|
||||||||||||||
|
ฉัตรทิพย์ นาถสุภา :
เปรียบเทียบอนุรักษนิยม
ปัจจุบันกับเมื่อสามสิบปีที่แล้ว
คนแคระบนบ่ายักษ์ แพทย์ พิจิตร มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 07 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1351 ในการสัมมนาหัวข้อ "อุดมการกับสังคมไทย" เมื่อสามสิบกว่าปีที่แล้ว กล่าวได้ว่า ความคิดของ อาจารย์ฉัตรทิพย์ นาถสุภา มีบทบาทสำคัญยิ่ง โดยเฉพาะจากการนำเสนอบทความที่ชื่อว่า "พื้นฐานร่วมของสังคมนิยมเสรีกับเสรีนิยม" ที่ในที่สุดแล้ว ดูเหมือนจะเป็นแนวทางที่นักวิชาการส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมประชุมครั้งนั้นเห็นด้วย เพราะอย่างที่ได้เคยกล่าวไปแล้วว่า นักวิชาการไทยที่เข้าประชุมต่างเห็นพ้องต้องกันว่า อุดมการณ์สำหรับสังคมไทยไม่ควรที่จะสุดโต่ง แต่ต้องมีลักษณะกลางๆ และต้องเป็นที่ยอมรับได้จากมวลชน และในบริบทของสังคมไทย และสังคมโลกขณะนั้นกำลังเผชิญกับสองแนวทางที่แตกต่าง และดูเหมือนจะอยู่ตรงกันข้ามกันอย่างสิ้นเชิง นั่นคือ อุดมการณ์เสรีนิยมและอุดมการณ์สังคมนิยม แต่ในทัศนะของอาจารย์ฉัตรทิพย์ที่ปรากฏในบทความดังกล่าว มีลักษณะที่พยายามจะประนีประนอมระหว่างเสรีนิยมและสังคมนิยม อาจารย์ฉัตรทิพย์เล็งเห็นว่า "ลัทธิเศรษฐกิจการเมืองสังคมนิยมเสรีกับเสรีนิยม" นั้นมี "พื้นฐานทางความคิดร่วมกันอยู่มาก ทั้งทางปรัชญาเศรษฐกิจและการเมือง" ซึ่งอาจารย์ท่านเชื่อว่า "สามารถจะเป็นอุดมการณ์เศรษฐกิจการเมือง ร่วมของขบวนการในประเทศกำลังพัฒนา" โดยเฉพาะประเทศไทย อาจารย์ฉัตรทิพย์ชี้ให้เห็นว่า "ความมีพื้นฐานร่วมกันของลัทธิเศรษฐกิจการเมืองทั้งสองนี้ยังมิได้รับการเน้นให้เห็นเด่นชัด แต่กลับเป็นส่วนที่ขาดความเอาใจใส่ของนักคิดทั้งหลาย โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาที่ผู้ปกครองและนักการเมืองมักจะเน้นเสียงตรงกันข้ามว่า ลัทธิเสรีนิยมและสังคมนิยมมีความเชื่อตรงข้ามกันสิ้นเชิง ในประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน การครอบงำของอนุรักษนิยมในอดีต ก่อให้เกิดการโฆษณาเสมอว่าระบบที่ผ่านมาเป็นระบบเสรีนิยม ซึ่งต่อต้านเป็นศัตรูกับสังคมนิยมเต็มที่...ความแตกแยกระหว่างเสรีนิยม กับสังคมนิยมเป็นปัจจัยสำคัญ ช่วยให้ฝ่ายอนุรักษนิยมสามารถครอบงำเศรษฐกิจการเมืองไทยได้ตลอดมา" ในการทำความเข้าใจข้อความดังกล่าวของอาจารย์ฉัตรทิพย์ข้างต้น จำต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่า คำว่า "อนุรักษนิยม" ในแต่ละยุคสมัยนั้นอาจจะไม่เหมือนกัน อนุรักษนิยมในความหมายเมื่อสามสิบกว่าปีที่แล้ว ย่อมหมายถึงความคิดความเชื่อในแบบศักดินาและอำนาจนิยมที่พยายามจะตีความ และบิดเบือนทั้งแนวคิดเสรีนิยม และสังคมนิยมให้เป็นประโยชน์ต่อการดำรงอยู่ของวิถีการเมืองเศรษฐกิจที่ครอบงำโดยศักดินา เมื่อเวลาผ่านไปสามสิบปี ก็น่าคิดว่า คำว่า "อนุรักษนิยม" ในปัจจุบันหมายถึงอะไร? และแนวอนุรักษนิยม ยังเป็นที่ไม่พึงปรารถนาเหมือนเมื่อสามสิบกว่าปีที่แล้วหรือไม่? ระหว่างระบอบทักษิณ และขบวนการที่ต่อต้านระบอบทักษิณ ใครคือพวก "อนุรักษนิยม"? ใครเป็นพวกหัวก้าวหน้า? และปัญญาชนไทยอยู่ฝ่ายไหน? ระหว่างอนุรักษนิยมกับฝ่ายตรงข้าม? ลองพิจารณาเปรียบเทียบตัวแสดงทางการเมืองที่เป็นตัวเดียวกัน แต่อยู่ในบริบทและเวลาที่ต่างกัน อย่างเช่น กลุ่มลูกเสือชาวบ้าน เป็นต้น ก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 กลุ่มลูกเสือชาวบ้านถูกจัดจากฝ่ายปัญญาชนนักวิชาการและนิสิตนักศึกษาหัวก้าวหน้า ไม่ว่าจะเป็นพวกสังคมนิยมและเสรีนิยมว่าเป็น "พวกอนุรักษนิยม" จัดได้ว่าอยู่ในฝ่ายอุดมการศักดินาและอำนาจนิยม อยู่ตรงกันข้ามกับพวกปัญญาชนส่วนใหญ่ แม้ว่ากลุ่มลูกเสือชาวบ้านจะไม่ได้อยู่ฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลก่อนหน้าเหตุการณ์ 6 ตุลา แต่หลังจากนั้น เมื่อฝ่ายเผด็จการทหารขึ้นมาเป็นรัฐบาลจากการทำรัฐประหาร กลุ่มลูกเสือชาวบ้าน ก็เป็นพวกที่สนับสนุนรัฐบาลเผด็จการทหารมาโดยตลอด แต่ปัจจุบัน หลังจากที่มีการชุมนุมประท้วงคณะกรรมการการเลือกตั้ง หลังจากที่ฝ่ายตุลาการแนะนำ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งที่มี พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ เป็นประธาน กลุ่มลูกเสือชาวบ้านก็ออกมาประท้วง ขับไล่คณะกรรมการการเลือกตั้งอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่พวกนักวิชาการ และอาจารย์มหาวิทยาลัย ก็ปฏิเสธคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดนี้ด้วย จึงทำให้กลุ่มลูกเสือชาวบ้านและกลุ่มนักวิชาการส่วนใหญ่กลายมาอยู่ฝั่งเดียวกันได้อย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อเปรียบเทียบกับเมื่อสามสิบปีที่แล้ว ! แต่ถ้าพิจารณาให้ดีจะพบว่า กลุ่มนักวิชาการประท้วงต่อต้านคณะกรรมการการเลือกตั้งด้วยเหตุผลที่ว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งชุดดังกล่าวขาดความชอบธรรม และมีพฤติกรรมที่น่าสงสัยเคลือบแคลงว่าไม่เป็นกลาง และเอนเอียงไปในทางสนับสนุนรัฐบาลไทยรักไทย ที่ก็มีปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน และการฉ้อฉลในเชิงโครงสร้าง และนโยบาย ซึ่งการประท้วงได้เริ่มมาก่อนที่ฝ่ายตุลาการจะตัดสินให้การเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายน 2549 ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและแนะนำให้คณะกรรมการการเลือกตั้งลาออกเสีย ส่วนกลุ่มลูกเสือชาวบ้านออกโรงหลังจากที่ฝ่ายตุลาการมีข้อวินิจฉัยและมีข้อแนะนำดังกล่าว แต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง ก็ยังคงนิ่งเฉย ซึ่งการออกโรงของกลุ่มลูกเสือชาวบ้านสามารถตีความได้ว่า น่าจะเกี่ยวข้องกับพระราชดำรัสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีต่อคณะศาลฎีกาและศาลปกครองในตอนปลายเดือนเมษายน 2549 พูดง่ายๆ ก็คือ ปัจจัยที่ทำให้ลูกเสือชาวบ้านออกมาแสดงจุดยืนคือ การยืนยันความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และไม่พอใจที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเพิกเฉยต่อข้อแนะนำของฝ่ายตุลาการ หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระราชดำรัสแนะนำต่อฝ่ายตุลาการแล้ว เห็นได้ว่า แม้พฤติกรรมจะดูไม่ต่างกันและสนับสนุนกัน แต่ลึกๆ แล้ว ปัจจัยที่ทำให้เกิดพฤติกรรมของฝ่ายนักวิชาการ และผู้คนจำนวนหนึ่งนั้นต่างจากปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ แสดงจุดยืนทางการเมืองของกลุ่มลูกเสือชาวบ้าน ดังนั้น ในปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้จึงไม่ง่ายนักที่จะกล่าวว่า กลุ่มนักวิชาการและกลุ่มลูกเสือชาวบ้าน มีจุดยืนหรืออุดมการณ์ทางการเมืองแบบเดียวกัน เช่นเดียวกัน การชุมนุมประท้วงขับไล่นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งจุดประกายโดย คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ในประเด็นเรียกร้องให้นายกฯ ทักษิณลาออกและเรียกร้องให้มีการ "ถวายคืนพระราชอำนาจ" ในช่วงแรกเริ่มนั้น มีกลุ่มนักวิชาการมหาวิทยาลัยเข้าร่วมน้อยมาก จะมีก็แต่กลุ่มนักวิชาการอาวุโสที่สัมพันธ์เกี่ยวข้องกับกลุ่มหนังสือพิมพ์ "ผู้จัดการ" อันได้แก่ อาจารย์ ดร.ปราโมทย์ นาครทรรพ ซึ่งจัดได้ว่าเป็นนักวิชาการปัญญาชนหัวก้าวหน้าคนหนึ่ง เมื่อย้อนเวลากลับไปสามสิบปีที่แล้ว แต่หลังจากที่มีกรณีอื้อฉาวเรื่องการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปให้กลุ่มทุนสิงคโปร์ โดยที่กลุ่มทุนตระกูลชินวัตร-ดามาพงศ์ ไม่ต้องเสียภาษี นักวิชาการปัญญาชนก็เริ่มเข้ามามีบทบาทแสดงจุดยืนทางการเมืองเรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ลาออกจากตำแหน่ง กลุ่มนักวิชาการที่แสดงบทบาทนี้เป็นกลุ่มแรกคือ กลุ่มศาสตราจารย์รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช ร่วมลงนามด้วย และที่ตามมาติดๆ และส่งผลกระทบรุนแรงก็คือ คณาจารย์รัฐศาสตร์ จุฬาฯ ที่มี ศาสตราจารย์ ดร.อมรา พงศาพิชญ์ เป็นหัวหอกสำคัญ สังเกตได้ว่า กลุ่มนักวิชาการที่ออกโรงมาประท้วงเรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ลาออกจากกรณีซื้อขายหุ้นชินคอร์ปนั้น ต่างวางเฉยไม่ร่วมขบวนการ "ถวายคืนพระราชอำนาจ" ของคุณสนธิมาโดยตลอด ซึ่งแสดงให้เห็นถึงจุดยืนทางการเมือง ที่ยังคงไม่ต่างจากสมัยเมื่อสามสิบปีที่แล้ว นั่นคือ ไม่สนับสนุนอุดมการณ์ศักดินา แต่ก็ยินดีปฏิเสธการฉ้อฉลในเชิงโครงสร้างและนโยบาย และที่สำคัญคือการปฏิเสธอำนาจนิยมที่ขณะนี้ไม่ได้ผูกติดกับอุดมการณ์ศักดินาเหมือนแต่ก่อนแล้ว แต่มาเติบโตในกลุ่มทุนผูกขาดทางการเมืองภายใต้ประชาธิปไตยจำแลง หรือใครจะเรียกเผด็จการจำแลงก็ย่อมไม่ผิด เพราะประชาธิปไตยภายใต้ระบอบทักษิณก็หาใช่ประชาธิปไตยไม่ เพราะเผด็จการได้แปลงกายแอบแฝงซ่อนตัวอยู่ภายใต้รูปแบบ และสถาบันทางการเมืองประชาธิปไตยนั่นเอง แต่กระนั้น สิ่งที่เป็นปัญหาจุกอกเหล่านักวิชาการในปัจจุบันที่ออกมาประท้วงระบอบทักษิณก็คือ นโยบายที่ถูกเรียกขานว่า เป็นนโยบาย "ประชานิยม" ที่เป็นที่ยอมรับของมวลชน อันเป็นคุณสมบัติประการสำคัญของ "อุดมการณ์สังคมไทย" ตามจินตนาการความปรารถนาของกลุ่มนักวิชาการชั้นแนวหน้าเมื่อสามสิบปีที่แล้ว ซึ่งมี ศาสตราจารย์ ดร.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา และ ศาสตราจารย์ ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช รวมอยู่ในนั้นด้วย ถ้าพิจารณานักการเมืองอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และนโยบายของพรรคไทยรักไทยในบริบททางการเมืองในอดีต เมื่อสามสิบปีที่แล้ว กล่าวได้ว่า มีลักษณะที่ก้าวหน้าทีเดียว โดยเฉพาะในเรื่องการตอบสนองความต้องการของมวลชน ดังนั้น ในแง่นี้จึงไม่แปลกใจว่า ทำไมฝ่ายที่สนับสนุนนายกฯ ทักษิณจึงโจมตีฝ่ายที่ต่อต้านว่าเป็นพวก "ไดโนเสาร์เต่าล้านปี" ดีไม่ดี ก็เข้าข่ายอนุรักษนิยมนั่นเอง ส่วนฝ่ายต่อต้านก็ดันเอาเพลง "หนักแผ่นดิน" ซึ่งเป็นเพลงที่ฝ่ายอนุรักษนิยมแนวศักดินา-อำนาจนิยมเมื่อสามสิบปีที่แล้ว มาเปิดไล่นายกฯ ทักษิณและพวกพ้องที่มีคนฝ่ายซ้าย 6 ตุลารวมอยู่ด้วย ไปๆ มาๆ ฝ่ายต่อต้านทักษิณกลายเป็นพวกอนุรักษนิยมไปแล้วหละหรือ ? มิน่าเล่าที่ชาวธรรมศาสตร์ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะที่คณะรัฐศาสตร์ ถึงไม่ยอมร่วมสังฆกรรมต่อต้านทักษิณร่วมกับคุณสนธิ เหมือนที่ชาวจุฬาฯ ส่วนใหญ่ยกทัพออกมาในวันที่ชุมนุมประท้วงหน้าสยามพารากอน ! สิ่งที่เกิดขึ้นมาในช่วงสามสี่เดือนนี้สร้างความงุนงงสับสนในทางอุดมการณ์ทางการเมืองยิ่งนัก ซึ่งสมควรอย่างยิ่งที่ต้องเร่งศึกษา วิเคราะห์ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะนักรัฐศาสตร์ที่ต้องการทำความเข้าใจสถานะจุดยืนของตัวเอง และก็น่าสนใจอย่างยิ่งว่า อาจารย์ฉัตรทิพย์และนักวิชาการรุ่นนั้นจะคิดอย่างไร ต่อจุดยืนของตนในปัจจุบัน โดยเปรียบเทียบกับเมื่อสามสิบปีที่แล้ว หน้า 13 อุดมการณ์สังคมไทย : นักเรียนไทยในอังกฤษ (อีกครั้ง) คนแคระบนบ่ายักษ์ แพทย์ พิจิตร มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1354 เรื่องราวของสามัคคีสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์สามารถสะท้อนถึงอุดมการณ์ทางการเมืองของนักเรียนไทยในอังกฤษ ในแต่ละช่วงสมัยได้เป็นอย่างดี ในช่วงก่อตั้งแรกเริ่ม กล่าวได้ว่า อุดมการณ์ของนักเรียนไทยในอังกฤษสมัยนั้น เป็นเสรีประชาธิปไตยและมีหลักการจารีตของการสมาคมแบบผู้ดีชาวอังกฤษในสมัยนั้น แต่กระนั้น สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นและเป็นไปได้ก็ด้วยการพระราชทานของพระมหากษัตริย์ ที่ว่าเป็นการเลียนแบบการสมาคมของผู้ดีชาวอังกฤษก็เพราะนอกจากจะมีตำแหน่ง "สนทนากรรมการ" ที่ทำหน้าที่จัดให้มีปาฐกถา การอภิปรายและโต้วาทีเพื่อเสริมสร้างพัฒนาสติปัญญาและความรู้ ตลอดจนการฝึกการต่อสู้ด้วยปัญญามากกว่ากำลังแล้ว สามัคคีสมาคมฯ ยังมีตำแหน่ง "เกฬากรรมการ" หรือกรรมการที่คอยจัดให้มีการแข่งขันกีฬาประเภทต่างๆ เพื่อให้รู้จักการต่อสู้แข่งขันภายใต้กติกาหรือ "เกมส์" (games) การแข่งขันประลองฝีมือถือเป็น "เกมส์" อย่างหนึ่งที่มีแพ้มีชนะ และรู้จักยอมรับความสามารถของผู้อื่น และรู้จักประมาณความสามารถของตัวเองด้วย แต่เมื่อหมดการแข่งขันแล้ว ก็กลับสภาพมาเป็นสมาชิกของสมาคมที่รู้รักรู้สามัคคีสมชื่อ "สามัคคีสมาคมฯ" นั่นเอง นอกจากตำแหน่งที่กล่าวไปแล้ว ก็ยังมีตำแหน่ง "ปฏิคม" ที่ทำหน้าที่ดูแลเรื่องอาหารการกินและของว่าง ซึ่งนับว่าเป็นตำแหน่งที่สำคัญไม่น้อย เพราะคติที่ว่า "กองทัพต้องเดินด้วยท้อง" นี่เอง ทำให้กองทัพสามัคคีสมาคมฯต้องให้ความสำคัญกับปฏิคม เพื่อว่าจะได้รับประทานอาหารอร่อยๆ มีของว่าง มีน้ำชาให้ดื่มแก้หนาวและชื่นใจในรสชาติ ถ้าปฏิคมทำงานอย่างไม่มีใจแล้ว บรรดาสมาชิกและกรรมการคนอื่นๆ ก็คงต้องทานอะไรที่เรียกว่า "กินกันตาย" ไปเท่านั้น ปฏิคมของคณะกรรมการแต่ละชุดแตกต่างกันไปอย่างเห็นได้ชัด บางรายที่มีความตั้งใจทำงานเป็นพิเศษ ก็จะคอยคิดจัดหาอาหารจากเจ้าที่อร่อย แต่ราคาก็ต้องไม่แพงเกินไปนัก มิฉะนั้นแล้ว ใครๆ ก็คงทำตำแหน่งนี้ได้ไม่แพ้กัน เพราะถ้ามีเงินให้จับจ่ายไม่อั้น ก็คงได้แต่จากภัตตาคารหรูๆ มากินกัน แต่ปฏิคมที่ดีต้อง "รู้จัก" ร้านที่ทั้งถูกและอร่อย มีอาหารแปลกๆ มาให้ลิ้มลองกัน ถือว่าเป็นทีเด็ดของปฏิคมเลยก็ว่าได้ ถ้าปฏิคมเป็นคนที่ช่างซอกแซกรู้จักร้านรวงขายขนมปังหรือขนมเค้กเจ้าอร่อย ก็แสดงว่าเป็นคนที่เชี่ยวชาญลอนดอน ถือว่าเป็นเจ้าพ่อลอนดอนในเรื่องอาหารจานเด็ดเลยก็ว่าได้ เพราะของแบบนี้ ถือว่าไม่ธรรมดาที่ใครจะมีความรู้ในเรื่องนี้ เพราะส่วนใหญ่ก็เอาแต่เรียน ไปกลับระหว่างมหาวิทยาลัยกับที่พัก หรือไม่ก็ห้องสมุด เรื่องร้านอาหาร รู้อย่างมากก็ข้าวจีนในโซโห ประเภทข้าวเป็ด ข้าวหมูแดง เป็นต้น ซึ่งใครๆ ก็รู้ นักเรียนไทยในอังกฤษบางคนรู้ร้านข้าวเป็ดที่มีชื่อเสียงตั้งแต่วันแรกที่เดินทางไปถึงลอนดอนด้วยซ้ำ นอกจากซื้อแล้ว บางครั้งในการประชุมใหญ่ประจำปี ซึ่งเรียกทับศัพท์ภาษาอังกฤษกันเลยว่า "มีตติ้งประจำปี" ซึ่งนักเรียนไทยในอังกฤษสมัยก่อนที่เป็นสมาชิกสามัคคีสมาคมฯจะใจจดใจจ่อรอคอยกันมาก เพราะสมัยก่อนไม่ได้เดินทางกลับบ้านกันทุกปีหรือทุกปิดเทอมเหมือนสมัยหลังๆ ส่วนใหญ่แล้ว นานๆ จะได้กลับเสียครั้งหนึ่ง ดังนั้น เมื่อสามัคคีสมาคมฯจัดประชุมใหญ่ประจำปี ก็จะเป็นโอกาสดีให้เหล่านักเรียนไทยได้มาพบปะทำกิจกรรมในลักษณะต่างๆ ร่วมกัน สมัยก่อน มักจะติดต่อขอใช้ที่โรงเรียนประจำในต่างจังหวัดหรือแถบชานกรุงลอนดอนจัดงานและมีการค้างแรมกันสองสามคืน ตกเย็นก็จะมี "ดินเนอร์" มีพิธีรีตองการรับประทานอาหารแบบผู้ดีอังกฤษกันเลย ทุกคนแต่งตัวกันเต็มยศอย่างโก้ และในโอกาสนี้เองที่ปฏิคมบางคนจะได้มีโอกาสสำแดงฝีมือในการทำอาหาร (ถ้ามีฝีมือ!) ซึ่งของอย่างนี้ แล้วแต่ปฏิคมแต่ละคนจริงๆ ส่วนใหญ่มักจะไม่ได้มีฝืมือกันเท่าไรนัก จะถนัดไปทางสั่งซื้อเสียมากกว่า แต่ถ้าปีไหน คนดีมีฝีมือหลุดมาเป็นปฏิคม ก็จะเป็นลาภปากของสมาชิกกินกันให้เอิกเกริกกันไป โดยเฉพาะถ้ามื้อนั้นเป็นอาหารไทย! อาหารพวกแกงเขียวหวานย่อมเป็นของโปรดของนักเรียนไทยในอังกฤษในสมัยโบราณ เพราะมันต้องอาศัยเครื่องแกง ซึ่งทำเองไม่ได้ และก็ยังไม่มีขายกันเกร่อตามร้านไทยที่มีจำนวนไม่น้อยในกรุงลอนดอนเหมือนสมัยหลังๆ ดังนั้น ถ้าได้เครื่องแกงส่งขึ้นเครื่องบินมาทางพัสดุของสถานทูต ก็นับว่าโชคดี การรับประทานพวกแกงเขียวหวานหรือแกงเผ็ดของนักเรียนไทยในอังกฤษสมัยก่อน นับว่ามีลีลาที่แปลกว่า การรับประทานในเมืองไทย ขณะที่เวลาเราทานแกงในเมืองไทย เราจะเน้นตักเนื้อตักหมูหรือไก่กุ้งก็แล้วแต่ แต่นักเรียนไทยในอังกฤษจะเน้นตักมะเขือ! ทั้งๆ ที่เวลาอยู่บ้านที่เมืองไทย ก็จะไม่สนใจมะเขือ ไม่ว่าจะเป็นมะเขือเล็กกลางใหญ่หรือพวง แต่พออยู่เมืองนอกเข้าหน่อย เกิดอยากจะกินมะเขือมากกว่าเนื้อ จะว่าดัดจริตก็ไม่เชิง เพราะหมูเห็ดเป็ดไก่ มันหากินได้ง่ายอยู่แล้วในอังกฤษ แต่มะเขือถือเป็นของหายาก และมะเขือมันช่วยให้ได้รสชาติแกงแบบไทยๆ ได้ดีนัก กินแล้วชวนให้คิดถึงบ้านอย่างบอกไม่ถูกเลยทีเดียว มะเขือจึงกลายเป็นของอร่อยที่พวกเราต้องแย่งกันทานไปเสียนั่น นอกจากอาหารหนักแล้ว เรื่องอาหารว่างก็ถือว่าสำคัญไม่น้อย เพราะจะว่าไปแล้ว อาหารที่ปฏิคมต้องจัดหาอยู่บ่อยๆ คือ อาหารว่าง มากกว่าอาหารหนัก เพราะปฏิคมจะจัดหาอาหารหนักก็เฉพาะตอนที่มีงานใหญ่ๆ เช่น งานวันมหาธีรราชเจ้า งานประชุมประจำปี ส่วนกิจกรรมที่มีอยู่บ่อยๆ ซึ่งได้แก่ กิจกรรมการสนทนา อภิปราย โต้วาที หรือการประชุมคณะกรรมการของสมาคม จะใช้อาหารว่างเป็นหลัก อาหารว่างที่จัดกันมีหลายแบบ แล้วแต่น้ำจิตน้ำใจของปฏิคม ปฏิคมบางคนที่ไม่ขวนขวายอะไรเลย ก็มักจะซื้อพวกคุกกี้หรือพวกมันทอดกรอบ (crisps) ผนวกกับชาหรือกาแฟ ซึ่งเป็นของตายต้องมีให้ดื่มอยู่เสมอ ห้ามขาดเลย ปฏิคมประเภทนี้ มักจะมักง่าย คือหาซื้อคุกกี้หรือมันทอดกรอบบรรจุซองตามร้านที่อยู่แถวสถานีรถไฟใต้ดิน สถานีใดสถานีหนึ่งบริเวณแถวๆ สำนักงานผู้ดูแลนักเรียนไทยซึ่งเป็นที่ทำการของสามัคคีสมาคมฯ สถานีรถใต้ดินดังกล่าวที่ว่านี้ ได้แก่ สถานี South Kensington สถานี High Street Kensington สถานี Knightsbridge หรือสถานี Gloucester Road เรียกว่า เดินทางมาจากบ้านมาโผล่ที่สถานีที่ใกล้สามัคคีสมาคมฯ ก็ซื้อมันแถวๆ นั้นแหละ ไม่ขวนขวายอะไรเลย หรือบางทีก็ซื้อร้านแขกที่ใกล้สมาคมขึ้นมาอีก ซึ่งราคาแพงกว่าซื้อซุปเปอร์มาร์เก็ต ทำแบบนี้ เหรัญญิกก็จะบ่นหรือค้อนให้ทันที! แต่ถือว่ายังดีกว่าปฏิคมบางคนที่ไม่ซื้ออะไรเลย มีแต่เตรียมชา กาแฟให้เท่านั้น ถ้าประชุมกันยืดยาว ก็ต้องพากันหิวไส้กิ่วกันไป ซึ่งถือว่าเป็นลูกไม้อย่างหนึ่งที่จะไม่ให้การประชุมยืดเยื้อ ก็โดยการไม่ให้มีของว่างเลย เพราะถ้ามีของว่างด้วยแล้ว กรรมการที่ถนัดวิพากษ์วิจารณ์โต้แย้งหรือไม่ค่อยจะถูกชะตากับกรรมการด้วยกันบางคนแล้ว ท่านก็ร่ายยาวอภิปรายกันอย่างไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน ยิ่งถ้าเรียนอยู่ในลอนดอนด้วยแล้ว ก็ไม่ต้องห่วงต้องขึ้นรถไฟให้ทันกลับเมือง ก่อนตกรถไฟ ปฏิคมบางคนแสนดี คือขวนขวาย บางคนดีจนคิดว่า ถ้าเขาหรือเธอคนนั้นกลับมาเมืองไทย หลังจากเรียนจบ มาใช้ทุนรัฐบาล ก็คงจะเป็นข้าราชการที่ดีที่สุดคนหนึ่งเลยทีเดียว เพราะเขาหรือเธอคนนั้น จะไปซื้อขนมปังจากร้านขนมปัง ที่อบสดในชุมชนที่เธอ/เขาอาศัยอยู่ และซื้อเครื่องทำแซนด์วิชจากร้านขายของสด มาปรุงทำไส้แซนวิชต่างๆ และอุตสาหะแบกแซนวิชแสนอร่อยจำนวนมาใส่หีบห่อมาบริการในที่ประชุม แถมยังชงชาให้ด้วย และก็ยังชงชาได้อร่อย เพราะเคยได้รับคำแนะนำในการชงชาจากครอบครัวชาวอังกฤษที่เคยอาศัยอยู่ การชงชาให้อร่อยไม่ใช่เรื่องง่าย ภาชนะต้องอยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสม คือต้องลวกด้วยน้ำร้อนก่อนจะใส่ชาลงไป อีกทั้งนมที่ไว้ใช้ผสมก็ต้องอุ่นด้วย อีกทั้งต้องรู้จักเลือกชนิดของชาให้เหมาะสมกับช่วงเวลาของวันอีก เมื่อแซนด์วิชอร่อย ชารสกลมกล่อม บรรยากาศการประชุมก็ยากที่จะเคร่งเครียด กรรมการบางคนที่ตั้งท่าจะขัดแย้งกัน ก็ต้องสลายอารมณ์เครียดนั้นลงไปบ้าง ทุกอย่างก็สามารถดำเนินไปอย่างราบรื่นสมานฉันท์และลงเอยด้วยดีได้ เพราะเหรัญญิกก็อารมณ์ดี ไม่หงุดหงิดเพราะเป็นห่วงประมาณ เพราะปฏิคมผู้แสนดีมานะบากบั่น หาซื้อของดีในราคาถูกมาทำของว่างรสเลิศ ขณะเดียวกัน กรรมการท่านอื่นๆ ก็อารมณ์ดี ไม่ต้องหิ้วท้องหิ้วไส้ เหมือนบางปีที่ปฏิคมใจดำไม่ทำหน้าที่ด้วยจิตด้วยใจ สามัคคีสมาคมฯ มีจารีตเฉพาะของสมาคม ไม่ใช่ใครจะเข้ามาทำงาน โดยไม่พยายามรับรู้ถึงจารีตของสมาคม เพราะถ้าไม่พยายามเรียนรู้จารีตที่สืบสานกันมา ความเป็นสามัคคีสมาคมฯก็จะพังพินาศไป อย่างเช่น ในระยะหลังๆ บางปี ปฏิคมเล่นซื้อแซนด์วิชจากห้างแฮร์รอดส์ (Harrods) มาให้กรรมการรับประทาน ด้วยหวังจะได้รับคำชมว่าตั้งใจทำงาน แต่กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์เสียจนน้อยใจ ลาออกไป และปฏิญาณว่า จะไม่ขอกลับมายุ่งเกี่ยวกับสมาคมอีกต่อไป และกล่าวหาว่า สามัคคีสมาคมฯ ใจร้ายและดูถูกคน... อ้าว! ว่าไปนั่น จารีตของสามัคคีสมาคมฯ นี้หาใช่อุดมการณ์ศักดินาเจ้านายเสียหมดอย่างที่เข้าใจกัน และเป็นจารีตที่ต้องการให้ทุกคนหัดทำงานอย่างตั้งอกตั้งใจ ลงแรงบ้าง ลงทุนน้อย แต่ให้ได้ผลดี จะว่าไปแล้ว คงเป็นจารีตทั่วไปของคนอังกฤษเสียมากกว่า เพราะคนอังกฤษโดยส่วนใหญ่แล้วเป็นคนประหยัดกว่าคนไทยมาก! แต่ไม่รู้ว่า ลูกหลานคนใหญ่คนโตของเมืองไทยสมัยนี้ไปอยู่อังกฤษแล้ว จะได้จารีตที่ว่านี้กลับมาหรือเปล่าก็ไม่ทราบได้ ยิ่งเดินทางกลับไปกลับมาทุกเดือนเป็นว่าเล่น ก็คงไม่ได้อะไรกลับมานอกจากได้ "ชื่อ" ว่าเป็น "นักเรียนอังกฤษ" กับเขาเท่านั้น หน้า 76
|