|
||||||||||||||
|
นอมินี..นี่นี้เป็นพยาน
(1)
คอลัมน์ จอดป้ายประชาชื่น โดย วุฒิ สรา wutsara2000@yahoo.com มติชนรายวัน วันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10400 เริ่มแพลมออกมาบ้างแล้ว สำหรับผลการสอบสวนเบื้องต้นของกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากรณีการถือหุ้นแทน หรือ "นอมินี" ในบริษัท กุหลาบแก้ว จำกัด ที่ถือหุ้นในบริษัท ซีดาร์โฮลดิ้งส์ จำกัด และเข้าไปซื้อหุ้นในบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือชินคอร์ป จากตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์ ทั้งนี้ การสอบสวนเบื้องต้นในบริษัท กุหลาบแก้ว แบ่งเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกคือช่วงก่อตั้งบริษัท เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2549 มีทุนจดทะเบียน 1 แสนบาท (1 หมื่นหุ้น) โดย "พงส์ สารสิน" ถือ 30,960 หุ้น หรือ 30.96% "ศุภเดช พูนพิพัฒน์" 2,000 หุ้น หรือ 20% รวม 50.96% (คนไทยอีก 4 คน คนละ 1 หุ้น รวมคนไทยทั้งหมด 51%) ส่วนบริษัท ไซเพรสโฮลดิ้งส์ จำกัด ถือ 4,900 หุ้น หรือ 49% แม้ต่อมาเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2549 จะเพิ่มทุนเป็น 164.4 ล้านบาท โดย "พงส์" ถือหุ้น 5,096,396 หุ้น "ศุภเดช" ถือหุ้น 3,288,000 หุ้น และบริษัทไซเพรสฯ 8,055,600 หุ้น แต่สัดส่วนการถือหุ้นยังคงเดิม และที่สำคัญหุ้นที่คนไทยถือเป็น "หุ้นบุริมสิทธิ กลุ่ม ก." ส่วนบริษัท ไซเพรสฯ ถือ "หุ้นสามัญ กลุ่ม ข." หากดูเฉพาะสัดส่วนการถือหุ้นโดยไม่แยกแยะว่าเป็น "หุ้นบุริมสิทธิ" หรือ "หุ้นสามัญ" เด็ก ป.1 ก็บอกได้ว่า จำนวนหุ้นคนไทยเกินกึ่งหนึ่ง แต่จะบอกว่าเป็นนิติบุคคลไทยเลยนั้นมันสรุปง่ายเกินไป ทั้งนี้ ข้อบังคับบริษัทกุหลาบแก้ว ข้อ 20 กำหนดว่า หุ้นบุริมสิทธิ 10 หุ้น ออกเสียงได้เพียง 1 เสียง เท่ากับว่าผู้ถือหุ้นคนไทยมีสิทธิออกเสียงรวมกันแล้วแค่ 9.41% ขณะที่บริษัทไซเพรสฯที่ถือหุ้นสามัญ มีสิทธิออกเสียงถึง 90.59% นอกจากนี้ ข้อบังคับบริษัท ข้อ 25 ก็ให้จ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้นกลุ่ม ก แค่ปีละ 3% เป็นเรื่องที่ผิดปกติวิสัยสำหรับการทำธุรกิจที่คนถือหุ้นใหญ่ 51% แต่มีสิทธิออกเสียงแค่ 9.41% และรับเงินปันผลแค่ 3% อย่างไรก็ตาม มีรายงานข่าวว่า "พงส์ สารสิน" ให้เหตุผล (ข้ออ้าง) ถึงการลักษณะการทำธุรกิจดังกล่าวว่า "ที่ถือหุ้นบุริมสิทธิ เพราะได้รับเงินปันผลแน่นอนปีละ 3% ซึ่งคุ้มค่าการลงทุน เพราะเป็นอัตราใกล้เคียงกับอัตราดอกเบี้ยในขณะนั้น และมีสิทธิเปลี่ยนเป็นหุ้นสามัญได้ภายใน 1 ปี อีกทั้งการประชุมกรรมการบริษัท และการประชุมผู้ถือหุ้นต้องมีผู้ถือหุ้นฝ่ายไทยเข้าร่วมด้วยทุกครั้ง" ฟังแล้วมันก็ยังทะแม่งๆ ก็ในเมื่อคุณถือหุ้นใหญ่ก็ต้องมีสิทธิเป็นกรรมการและร่วมประชุมผู้ถือหุ้นอยู่แล้ว ที่สำคัญขณะนั้นผลประกอบการของกลุ่มชินคอร์ปก็ค่อนข้างดี แต่ทำไมขอรับเงินปันผลแค่ปีละ 3% เท่านั้น แต่ที่แปลกกว่านั้นก็คือผลสอบสวนเบื้องต้นก็ยังสรุปว่า "การถือหุ้นของนายพงส์และนายศุภเดช ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่า เป็นการถือหุ้นแทนบริษัทไซเพรสฯ และบริษัท แอสเพน โฮลดิ้งส์ จำกัด ซึ่งเป็นคนต่างด้าวหรือไม่" อย่างไรก็ตามคำว่า "ยังไม่ชัดเจน" ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ได้เป็นนอมินีโดยปราศจากข้อสงสัย จึงอยากรอดูว่า คณะทำงานสอบสวนชุดใหม่ที่มี "ยรรยง พวงราช" รองปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน จะสอบสวนประเด็นนี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นหรือไม่ หรือจะยืนยันตามเดิม เพราะจำเลยได้ประโยชน์ ดังนั้นจึงอยากให้ผลสอบเบื้องต้นนี้เป็นพื้นฐานเพื่อรอดูว่าผลสอบชุดใหม่จะเป็นอย่างไร... (ผลสอบ) "นอมินี..นี่นี้เป็นพยานฯ" ส่วนผลสอบช่วงที่ "สุรินทร์ อุปพัทธกุล" หรือ "ดะโต๊ะสุรินทร์" มาเพิ่มทุนภายหลัง และผลเบื้องต้นสรุปว่า พอจะเชื่อได้ว่า "ดะโต๊ะสุรินทร์" เป็นนอมินีบริษัทแฟร์มอนท์ อินเวสท์เมนส์ กรุ๊ป จำกัด ซึ่งจดทะเบียนบนเกาะบริติช เวอร์จิ้น ไอส์แลนด์ และเสนอให้กระทรวงพาณิชย์แจ้งความดำเนินคดีนั้น ขอไปว่ากันต่อใน "นอมินี..นี่นี้เป็นพยาน" ภาค 2 สัปดาห์หน้า หน้า 20 นอมินี นี่นี้เป็นพยาน (จบ) คอลัมน์ จอดป้ายประชาชื่น วุฒิ สรา wutsara2000@yahoo.com มติชนรายวัน วันที่ 07 กันยายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10407 ขอเพิ่มข้อสังเกตจากสัปดาห์ก่อนถึงกรณีที่ "พงส์ สารสิน" และ "ศุภเดช พูนพิพัฒน์" ถือหุ้นใหญ่ 51% ในบริษัท กุหลาบแก้ว จำกัด (ในช่วงต้น) และมีการอ้างเหตุถึงการขอรับเงินปันผลเพียงปีละ 3% ว่า คุ้มค่ากับการลงทุน เพราะใกล้เคียงกับอัตราดอกเบี้ยขณะนั้น มันคุ้มค่าจริงหรือ? ในเมื่อเงินที่นำมาเพิ่มทุนบริษัทจาก 1 แสนบาท เป็น 164.4 ล้านบาท เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2549 นั้นเป็นเงินกู้จากธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เอ็มแอลอาร์ขณะนั้นอยู่ที่ประมาณ 6-7% ถ้าจะคุ้มค่าจริงๆ ก็คือรับเงินปันผลฟรีๆ 3% เป็นค่าตัวแทนเชิด ส่วนเงินกู้ดังกล่าวเป็นคนอื่นกู้แทน ไม่รู้ว่าคณะทำงานสอบสวนชุดใหม่ที่มี "ยรรยง พวงราช" รองปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน จะมองประเด็นนี้อย่างไร มาถึงช่วงการเปลี่ยนมือผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท กุหลาบแก้ว จาก "พงส์" และ "ศุภเดช" เป็น "สุรินทร์ อุปพัทธกุล" หรือ "ดะโต๊ะสุรินทร์" ที่เข้ามาเพิ่มทุนบริษัทเป็น 4 พันล้านบาท เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2549 และกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 68% ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างภาพให้เห็นชัดเจนว่าบริษัทกุหลาบแก้วเป็นของคนไทย จะได้ลบข้อครหาว่าต่างชาติ (กองทุนเทมาเส็ก จากสิงคโปร์) ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือชินคอร์ป ที่ซื้อมาจากตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์ ซึ่งเข้าข่ายผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตาม กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ตรวจสอบแล้วพบว่า เงิน 2,720 ล้านบาท ที่เข้ามาเพิ่มทุนในบริษัทกุหลาบแก้วของ "ดะโต๊ะสุรินทร์" นั้น โอนมาจากธนาคารฮ่องกงเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นบัญชีของบริษัท แฟรมอนท์ อินเวสต์เมนต์ กรุ๊ป จำกัด ที่จดทะเบียนบนเกาะบริติช เวอร์จิ้น โดยมีบริษัท กรีนแลนด์ จำกัด ซึ่งจดทะเบียนที่ประเทศบรูไน เป็นผู้ดำเนินการแทน ที่สำคัญก็คือบริษัทกรีนแลนด์ ได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้ "ดะโต๊ะสุรินทร์" เป็นผู้ดำเนินการแทน ในการเข้ามาจัดการในบริษัทกุหลาบแก้ว จากข้อมูลดังกล่าว กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจึงเชื่อได้ว่า "ดะโต๊ะสุรินทร์" ถือหุ้นแทนบริษัทแฟร์มอนท์ หรือเป็นนอมินีบริษัทต่างด้าว ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว จึงเตรียมที่จะส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไป โดยมีการสรุปขั้นสุดท้ายเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม แต่เหมือน "ดะโต๊ะสุรินทร์" จะมีญาณทิพย์รู้ว่า กรมพัฒนาธุรกิจฯสรุปผลแล้ว จึงทำหนังสือร้องเรียนถึง "สมคิด จาตุศรีพิทักษ์" รองนายกฯและ รมว.พาณิชย์ มาดักหน้าเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ว่ากรมพัฒนาธุรกิจฯพิจารณาข้อมูลไม่ครบถ้วน และยืนยันว่าตัวเองเป็นเจ้าของบริษัทแฟร์มอนท์ และเป็นผู้รับผลประโยชน์โดยตรง แต่อย่าลืมว่า บริษัทแฟรมอนท์ และบริษัทกรีนแลนด์นั้น จดทะเบียนในต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นนิติบุคคลต่างด้าว เมื่อ "ดะโต๊ะสุรินทร์" กระทำการแทนก็ย่อมถือว่าเป็นนอมินีให้บริษัทต่างด้าว ดังนั้น จึงต้องรอดูว่าคณะทำงานตรวจสอบชุดใหม่จะมองประเด็นนี้อย่างไร อย่าอ้างว่าเป็นการทำธุรกิจรูปแบบใหม่ (ที่ผิดกฎหมาย) ซึ่งคนไทยไม่คุ้นเคย และอย่าบอกว่าจะกระทบการลงทุนเพราะบริษัทต่างชาติหลายรายก็ใช้นอมินีกัน ในเมื่อรู้ว่าผิดแต่ยังเสี่ยงที่จะทำก็ต้องยอมรับผลของการกระทำนั้น "นอมินี" นี่นี้ เป็นพยาน สอบก็ผิดแจ้งจาร อยู่บ้าง สอบใหม่ท่านยื้อย่าง บ่ชอบ สอบเพื่อมล้าง(ผิด) ดาบนั้นย้อนสนอง (ตัวเอง) จาก...สีเปรอะ หน้า 20
|