|
||||||||||||||
|
ชินคอร์ป
กรณีศึกษากฎคุม นอมินี
รองรับรหัสพัฒนา
ธรรมาภิบาล
วัชรา จรูญสันติกุล กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2549 วัชรา จรูญสันติกุล รวบรวมนานาทัศนะที่น่าสนใจของนักวิชาการที่ 'คิดดี' ต่อกฎเกณฑ์ที่บังคับใช้ควบคุม 'นอมินี' กับระบบ 'ธรรมาภิบาล' ในภาครัฐและเอกชน กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : รหัสการพัฒนาของโลกจากยุค 'เรอเนซองส์' Renaissance หมายถึง ยุคประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นตามหลังยุคกลางในยุโรป และเกิดขึ้นก่อนยุคปฏิรูป มีช่วงเวลาตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 จนถึงศตวรรษที่ 16 ซึ่งมีการดูดซับความรู้ด้านคณิตศาสตร์ การเพ่งเล็งไปที่ความสำคัญของความเป็นอยู่ที่ดี โดยเฉพาะเรอเนซองส์ของอิตาลีในศตวรรษที่ 15 ถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของยุคสมัยใหม่ ที่ต่อมามีสังคมเศรษฐกิจเฟื่องฟูด้วยการขยายอาณานิคมและอาณาจักรดินแดน ซึ่งมักยึดถือ หลักปรัชญาแบบ KPM ก็คือ Knowledge, Power, Money แต่เมื่อมาถึงศตวรรษที่ 20 และ 21 ที่ กระแส 'โลกาภิวัตน์' เนื่องจากวิวัฒนาการของโลก จากคลื่นเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่ทลายพรมแดนของระบบติดต่อสื่อสารและแลกเปลี่ยนข่าวสารเข้าครอบคลุมสังคมเศรษฐกิจ การเมือง และเพื่อจะมุ่งสู่เป้าหมายของความเจริญเติบโตก็เริ่มหมุนเข็มกลับมาสู่หลักปรัชญาแบบ GCK ซึ่งก็คือ Goodness, Community & Culture, Knowledge ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล นายธนาคารพาณิชย์ซึ่งมีแนวคิดทางวิชาการที่เป็นด้านดีกับสังคมไทย ได้สะท้อนภาพผสมผสานระหว่างกฎหมาย ที่มี 'จริยธรรม' กับ 'ธรรมาภิบาล' ที่แตกต่างในสองยุคสมัยของโลกที่ผ่านมา ในระหว่างการระดมความคิดเห็นเชิงวิชาการด้วยหัวข้อเรื่อง "สู่ความชัดเจนในระเบียบธรรมาภิบาล : ประเด็นสืบเนื่องจากกรณีการขายหุ้นชินคอร์ปอเรชั่น" ที่จัดขึ้นโดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา ว่า "เรามีความเชื่อว่า การจะบรรลุเป้าหมายสู่ธรรมาภิบาลนั้น จะต้องมีกฎหมายมาบังคับใช้ แต่ความจริงกฎหมายเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น" หากมองผ่าน 'รหัสการพัฒนา' ของโลกทั้งสองยุคสมัยแล้ว กฎหมายต้องมีจริยธรรม และธรรมาภิบาลในมิติของความซื่อสัตย์สุจริต มีการจูงใจ ผู้คนต้องมีจริยธรรม มีการเปิดเผยข้อมูลชัดเจน และมีบทบาทของสื่อเข้ามาร่วมในกระบวนการด้วย แต่ที่ผ่านมา เกิดช่องว่างของบทบัญญัติ หรือ Letters of Law และเจตนาของตัวกฎหมายที่เขียนไว้ หรือ Spirit of Law ดร.ประสารยังมองถึงแนวทางการปรับปรุงกฎหมาย และการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธรรมาภิบาล ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่า ควรมีการตั้งคณะกรรมการอิสระ ที่มาจากการแต่งตั้งของตุลาการหรือวุฒิสภา แต่ต้องได้รับความเชื่อถือ และไม่ได้มาจากการเลือกตั้งขึ้นมาตรวจสอบ เนื่องจากคณะกรรมการที่ทำการตรวจสอบในปัจจุบันเป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของรัฐบาล ขณะที่ต้องตรวจสอบผู้บังคับบัญชาซึ่งเป็นระดับผู้นำ จึงขาดอำนาจที่แท้จริง จึงควรที่จะมีการสร้างหลักการคานอำนาจ เนื่องจากกรณีหุ้นชินคอร์ป เป็นประเด็นที่มีคำถามข้อสงสัย ขณะที่ ดร.อมร จันทรสมบูรณ์ อดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้ความเห็นนอกเวทีสัมมนาว่า ผู้กำหนดนโยบายและวางกฎหมายต้องอยู่บนระบบที่ถูกต้อง การเจาะประเด็นถกเถียงกันในวันนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง โดยเฉพาะเรื่องของธรรมาภิบาลที่เกี่ยวข้องกับภาษี และการกำกับดูแล ของสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต.ในประเด็นทางกฎหมาย จะต้องถือเป็น 'หัวใจ' ซึ่งต้องมีความชัดเจน และมีการวางหลักเกณฑ์ชัดเจนในพิจารณา โดยคนที่จะกำกับดูแลได้ดีนั้น ต้องมาจากระบบที่ถูกด้วย "ดังนั้น กฎหมายจึงต้องมาจากระบบที่ถูกต้อง ซึ่งก็จะทำให้คนปฏิบัติงานบังคับใช้กฎหมาย หรือ Enforcement ได้ถูกต้องไปด้วย" ดร.อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณของทีดีอาร์ไอ มองว่า กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการที่ต่างชาติ เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่เป็น 'ปากว่า' ซึ่งไม่ต้องการให้ต่างชาติ เข้ามาเป็นเจ้าของธุรกิจที่คนไทยบางกลุ่มเป็นเจ้าของอยู่ และกลุ่มที่เป็น 'ตาขยิบ' ที่ต้องการให้เปิดประเทศ กับทุกคนตามกระแสโลกาภิวัตน์ ขณะนี้ ประชาสังคมไทยควรเรียนรู้ว่ากระบวนการการเมืองไทยมักจะนำไปสู่จุดที่ทำให้กลุ่ม 'ปากว่า ตาขยิบ' ชนะ "วันนี้ผมไม่อยากพูดกับขาประจำ แต่เห็นว่าเราควรรื้อระบบทั้งหมดที่มีอยู่ และทำใหม่ให้เป็นทิศทางเดียวกัน เพราะทุกครั้งที่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น คนไทยก็มักส่งให้กฤษฎีกาตีความ ซึ่งจะสร้างความตกใจให้กับพวกปากว่าตาขยิบค่อนข้างมาก ดังนั้น คนไทยต้องเริ่มมองว่าอะไรทำได้หรือทำไม่ได้ โดยเฉพาะกลุ่มปากว่าตาขยิบจำเป็นต้องคิดใหม่ เมื่อเป็นโลกาภิวัตน์แล้วต้องเปิดจริงหรือ" จากงานวิจัยของทีดีอาร์ไอที่ระบุว่า ประเทศไทยมีกิจกรรมที่มีคนต่างด้าวเป็นเจ้าของมากมาย ซึ่งน่าเป็นห่วงว่า เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น จึงอยากเสนอแนะว่าฝ่ายราชการไทยควรเร่งปรับตัวรับกับกระแสโลกให้ได้ เพราะน่าเป็นห่วงราชการไทย ที่ไม่สามารถใช้วิจารณญาณในการดำเนินการใดๆ ได้ และตอนนี้เท่าที่ทราบหอการค้าต่างชาติ ก็สอบถามให้วุ่นไปหมดว่า กำลังจะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย "สิ่งที่ผมอายเวลาเจอฝรั่ง ซึ่งเขามักจะพูดว่า Everything in Thailand is the Negotiation (ทุกเรื่องในเมืองไทยต่อรองกันได้)" ดร.อัมมารย้ำว่า อยากให้รัฐบาลและระบบราชการเลิกปฏิบัติปากว่าตาขยิบ โดยพิจารณาเรื่องการถือหุ้นแทนคนต่างด้าว (นอมินี) ควรดูจากพฤติกรรมไม่ใช่เน้นโครงสร้างการถือหุ้น และต้องสามารถที่จะตอบคำถามกับสังคมได้ มุมมองของ ดร.ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ ประธานทีดีอาร์ไอ สรุปว่า หลังจากเวลาผ่านไป 10 ปี แม้ได้มีการแก้ไขปัญหาโดยเฉพาะเรื่องธรรมาภิบาล ที่เป็นเรื่องการแสวงหาผลประโยชน์ของผู้มีอิทธิพลเพื่อพวกพ้อง และญาติมิตร ซึ่งทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 แต่เมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น ปัญหาธรรมาภิบาลยังคงมีอยู่ เช่น กรณีการขายหุ้นชินคอร์ปอเรชั่น จึงควรปรับปรุงกฎกติกาให้ชัดเจน ที่ชี้ชัดได้ว่า 'อะไรถูก อะไรผิด' ซึ่งหากธรรมาภิบาลของประเทศยังมีปัญหา จะเกิดผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจ เพราะเศรษฐกิจจะไม่ได้รับการพัฒนา มีเพียงผู้มีอำนาจและพวกพ้องที่จะหาผลประโยชน์จนเติบใหญ่ "เราจึงไม่สามารถแก้โดยแค่เขียนหนังสือธรรมาภิบาล แต่ต้องมีระบบถ่วงดุล ชินคอร์ป จึงเป็นแค่กรณีศึกษาที่ทำให้มองเห็นประเด็นของปัญหา"
|