|
||||||||||||||
|
ประชาธิปไตยหรือสินค้า
คอลัมน์ ดุลยภาพดุลยพินิจ โดย ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ มติชนรายวัน วันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10399 บุคคลที่เกิดในครอบครัวที่นับถือศาสนาหนึ่งอาจเป็นเพียงรูปแบบภายนอกว่านับถือศาสนานั้น มิได้ปฏิบัติ หรือมีความเคร่งครัดศรัทธาในแง่ของวิถีชีวิตจริงๆ ในทำนองเดียวกัน ประเทศที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อาจมีกระบวนการเลือกตั้งที่ประชาชนจำนวนมากมาย ไปใช้สิทธิครั้งแล้วครั้งเล่า โดยมิได้ตระหนักถึงความสำคัญในการใช้วิจารณญาณของตน และมิได้สนใจว่าผลของการเลือกตั้ง จะนำไปสู่การปกครองที่ยึดมั่นในประชาธิปไตยหรือไม่ เนื้อแท้กับรูปภาพภายนอกไม่จำเป็นต้องไปด้วยกัน การกำหนดสิทธิออกเสียงเลือกตั้งให้ประชาชนเจ้าของประเทศมีสิทธิคนละหนึ่งเสียงเท่ากัน (one man, one vote) ไม่ว่าจะร่ำรวยหรือมีอำนาจมากน้อยเพียงใด เป็นฟื้นฐานสำคัญที่ให้ประชาชนทุกคนมีโอกาสเลือกผู้แทนที่ตนต้องการ ซึ่งเชื่อว่าผู้แทนของประชาชนที่เป็นผลผลิตของกระบวนการเช่นนี้ น่าจะต้องรับฟัง และทำหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเป็นสำคัญ ประชาธิปไตยเป็นระบอบของการเปิดกว้าง ปราศจากการเลือกปฏิบัติหรือการให้สิทธิพิเศษแก่ประชาชนเฉพาะบางกลุ่มบางก้อน แม้ในทางปฏิบัติอาจมีการกำหนดคุณสมบัติบางประการเพิ่มเติมบ้าง เช่น อายุ เป็นต้น นี่เป็นเจตนารมณ์ของการกำหนดสิทธิออกเสียงเลือกตั้งที่ทำให้ประเทศต่างๆ ที่เรียกตนเองว่า เป็นประเทศที่มีการปกครองแบบประชาธิปไตย ต่างก็มีการเลือกตั้ง และให้สิทธิออกเลือกตั้งแก่ประชาชนอย่างกว้างขวาง และเท่าเทียมที่สุด ยิ่งกว่าระบอบใดๆ การให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิแสดงความคิดเห็น และการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับอำนาจอธิปไตย เช่นการมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งหนึ่งเสียงเท่ากัน จึงเป็นกติกาฟื้นฐานที่จำเป็นที่สุด และในประเทศที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย จักให้ประชาชนส่วนหนึ่งมีสิทธิออกเสียงมากกว่าส่วนผู้อื่นไม่ได้เลย อย่างไรก็ตาม สิทธิออกเสียงหนึ่งคนหนึ่งเสียงยังไม่เพียงพอที่จะบอกว่าการเลือกตั้งในแต่ละครั้ง จะให้ผลที่น่าความเชื่อถือหรือเป็นประชาธิปไตยแล้ว เพราะโดยเนื้อหาแล้ว การเลือกตั้งจะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ ย่อมขึ้นอยู่กับการปฏิบัติว่าเป็นไปตามเจตนารมณ์ของระบอบประชาธิปไตยมากน้อยเพียงใด การกำหนดสิทธิออกเสียงเลือกตั้งอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ง่ายนักที่จะทำให้อำนาจอธิปไตย มาจากประชาชนอย่างเท่าเทียมตามไปด้วย ในขณะที่กติกาเลือกตั้งให้สิทธิออกเสียงแก่ประชาชนหนึ่งเสียงเท่ากัน ไม่ขาดไม่เกิน และไม่เกี่ยวกับคุณภาพ หรือคุณลักษณะอื่นๆ กระบวนการซื้อสิทธิขายเสียง และการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ที่บ่อนทำลายหลักการประชาธิปไตย มีการเคลื่อนไหวควบคู่ไปด้วย ประชาชนจำนวนมากพร้อมลงคะแนนเสียงให้แก่ผู้ซื้อรายใดก็ได้ที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด แม้เศรษฐกิจจะเจริญก้าวหน้ามากขึ้น ก็มิได้หมายความว่าประชาชนเหล่านี้จะยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตย และหวงแหนสิทธิของตน ชัยชนะในการเลือกตั้งที่ควรขึ้นอยู่กับฐานจำนวนประชากรตามทฤษฎี กลับชี้ขาดด้วยฐานกำลังทางเศรษฐกิจ การซื้อสิทธิขายเสียงและการสัญญาว่าจะให้ผลประโยชน์ตอบแทนเป็นการทำให้สิทธิออกเสียงสามารถเปลี่ยนมือได้ในภาคปฏิบัติ การจัดสรรสิทธิให้ประชาชนจึงเท่าเทียมกันเฉพาะตอนรับบัตรเลือกตั้ง มิใช่ตอนลงคะแนน ประชาชนจำนวนมาก กลายเป็นเพียงผู้ให้บริการเท่านั้น ในทางจริยธรรมนี่เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงที่สังคมยอมรับว่าเป็นความปกติทั้งๆที่ไม่สะอาด ส่วนในทางเศรษฐศาสตร์ถือว่า กลไกเศรษฐกิจถูกปล่อยให้มีบทบาทสวนทางกับวิถีประชาธิปไตย ในประเทศที่ประชาชนจำนวนมากขาดจิตสำนึกทางการเมือง และการควบคุมการเลือกตั้งเต็มไปด้วยความอ่อนแอ ผลประโยชน์จำนวนมหาศาลที่อยู่ภายใต้การบริหารของภาครัฐย่อมเป็นโอกาสอันงดงามในทางธุรกิจ เนื่องจากต้นทุนความเสี่ยงในการละเมิดกติกาของการเลือกตั้งมีไม่มากนัก เฉพาะงบลงทุนของรัฐบาลซึ่งตกปีละประมาณ 2 แสนล้านบาท และงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ (ไม่นับสถาบันการเงินของรัฐ) อีกกว่าปีละ 3 แสนล้านบาท เป็นดัชนีง่ายๆ ที่สะท้อนว่าค่าคอมมิชชั่นที่เกี่ยวกับงบประมาณเหล่านี้ มีจำนวนมากเพียงพอที่จะนำไปสู่การลงทุน เพื่อให้ได้ผลการเลือกตั้งที่ต้องการ โดยที่ยังไม่รวมถึงผลประโยชน์จากการให้สัมปทานการกำหนดกติกาหรือกฎหมายต่างๆ พลังแห่งผลประโยชน์ที่สร้างความคุ้มค่าในการทุจริตเลือกตั้ง ทำให้กติกาหนึ่งคนหนึ่งเสียงมีความหมายน้อยลงไปเป็นอันมาก ไม่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่การเลือกตั้งได้อย่างแท้จริง ระบบผลประโยชน์มีประสิทธิภาพมากกว่าเงื่อนไขของสิทธิออกเสียงที่เท่ากัน ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ไม่จำเป็นต้องซื้อเสียง เป็นจำนวนสูงถึงครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้คาดว่าจะใช้สิทธิ เพียงแค่ให้ได้จำนวนเสียง มากพอที่จะชนะคู่แข่งเท่านั้น ผู้สมัครรับเลือกตั้งไม่จำเป็นต้องลงทุนเองทั้งหมด ถ้าสามารถหาแหล่งเงินทุนจากผู้มีอำนาจทางการเงินเหนือกว่าเป็นผู้ลงทุนให้ นอกจากนี้ในระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน (Representative Democracy) การเข้าสู่อำนาจจริงๆ อาจกระทำได้ด้วยการ "ซื้อ" ผู้มีโอกาสได้รับการเลือกตั้ง เพื่อให้ได้จำนวนตัวแทนมากพอครองเสียงข้างมาก ไม่จำเป็นต้องซื้อเสียงจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยตรงเสมอไป เป็นที่น่าเสียดายที่กฎหมายเลือกตั้งมีมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตไม่เบ็ดเสร็จ ในขณะที่สาธารณชน ยังเห็นการซื้อสิทธิขายเสียง เป็นธรรมชาติที่มีมานาน โดยมิได้ตระหนักถึงปัญหาความไม่ชอบธรรม และความเสื่อมโทรมทางจริยธรรมที่นับวันจะมีมากขึ้น การให้ "ใบแดง" หรือ "ใบเหลือง" โดยคณะกรรมการเลือกตั้งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการทุจริตเลือกตั้ง ทว่าที่ผ่านมากลับเป็นไปอย่างจำกัดและแทบจะมิได้มีผลในทางปฏิบัติเลย ความจริงแล้ว บทลงโทษผู้ที่ซื้อขายสิทธิโดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางแพ่ง น่าจะเป็นการเพิ่มต้นทุนความเสี่ยงในการกระทำผิดได้อย่างมีประสิทธิผล ถ้ากำหนดโทษไว้สูงเพียงพอ ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ได้กำหนดบทลงโทษไว้ค่อนข้างต่ำ กล่าวคือสำหรับผู้กระทำการซื้อ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 10 ปี ส่วนผู้กระทำการขายต้องระวางโทษจำคุก 1-5 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-100,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกการกำหนดโทษทางอาญา อาจดูหนัก แต่ในทางปฎิบัติน่าจะมีผลน้อยมาก เนื่องจากการทุจริตลักษณะนี้ยากต่อการพิสูจน์โดยไร้ข้อกังหา ยากที่ผู้ขายจะยอมรับสารภาพ และต้องใช้เวลานาน บทลงโทษที่ตรงจุดควรเป็นความผิดทางแพ่ง ซึ่งน่าเสียดายที่โทษปรับในปัจจุบันอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับความผิดจากการละเมิดลิขสิทธิ์เท่านั้น สำหรับผู้กระทำการซื้อ โทษปรับนี้ต่ำมากเมื่อเทียบกับผลประโยชน์มากมายที่จะได้รับจากการทุจริตการเลือกตั้ง เมื่อการซื้อขายสิทธิมีต้นทุนที่ต่ำตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายเสียแล้ว แรงจูงใจในการกระทำผิดจะลดลงได้ จำต้องพยายามเพิ่มความเป็นไปได้ในการจับทุจริตเลือกตั้ง และการฉ้อราษฎร์บังหลวงอันเป็นบ่อเกิดสำคัญ การเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะต้องมีคณะกรรมการเลือกตั้ง และบุคลากรควบคุมการเลือกตั้ง ที่มีความเข้มงวด ตรงไปตรงมา และสามารถสร้างความศักดิ์สิทธิ์ให้แก่กฎหมายเลือกตั้ง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คณะกรรมการเลือกตั้งจำเป็นต้องมีความพร้อมอย่างแท้จริง ไม่ควรที่จะเร่งรัดให้มีการเลือกตั้ง เพียงเพราะห่วงว่าการใช้จ่ายงบลงทุนของรัฐบาลจะล่าช้าออกไป ความน่าเชื่อถือของการเลือกตั้ง ท่ามกลางภาวะวิกฤตในขณะนี้มีความสำคัญกว่ามาก คณะกรรมการเลือกตั้งจำเป็นต้องมีมาตรการเชิงรุกในการป้องปราม ทั้งผ่านสื่อโทรทัศน์ ผ่านกำลังอาสาสมัคร ผ่านการใช้งบประมาณปราบปรามที่มากเพียงพอ ผ่านการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ ที่สามารถช่วยให้มาตรการของคณะกรรมการเลือกตั้งมีความเบ็ดเสร็จหรือครบวงจร การสัญญาว่าจะให้ผลประโยชน์ตอบแทนเป็นประเด็นสำคัญที่จะต้องกำหนดคำจำกัดความที่เท่าทันกลไกเศรษฐกิจ คณะกรรมการเลือกตั้งชุดที่ผ่านมาได้ให้คำนิยามการกระทำผิดครอบคลุมเฉพาะ ในกรณีที่มิได้อาศัยทรัพยากรการเงินของภาครัฐอันเป็นการผ่อนผันที่มากเกินไป คณะกรรมการเลือกตั้ง ควรเข้มงวดต่อการให้คำมั่นสัญญาที่จะให้ผลประโยชน์ตอบแทนในทุกรูปแบบและวิธีการ ระบอบการเมืองย่อมตั้งอยู่บนโครงสร้างแห่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ กติกาต่างๆ เช่นการกำหนดสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง มิได้ทำงานโดยลำพังตามทฤษฎี จึงบิดเบี้ยวไปได้ตามแรงจูงใจในการกระทำผิด ในแง่มุมทางธุรกิจ สิทธิประชาธิปไตยก็คือ สินค้าที่พร้อมต่อการแลกเปลี่ยนจากมือของประชาชนที่ไม่เห็นคุณค่า ไปสู่มือของนักธุรกิจการเมือง กลไกตลาดที่คุกคามระบอบการเมืองอาจทำให้ประชาชนจำนวนมากมายได้รับผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ ทุกฤดูกาลเลือกตั้ง ทว่าพลังอันไร้การควบคุมนี้คืออันตรายที่นำไปสู่ความอ่อนแอของประชาชนเอง ไม่ว่าจะในทางสังคม เศรษฐกิจหรือการเมือง หน้า 6
|