|
||||||||||||||
|
ทุนนิยมไทยจะไปทางไหน?
คอลัมน์ ดุลยภาพดุลยพินิจ โดย ผาสุก พงษ์ไพจิตร มติชนรายวัน วันที่ 05 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10343 โครงสร้าง และพลวัตทุนไทยหลังวิกฤตเศรษฐกิจ พ.ศ.2540 คือชุดโครงการวิจัย ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย สกว.ภายใต้โครงการเมธีวิจัยอาวุโส มีเป้าหมายทำความเข้าใจว่า ทุนนิยมไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร หลังวิกฤตเศรษฐกิจ เมื่อปี 2540 บทสรุปในภาพรวมที่สำคัญบางประการคือ 40 ปีที่ผ่านมา ถือได้ว่าเป็น "ยุคทองของมหาบรรษัทครอบครัวไทย" (Thai family conglomerates) ลักษณะสำคัญของยุคนั้น คือความเป็นธุรกิจกึ่งผูกขาดที่ได้รับการปกป้องคุ้มครองจากภาครัฐ ธุรกิจแนวหน้า มีครอบครัวไม่กี่ตระกูลเป็นเจ้าของ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มีจำกัดจากธนาคาร ได้รับเทคโนโลยีสมัยใหม่ จากการร่วมทุนกับบรรษัทข้ามชาติ ได้รับใบอนุญาตและเงินอุดหนุนจากรัฐบาล และสามารถเข้าถึง ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ เช่นที่ดิน แทบทุกกลุ่มสร้างเส้นสายในระบบราชการ และการเมืองเป็นความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ ทั้งนี้ เพื่อทำให้การเอื้อประโยชน์จากภาครัฐเป็นไปได้โดยง่าย ในช่วงก่อนวิกฤตปี 2540 บรรษัทข้ามชาติต้องดำเนินการอยู่ในกรอบกฎหมาย และหลักปฏิบัติซึ่งรัฐบาลกำหนดและบังคับใช้ เช่น กฎหมายควบคุมสัดส่วนของหุ้น ซึ่งบรรษัทข้ามชาติจะเป็นเจ้าของได้ ธุรกิจครอบครัวไทยจึงอยู่ในฐานะมีสิทธิพิเศษ ทำให้สามารถทำกำไรได้สูงได้นำ ผลกำไรสูงนี้ไปลงทุนเพื่อขยายกิจการต่างๆ และหลายๆ ครอบครัว สามารถก่อตั้ง "มหาบรรษัท ครอบครัว" ตัวอย่างเช่น กรณี "เจ้าพ่อน้ำเมา" เจริญ สิริวัฒนภักดี ซึ่งได้รับสัมปทานทำธุรกิจสุราผูกขาดจากรัฐบาล และมีสายสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ อยู่กับราชการ และนักการเมืองเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจของตนอย่างกว้างขวาง รวมทั้งการเข้าถึงนโยบายต่างๆ ของรัฐด้วย สามารถมีกำไรจากธุรกิจผูกขาดได้อย่างมหาศาล และต่อมาขยายการลงทุนสู่ธุรกิจอื่นๆ เช่น อสังหาริมทรัพย์ การเงิน การบันเทิง โรงแรม ฯลฯ อีกตัวอย่างหนึ่งคือธุรกิจโทรคมนาคมของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ธุรกิจสุราของเจริญ และโทรคมนาคมของทักษิณ เป็นธุรกิจผูกขาดอยู่เป็นเวลานาน นับว่าเป็นกรณีพิเศษ สำหรับครอบครัวธุรกิจอื่นๆ ส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจกึ่งผูกขาด ที่มีผู้ผลิตน้อยราย (oligopolies) มากกว่า แต่ก็ทำกำไรได้สูง ภายใต้ระบบอภิสิทธิ์ต่างๆ กระบวนการสะสมทุนเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีการพัฒนาสู่การเป็นอุตสาหกรรมส่งออก เช่นในกรณีของอุตสาหกรรมรถยนต์ ในกรณีอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป (เจริญโภคภัณฑ์) โรงแรม (ดุสิตธานี) ปูนซีเมนต์ (สยามซีเมนต์) ของตระกูลเจียรวนนท์ ปิยะอุย และสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยลำดับ ก็สามารถพัฒนาความเชี่ยวชาญ ผ่านกระบวนการเรียนรู้ การสร้างตราสินค้า และการสร้างเครือข่ายต่างๆ ทำให้ขยับขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศ ติดอันดับเป็นบรรษัทข้ามชาติจากประเทศกำลังพัฒนา สำแดงให้เห็นระดับพัฒนาการของทุนนิยมไทย ที่เติบโตขึ้น แต่ก็ยังเป็นส่วนน้อย สำหรับภาวะทางการเมือง ช่วงก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ (มาจนถึงปี 2544) ยังมีช่องห่างระหว่างนักธุรกิจกับนักการเมือง คือนักธุรกิจกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งยังไม่ได้เข้าควบคุมอำนาจทางการเมืองได้อย่างเต็มที่ ทำให้กลุ่มทุนต่างๆ สามารถแข่งขันกัน เพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ จากรัฐบาลได้ ในเขตภูธร มีภาวะคล้ายๆ ตระกูลธุรกิจบางตระกูลเติบโตขึ้นมา อาจเริ่มต้นจากธุรกิจเกษตร หรือเกษตรแปรรูป การประมง การขนส่ง ธุรกิจผิดกฎหมาย เช่น หวยเถื่อน ฯลฯ แล้วขยับขยายเข้ามาลงทุนในธุรกิจก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ ในช่วงที่รัฐบาลเพิ่มการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน โรงเรียน โรงพยาบาล ฯลฯ และในช่วงที่ระบอบรัฐสภาประชาธิปไตย ลงหลักปักฐาน ตระกูลธุรกิจระดับนำก็แปรรูปผันตัวเองเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง และนักการเมืองไปในท้ายที่สุด นักธุรกิจภูธรเหล่านี้ได้รายได้สูง จากการได้รับสัมปทานโครงการจากภาครัฐ โดยเฉพาะในโครงการก่อสร้าง และจากการใช้ "อิทธิพล" เพื่อปกป้องธุรกิจผูกขาด หรือกึ่งผูกขาดของตนหลากหลายประเภท หลายกลุ่มเข้าข่ายมีลักษณะเป็น "เจ้าพ่อ" เนื่องเพราะใช้วิธีการทั้งในและเหนือกฎหมายในการทำธุรกิจ หรือจัดการกับคู่แข่งทางธุรกิจ วิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 เป็นมหันตภัยทำลายทุนไทยอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ที่สำคัญคือ ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจวิกฤตนั้น รัฐบาลกลางที่กรุงเทพฯ รู้สึกว่า จำเป็นที่จะต้องยกเลิกมาตรการคุ้มครองต่างๆ ที่เคยให้กับกลุ่มทุนไทย และยอมให้ทุนข้ามชาติเข้ามาดำเนินกิจการได้อย่างเสรีมากขึ้น มหันตภัยของวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 ต่อกลุ่มทุนไทยต่างๆ นั้นมีความลักลั่น ทุนไทยบางกลุ่มได้รับผลกระทบมาก บางกลุ่มก็ได้รับน้อย กลุ่มที่ไม่ค่อยได้รับผลกระทบก็มีแต่มีน้อยราย ได้แก่กลุ่มที่มีเงินสดสำรองไว้มาก และมีหนี้น้อย กลุ่มนี้จึงสามารถอยู่รอด และมีโอกาสซื้อสินทรัพย์และกิจการล้มละลายได้ในราคาถูก ตัวอย่างคือ กลุ่มของเจริญ สิริวัฒนภักดี และกลุ่มชินคอร์ปของครอบครัวชินวัตร และดามาพงศ์ ธุรกิจครอบครัวระดับนำของไทยจำนวนมาก ขณะนี้อยู่ในมือของบรรษัทข้ามชาติ เห็นได้ชัดเจน เช่น ในกรณีของอุตสาหกรรมประกอบรถยนต์ และชิ้นส่วน ธุรกิจค้าปลีกในกรุงเทพฯ ปูนซีเมนต์ ภาคการเงินทั้งระบบ (ประมาณ 40% ของธนาคารไทย) สำหรับโทรคมนาคม เจ้าของเดิมพยายามต้านทาน แต่ในท้ายที่สุดก็ไม่สามารถเข่งขัน เพราะไม่มีฐานทางเทคโนโลยีเพียงพอ ก็ต้องขายกิจการให้ต่างชาติไป ขณะนี้ เรากำลังอยู่ใน "ยุคการต่อสู้ของทุนไทยด้วยอาวุธการเมืองและวัฒนธรรม" สาขาธุรกิจซึ่งกลุ่มทุนไทยยังคงเป็นใหญ่อยู่ และหลังปี 2540 ยังมีการขยายการลงทุนต่อไป เป็นธุรกิจซึ่งยังคงได้รับความคุ้มครอง จากอำนาจรัฐในบางระดับ และเป็นกิจการที่ไม่ต้องอาศัยเทคโนโลยีระดับสูง ซึ่งรวมทั้งอสังหาริมทรัพย์ สื่อสารมวลชน สุรา การบันเทิง โรงพยาบาล และบางสาขาในการท่องเที่ยว หลังปี 2544 ช่องห่างระหว่างนักธุรกิจและนักการเมืองหายไป ตระกูลธุรกิจระดับแนวหน้าของไทยจำนวนหนึ่ง ได้ร่วมมือกันเข้าเกาะกุมอำนาจรัฐโดยตรง ภายใต้ระบบที่เรียกว่า "ไทคูนคือรัฐ" เพื่อจะได้สามารถกำหนดนโยบาย ที่ส่งผลคุ้มครองผลประโยชน์ของธุรกิจของครอบครัวของตนเองได้อย่างชัดเจน และแน่นอน ส่งผลให้ครอบครัวธุรกิจที่อยู่วงนอกเสียเปรียบ ดังนั้น การสร้างเส้นสายแบบแอบแฝงอยู่เบื้องหลังโดยไม่ลงเล่นการเมืองโดยตรง จึงยังเป็นสิ่งจำเป็น ยุทธศาสตร์ใหม่ประการหนึ่ง คือการเข้าหาประโยชน์จากการถือหุ้นในรัฐวิสาหกิจ ที่ผ่านการแปรรูปบางส่วน ทำให้ยังคงเป็นกิจการที่รัฐยังถือหุ้นอยู่ และยังคงได้รับการปกป้อง หรือมีสิทธิพิเศษจากอำนาจรัฐอยู่ได้ในบางระดับ กลุ่มทุนภูธรถูกผลกระทบทางลบน้อยกว่า เพราะว่าพวกเขามีหนี้น้อยกว่า แต่ก็ต้องเผชิญกับการแข่งขันจากธุรกิจข้ามชาติ และยังถูกคุกคามโดยอำนาจรัฐจากส่วนกลาง ทุนภูธรก็กำลังต่อสู้ด้วยวิธีการคล้ายๆ กับทุนจากส่วนกลาง นั่นคือการใช้อำนาจทางการเมือง ผ่านการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และผนึกกำลังสร้างพันธมิตรระหว่างกัน ทั้งในรูปแบบที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ รวมทั้งการระดมปัจจัยทางวัฒนธรรม มาใช้ในการตลาดและอื่นๆ เพื่อต้านทานการคุกคาม จากบรรษัทข้ามชาติ และทุนจากส่วนกลาง สรุปภาพที่ได้ ณ ปี พ.ศ.2549 วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 สำแดงให้เห็นความอ่อนแอของระบบทุนนิยมที่มีธุรกิจครอบครัวเป็นแกนอย่างชัดเจน ณ ปัจจุบัน ธุรกิจครอบครัวไทย ก็ยังเป็นลักษณะขององค์กรธุรกิจส่วนใหญ่ของประเทศ กลุ่มที่อยู่รอดปลอดภัย มักต้องเข้าถึงอำนาจรัฐโดยตรง หรือมีอำนาจเหนือรัฐ หรือดำรงเส้นสายทางการเมืองแบบแอบแฝง หรือต้องร่วมทุนกับต่างชาติ แต่ในระยะยาวแล้วความอยู่รอดของธุรกิจครอบครัวไทยภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์หมายความว่าจะต้องมีการพัฒนาด้านเทคโนโลยี และปรับปรุงคุณภาพของผู้บริหารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประเด็นเรื่องการผูกขาดอำนาจทางเศรษฐกิจของกลุ่มมหาบรรษัทครอบครัวต่างๆ ยังเป็นเรื่องสำคัญเพราะว่ามีผลลัพธ์มากมาย อะไรเกิดขึ้นกับทุนไทย ส่งผลสำคัญต่อการเมืองด้วย เพราะว่าการเมืองไทยคือเรื่อง ใครกุมอำนาจเงิน ประเด็นที่ว่าผู้มีอำนาจเงินก็คือผู้มีอำนาจทางการเมือง ยังมีความหมายอยู่ การผูกขาดทางเศรษฐกิจของกลุ่มธุรกิจสำคัญ อาจจะลดลงในภาคบริการบางภาค แต่ระดับการผูกขาดเดิมในหลายๆ อุตสาหกรรมยังมีอยู่สูง บางอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น และมีความพยายามใช้อำนาจทางการเมืองเพิ่มระดับการผูกขาดต่อไปอีก ในภาวะก่อนเศรษฐกิจวิกฤต การเมืองมีหลายขั้วอำนาจทำให้กลุ่มธุรกิจต่างๆ สามารถแข่งขันกัน เพื่อเข้าถึงอำนาจทางการเมืองได้ หลังปี 2544 การเมืองแบบธนกิจการเมืองที่มีไทคูนคือรัฐ ทำให้อำนาจการเมือง+ อำนาจการผูกขาดของธุรกิจ ประสานเข้าด้วยกัน เป็นอภิมหาผูกขาด อันส่งผลให้เกิดวิกฤตการเมืองอยู่ ณ ปัจจุบัน หน้า 6
|