หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ภาษาประจำชาติ

โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ มติชนรายวัน วันที่ 03 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10341

(ผมขออนุญาตใช้พื้นที่ตรงนี้นิดเดียว เพื่อทำความกระจ่างแก่บทความเรื่อง "พื้นที่ทางการเมืองในภาคใต้" ของผม กล่าวคือ ในบทความนั้น ผมกล่าวถึงความพยายามของชาวประมงชายฝั่งรอบอ่าวปัตตานี ในการอนุรักษ์ทรัพยากร ชาวบ้านไม่ได้รับความร่วมมือจากข้าราชการในพื้นที่ ในการกีดกันมิให้เรืออวนลากอวนรุนเข้ามาจับสัตว์น้ำ ด้วยวิธีการที่ผิดกฎหมาย ความจริงแล้วมีข้าราชการบางคนในบางช่วง เช่น ประมง, ฝ่ายปกครอง หรือแม้ ตชด.- ซึ่งมีอำนาจจับกุมหรือขัดขวางตามกฎหมาย-ที่เห็นความสำคัญของความพยายามของชาวบ้านสู้อุตส่าห์ลงเรือร่วมกับชาวบ้าน เพื่อให้การดำเนินงานมีความถูกต้องตามกฎหมายและได้ผล อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้เป็นการกระทำของบุคคล ไม่ใช่ของระบบราชการอย่างที่ควรจะเป็น)

ในบรรดาสัญลักษณ์ที่รองรับความเป็นชาติต่างๆ ภาษาเป็นสัญลักษณ์ที่ลื่นไหลที่สุด กล่าวคือ ไม่มีรูปแบบตายตัว เหมือนธงชาติหรือชุดแต่งกายประจำชาติ เพราะภาษาใดก็ตามที่ถูกใช้โดยมนุษย์ ย่อมแปรเปลี่ยนไปตามเวลา และสถานที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกันภาษากลับมีความสำคัญสูง เพราะภาษาแบกรับอัตลักษณ์ ของผู้คนที่สัมพันธ์กับวิถีชีวิตจริงแทบจะทุกเวลานาที (แม้แต่ในความฝันยังมีภาษา) ฉะนั้น ผู้คนจึงยึดติดภาษาอย่างแน่นแฟ้นเสียยิ่งกว่า สัญลักษณ์อื่นที่มีรูปแบบตายตัวเป็นอันมาก

ด้วยเหตุดังนั้น สังคมที่รู้จักใช้สติปัญญาในการจัดการชาติ จึงมักปล่อยให้ภาษาประจำชาติมีความลื่นไหลมากๆ ในสหราชอาณาจักร มีกลุ่มที่พยายามจะจรรโลงภาษาเวลช์ และภาษาสก๊อตไว้ อย่างน้อยก็เพื่อให้อัตลักษณ์ความเป็นสก๊อต และเวลช์ไม่ถูกอังกฤษกลืนหายไป

ในสหรัฐ เคยมีความพยายามจะสถาปนาสำเนียงภาษาอังกฤษของแถบตะวันตกกลาง ขึ้นเป็นสำเนียงภาษาอเมริกัน แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะถูกคัดค้านจากประชาชนในแถบอื่นของประเทศ ว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ หรือเป็นช่องทางให้เกิดการเลือกปฏิบัติ

ในปัจจุบัน คนอเมริกันมีสำนึกยอมรับว่า นอกจากภาษาอังกฤษแล้ว พลเมืองอเมริกัน ใช้ภาษาอื่นในชีวิตจริงอยู่อีกหลายภาษา เช่น ภาษาเสปน จีน ญี่ปุ่น อิตาลี เยอรมัน และภาษาในยุโรปกลาง ประกาศของ "ทางการ" (โดยเฉพาะรัฐบาลของมลรัฐ) เป็นอันมากที่เป็นสองภาษา เพื่อให้พลเมืองที่อ่านภาษาอังกฤษไม่ออกสามารถเข้าใจได้ เพราะชาติย่อมมีสมรรถภาพสูง ที่จะเปลี่ยนภาษาเพื่อให้พลเมืองเข้าใจและเข้าถึง ในขณะที่พลเมืองในฐานะบุคคลย่อมมีสมรรถภาพน้อยมากที่จะเข้าใจ หรือเข้าถึงชาติได้หากชาติไม่ใช้ภาษาที่ตัวรู้จัก

เช่นเดียวกับแคนาดา ที่เลือกจะใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาประจำชาติควบคู่กันไปกับภาษาอังกฤษ

พลเมืองย่อมต้องการชาติที่เขาเข้าถึงได้ มิฉะนั้นชาติก็เป็นเพียงกองกำลังติดอาวุธ ซึ่งเรียกร้องแต่การยอมจำนน ไม่ใช่ความภักดี

ฉะนั้น เอาเข้าจริงแล้ว ภาษาอังกฤษในสหรัฐคือ "working language" คือภาษาเพื่อการใช้งาน กล่าวคือ เป็นประโยชน์แก่ผู้คนไม่เฉพาะเพียงได้รู้คำสั่งของรัฐ (ซึ่งในหลายกรณีก็มีภาษาอื่นกำกับอยู่ด้วย) แต่เพื่อให้เขาดำเนินชีวิตและเปิดช่องทางการพัฒนาตัวเองได้สะดวกขึ้น

ควรเข้าใจด้วยว่า ศักยภาพในแง่นี้ของภาษาอังกฤษไม่ได้เกิดขึ้นจากการใช้อำนาจรัฐ บีบบังคับให้เป็นไป แต่ด้วยเงื่อนไขปัจจัยอื่นๆ นอกชาติอเมริกัน (และอังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคนาดา แอฟริกาใต้ ฯลฯ) ทำให้ภาษาอังกฤษมีสถานะอย่างที่มีอยู่ในโลกเวลานี้ ดังที่รัฐต่างๆ ซึ่งไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาประจำชาติ ผลักดันให้พลเมืองของตนรู้ภาษาอังกฤษ

ภาษาไทยจะมีคุณค่าแก่คนที่ไม่ได้พูดภาษาไทยมาแต่กำเนิดอย่างไร จึงไม่อาจอาศัยอำนาจรัฐข่มขี่ให้เกิดขึ้นตามใจชอบ แต่ขึ้นอยู่กับว่าสังคมเจ้าของภาษาจะสามารถพัฒนาศักยภาพของภาษาไทย ให้ตอบสนองความต้องการในชีวิตของคน ได้มากน้อยแค่ไหนต่างหาก ตราบเท่าที่ไม่มีตำราอิสลามศึกษาซึ่งเป็นที่ยอมรับของโลกมุสลิมในภาษาไทย ชาวมุสลิมก็จำเป็นต้องเรียนภาษามลายูและอาหรับเพื่ออ่านตำราออก เช่นเดียวกับตราบเท่าที่ไม่มีตำราเคมี ซึ่งโลกวิชาการสาขาเคมียอมรับในภาษาไทย คนที่อยากเป็นนักเคมีก็ต้องเรียนภาษาอังกฤษ (หรือฝรั่งเศส เยอรมัน รัสเซีย ญี่ปุ่น ฯลฯ) เพื่ออ่านตำราเหล่านั้น

ในแง่นี้ภาษามลายูก็เหมือนภาษาต่างประเทศอื่นๆ คือ ช่วยการศึกษาหาความรู้ของพลเมืองในเรื่องที่เขาสนใจ และให้ความสำคัญ

ยิ่งกว่านี้ ภาษามลายู (ท้องถิ่น) ยังเป็นภาษาน้ำนมของพลเมืองของชาติกว่า 1 ล้าน 5 แสนคน ที่อยู่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ว่าเขาจะสนใจศึกษาศาสนาหรือไม่ ภาษามลายู (ท้องถิ่น) เป็นภาษาที่เขาต้องใช้ในวิถีชีวิตของเขา นับตั้งแต่สร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ไปจนถึงสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมของบรรพบุรุษ ผ่านภาษามลายู (ท้องถิ่น) ฉะนั้น ภาษามลายูจึงเป็นส่วนสำคัญของอัตลักษณ์ของคนมลายู หากเขาพูด หรืออ่านภาษาอื่นได้อีกด้วย ก็นับเป็นข้อได้เปรียบของเขา แต่การไม่สามารถพูดหรืออ่านภาษามลายูได้เลย จะเป็นข้อเสียเปรียบอย่างที่ไม่มีภาษาอื่นใดมาทดแทนได้เลย (หากเขายังใช้ชีวิตอยู่ในสังคมชายแดนภาคใต้)

หลายคนในบรรดาผู้คนเหล่านี้ มีความสามารถในภาษาอื่นค่อนข้างต่ำ ถึงพูดภาษาไทยพอได้ แต่ไม่คล่องพอที่จะใช้ภาษาไทย ถ่ายทอดความคิดความรู้สึกลึกๆ ของตัวได้ ยังไม่พูดถึงใช้ภาษาไทยในการชี้แจงแสดงเหตุผลที่สลับซับซ้อน ตามเงื่อนไขปัจจัยของโลกปัจจุบัน ทำให้ต่อรองกับใครบนเวทีประเทศไทยได้ลำบาก

เป็นเวลาสัก 20 ปีมาแล้ว ที่ผู้ปกครองของนักเรียนในภาคใต้พบว่า การศึกษาวิชาสามัญรวมทั้งภาษาไทย ซึ่งใช้เป็นสื่อการสอนหลัก ในการเรียนวิชาสามัญ มีความสำคัญแก่อนาคตของลูกหลานของเขา คุณภาพการศึกษาที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของนักเรียนในภาคใต้ ไม่ได้เป็นที่วิตกแก่รัฐบาล หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาของชาติเท่านั้น ผู้ปกครองของเด็กนักเรียนเองก็มีความวิตกห่วงใยเหมือนกัน

แสดงว่า ทั้งๆ ที่ภาษาไทยยังไม่สามารถเข้าไปมีบทบาทแทนที่ภาษามลายูและอาหรับ ประชาชนก็มองเห็นคุณค่าของภาษาไทยแล้ว

ปัญหามาอยู่ที่ว่า จะสอนภาษาไทยแก่เด็กที่ไม่ได้ใช้ภาษาไทยในครอบครัวอย่างไรจึงจะได้ผลดีต่างหาก วิจัยของธนาคารโลกชิ้นหนึ่งพบว่า การใช้ภาษาน้ำนมที่เด็กคุ้นเคยเป็นสื่อการสอนในขั้นปฐมวัยและชั้นประถม จะให้ผลดีด้านการศึกษาสูงกว่า รวมทั้งการเรียนภาษาใหม่ด้วย หมายความว่าเด็กควรเรียนภาษาไทยในชั้นประถม แต่เรียนจากภาษามลายู (ท้องถิ่น) (เหมือนที่คนไทยเรียนภาษาอังกฤษจากภาษาไทย) และค่อยๆ เพิ่มความสามารถในภาษาไทยไปทีละน้อยตามทักษะทางภาษาของเด็ก เมื่อเด็กจบชั้นประถม ภาษาไทยของเขาน่าจะอยู่ในขั้นที่สามารถติดตามการสอนด้วยภาษาไทยได้พอสมควร

นี่คือตัวอย่างหนึ่งของการใช้ภาษามลายู (ท้องถิ่น) เป็นภาษาใช้งานหรือ working language ตามที่ กอส.เสนอ

ภาษาใช้งานยังหมายถึง การใช้ภาษามลายูในสื่อ (โดยเฉพาะของรัฐ-ถ้ารัฐต้องการเป็นฝ่ายแจ้งข่าวแก่ประชาชน) ในประกาศของทางราชการ รวมทั้งทำให้เกิดความเป็นไปได้ที่คนซึ่งไม่อาจพูดภาษาไทยได้ถนัด สามารถใช้ภาษามลายูที่อำเภอ สถานีตำรวจ ศาล ธนาคาร โรงพยาบาล ฯลฯ ตามความจำเป็น ล่ามที่สามารถใช้งานได้ในพื้นที่สามจังหวัด ไม่ใช่บุคลากรที่หายากแต่อย่างไร อยู่ที่หน่วยงานอยากจะให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการได้หรือไม่ต่างหาก

หลายคนชอบอ้างพระราชดำรัสเรื่อง "เข้าถึง เข้าใจ และพัฒนา" ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่ "เข้าถึง" ของเขามีความหมายแต่เพียงฝ่ายรัฐเป็นผู้เข้าถึงประชาชน หากประชาชนจะ "เข้าถึง" รัฐก็เข้าถึงได้เฉพาะภายใต้เงื่อนไขที่รัฐเปิดให้เท่านั้น ความ "เข้าใจ" ที่จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอยู่ในกรอบเงื่อนไขที่พอรับได้ ไม่ล้ำไปกว่านั้น ฉะนั้น การ "พัฒนา" ของเขาจึงมีความหมายถึงความเปลี่ยนแปลงที่รัฐเป็นผู้กำหนดเท่านั้น

ความหมายที่แท้จริงของพระราชดำรัสน่าจะเป็นการ "เข้าถึง เข้าใจ และพัฒนา" ด้วยจราจรสองทาง คือทางฝ่ายรัฐและฝ่ายประชาชนเหมือนกัน ภาษามลายู (ท้องถิ่น) ในฐานะ "ภาษาใช้งาน" คือช่องทางสำหรับการที่ประชาชนจะสามารถ "เข้าถึง เข้าใจ และพัฒนา" กับรัฐ เช่นเดียวกับที่รัฐอาจทำกับประชาชน ได้กว้างขวางขึ้น ส่วนเงื่อนไขต่างๆ ที่ประกอบการ "เข้าถึง เข้าใจ และพัฒนา" เป็นเรื่องของการเจรจาต่อรองกันโดยสันติ (และเมื่อพูดว่า "โดยสันติ" ก็ต้องหมายถึงทั้งสองฝ่ายที่มีอำนาจในการเจรจาต่อรองที่เท่าเทียมกันด้วย)

มองอย่างไรก็มองไม่เห็นว่า ภาษามลายูในฐานะ "ภาษาใช้งาน" จะไปกระทบต่อภาษาประจำชาติได้อย่างไร เพราะ "ภาษาใช้งาน" เช่นนี้ต่างหากที่จะเปิดให้ประชาชนเข้าถึงรัฐและเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาได้อย่างแท้จริง การที่พลเมืองไทยจำนวนมาก ถูกกีดกันออกไปจาก "เข้าถึง เข้าใจ และพัฒนา" ของรัฐ น่าจะทำความวิตกห่วงใยอย่างหนักแก่ผู้ประกาศความ "รักชาติ" มิฉะนั้นแล้ว ความรักชาติก็ไร้ความหมาย

อนึ่งภาษามลายู (ท้องถิ่น) มีความใกล้เคียงอย่างมากกับภาษามลายูที่ใช้เป็นภาษาประจำชาติของมาเลเซีย อินโดนีเซีย และบรูไน หมายความว่าเดินก้าวไปอีกนิดเดียวก็ทำให้คนพูดมลายู (ท้องถิ่น) สามารถพูด ฟัง อ่าน เขียน ภาษามาเลเซีย, อินโดนีเซีย และบรูไนได้ แท้จริงแล้วภาษามลายูเป็นภาษาที่มีผู้ใช้มากที่สุดในอุษาคเนย์ หากพลเมืองไทยกว่า 1 ล้าน 5 แสนคน รู้ภาษามาเลเซีย, อินโดนีเซีย และบรูไน อย่างดี ไม่ได้เป็นกำไรของชาติไทยหรอกหรือ

นโยบาย "ภาษาใช้งาน" ดังที่ กอส.เสนอ ทำให้ภาษามลายู (ท้องถิ่น) สามารถดำรงอยู่ต่อไปอย่างเข้มแข็งในแผ่นดินไทย ซ้ำยังอาจก้าวเลยไปถึงความรู้ด้านภาษามลายูที่ใช้ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างกว้างขวาง ในขณะที่พลเมืองเหล่านั้น เรียนรู้ภาษาไทยเป็นภาษาที่สอง ซึ่งย่อมเป็นกำไรแก่ชีวิตของเขาอย่างปฏิเสธไม่ได้

ภาษาประจำชาติของไทยจะอ่อนแอลงเพราะเหตุนี้ได้อย่างไร

หน้า 6