หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ฟุตบอลโลก กับบทเรียนด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ

หน้าต่างความคิด : เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณะเศรษฐศาสตร์  กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2549

อีกสองวันเราก็ได้รู้แล้วว่าอิตาลีหรือฝรั่งเศสจะเป็นประเทศที่ได้ถ้วยฟุตบอลโลกไปครอง หลายคนตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ฟุตบอลโลกคราวนี้เป็นการประกาศชัยชนะของประเทศพัฒนาแล้ว เพราะทีมที่เข้ารอบแปดทีมสุดท้ายเกือบทั้งหมด มาจากประเทศในระดับแนวหน้าของเศรษฐกิจระบบทุนนิยมทั้งนั้น มีเพียงทีมบราซิล และอาร์เจนตินา ที่เป็นตัวแทนของประเทศกำลังพัฒนา

ลองย้อนกลับไปดูรายชื่อของทีมในรอบ 16 ทีมสุดท้าย เราจะเห็นว่า มีทีมจากประเทศที่มีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ แตกต่างกัน มีทั้งประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจการเมืองโลก อย่างสหรัฐอเมริกา และประเทศยากจนอย่างกานากับตูนิเซีย แต่พอยิ่งเข้ารอบลึกขึ้น รายชื่อของประเทศกำลังพัฒนาและประเทศยากจนก็หายไปเรื่อยๆ จนถึงในรอบสี่ทีมสุดท้าย ผู้เข้าชิงถ้วยฟุตบอลโลกก็เหลือแต่ประเทศพัฒนาแล้วทั้งนั้น

ข้อสังเกตดังกล่าวมีนัยสำคัญอย่างไร? เป็นไปได้หรือไม่ว่า ระดับความสามารถของทีมฟุตบอลแต่ละประเทศ ขึ้นอยู่กับระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ? ประเทศไหนที่มีการพัฒนาสูงก็มีโอกาสเข้าถึงรอบลึกๆ ได้มาก หากเป็นเช่นนั้นจริง แล้วทำไมสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นถึงตกรอบเช่นเดียวกับทีมจากประเทศยากจนอย่างกานา?

ยิ่งกว่านั้น หากระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจเ ป็นตัวกำหนดความสามารถของทีมฟุตบอลในแต่ละประเทศแล้ว การจัดอันดับทีมฟุตบอลของฟีฟ่า ก็ต้องมีแต่มหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลกอยู่ในอันดับต้นๆ ของตาราง แต่จากข้อมูลที่ได้แสดงไว้ในตารางข้างล่างนี้ ประเทศกำลังพัฒนาอย่างบราซิลกลับถูกจัดเป็นอันดับหนึ่ง อาร์เจนตินาอันดับเก้า สูงกว่าอันดับของเยอรมนี อังกฤษ และอิตาลีเสียอีก ขนาดสิงคโปร์ยังตกลงไปอยู่อันดับที่ 92 ข้อสังเกตนี้จึงไม่น่าจะถูกต้องเสียทั้งหมด

การจัดอันดับทีมฟุตบอลของฟีฟ่า (FIFA) ในเดือนพฤษภาคม 2549

อันดับ ประเทศที่เข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย อันดับ ประเทศในกลุ่มอาเซียน

1 บราซิล 92 สิงคโปร์ 7 โปรตุเกส 108 ไทย 8 ฝรั่งเศส

110 อินโดนีเซีย 9 อาร์เจนตินา 126 เวียดนาม 10 อังกฤษ 127 มาเลเซีย 13 อิตาลี 149 เมียนมาร์ (พม่า) 19 เยอรมนี 172 ลาว 45 ยูเครน 191 ฟิลิปปินส์ ที่มา : www.fifa.com

ถ้าเช่นนั้นแล้ว เราจะอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในฟุตบอลโลกคราวนี้อย่างไร? เมื่อพิจารณารายชื่อ ของประเทศที่เข้ารอบแปดทีมสุดท้าย ของฟุตบอลโลกในคราวนี้ จะพบว่า ทั้งแปดประเทศมีสิ่งที่เหมือนกันประการหนึ่ง นั่นคือ ประเทศในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นเจ้าของลีกฟุตบอลชั้นนำของโลก และนักฟุตบอลส่วนใหญ่ของทั้งแปดทีมที่เข้ารอบ ก็เล่นอยู่ในลีกเหล่านี้

ทราบกันดีว่า ลีกฟุตบอลชั้นนำของโลกมีการแข่งขันกันสูง ถ้าทีมไหนไม่แน่จริง ก็มีสิทธิโดนเขี่ยออกจากลีก ส่วนทีมไหนที่สามารถยืนหยัดอยู่ได้ สิ่งที่ได้รับก็คือผลตอบแทนมากมายมหาศาล การคัดเลือกนักฟุตบอลเข้าร่วมทีม จึงทำกันอย่างระมัดระวัง การบริหารจัดการทีมก็ทำกันแบบมืออาชีพ ผลตอบแทนที่เสนอให้กับนักฟุตบอลฝีเท้าดีก็สมน้ำสมเนื้อ สามารถยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของผู้เล่นคนนั้นให้เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว

เมื่อเปรียบเทียบกับลีกฟุตบอลในเมืองไทยและประเทศเพื่อนบ้านของเรา คงไม่ต้องบอกว่า มีความแตกต่างกันมากแค่ไหน จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไมเราถึงอยู่ในอันดับที่ 108 เวียดนามอันดับที่ 126 และมาเลเซียอันดับที่ 127

สิ่งที่เกิดขึ้นในวงการลูกหนังโลก เป็นภาพสะท้อนที่สำคัญเกี่ยวกับนโยบายในการพัฒนาอุตสาหกรรม และเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเหล่านี้ พวกเขาเชื่อว่า หากรัฐมัวแต่ปกป้อง ไม่ยอมให้บริษัทในประเทศเจอกับแรงกดดันจากการแข่งขันจริง บริษัทก็ไม่มีทางจะเข้มแข็งขึ้นได้ เมื่อบริษัทไม่เข้มแข็ง อุตสาหกรรมก็ไม่เข้มแข็ง ท้ายที่สุดแล้วเศรษฐกิจก็จะพลอยไม่เข้มแข็งไปด้วย

เปรียบไปก็เหมือนกับทีมฟุตบอลที่เจอแต่คู่แข่งต่ำชั้นกว่า แถมยังมีกรรมการคอยเข้าข้าง แข่งยังไงก็ไม่แพ้ หากวันหนึ่งต้องออกไปแข่งกับทีมอื่นที่เก่งกว่า และไม่มีใครคอยเข้าข้างอีกต่อไป คงจะนึกออกว่าผลการแข่งขันจะออกมาเป็นอย่างไร

จริงอยู่ รัฐอาจต้องตัดใจ "เลือดเย็น" ปล่อยให้บริษัทที่อ่อนแอล้มหายตายจากไป เพื่อให้อุตสาหกรรมนั้นเข้มแข็งขึ้น ซึ่งต้องทำควบคู่ไปกันการสร้างความเป็น "มืออาชีพ" ให้เกิดขึ้นกับภาครัฐ และภาคเอกชน ลดการใช้เส้นสาย เลิกระบบพวกพ้อง ลดการแทรกแซงทางการเมือง เพื่อให้ทุกคนสามารถแข่งขันกันได้อย่างเท่าเทียม วิธีนี้อาจมีคนต้องเจ็บปวดบ้าง แต่นี่คือต้นทุนที่จะต้องจ่าย หากเราต้องการให้ประเทศสามารถสร้าง และรักษาความสามารถ ด้านการแข่งขันทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว

คงอีกนานกว่าเราจะเห็นทีมชาติไทยได้ไปฟุตบอลโลก ตราบใดที่วงการฟุตบอลบ้านเรายังไม่เปลี่ยนวิธีคิด และก็คงอีกนานเช่นกันกว่าที่เราจะเห็นประเทศไทยกลายเป็นประเทศชั้นแนวหน้าของเศรษฐกิจโลก หากเรายังปล่อยให้ความไม่ถูกต้องทั้งหลาย มาบ่อนทำลายบ้านเมืองเช่นทุกวันนี้