และที่ผมขึ้นหัวเรื่องไว้ว่า กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ เป็นเครื่องมือของใครนั้น ก็เนื่องด้วยเหตุที่ว่า เมื่อนักลงทุนคิดจะลงทุนในสิ่งใดก็ตาม ก็ควรรู้และเข้าใจในสิ่งที่เราจะลงทุนด้วย เมื่อนั้นสิ่งที่เราลงทุนก็จะเป็นเครื่องมือในการสร้างผลตอบแทนให้กับเราได้ตามความคาดหมายอันเกิดจากความรู้ของเรา มิใช่เกิดจากความคาดหวัง (ไม่รู้จะสมหวังเมื่อไร) การลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ก็เช่นกัน นักลงทุนจะใช้กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์เป็นเครื่องมือ หรือจะถูกกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ใช้เป็นเครื่องมือ ก็อยู่ที่ความรู้ความเข้าใจในกองทุนนั่นเองครับ

หน้า 18