หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ฆาตกรรมทักษิณ เรื่องจริงหรือสร้างสถานการณ์

ประเวศ วะสี กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2549

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : เหตุการณ์พยายามลอบสังหารนายกรัฐมนตรี ด้วยวัตถุระเบิดในรถยนต์เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2549 มีผู้เชื่อว่าเป็นเรื่องจริงก็มี เชื่อว่าเป็นเรื่องสร้างสถานการณ์ก็มี ความจริงจะเป็นอย่างไรต้องพิสูจน์กันด้วยหลักฐานที่เชื่อถือได้ ถ้าตำรวจทำฝ่ายเดียว ก็จะมีปัญหาเรื่องความเชื่อถือได้ตามมาอีก ควรคำนึงถึงประเด็นนี้ไว้ด้วย

ขณะนี้ยังต้องถือว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องสร้างสถานการณ์ เป็นเพียงสมมติฐานที่รอการพิสูจน์ ในที่นี้จะขอวิเคราะห์ที่มาที่ไปหรืออิทัปปัจจยตาของทั้งสองสมมติฐานและข้อเสนอแนะ

ก. สมมติฐานที่ 1 - การลอบสังหารเป็นเรื่องจริง

(1) ที่มา มีผู้เกลียดชังนายกรัฐมนตรีมากจนถึงขั้นพยายามลอบสังหาร

เรื่องความเกลียดชังคุณทักษิณนั้น ต้องยอมรับว่ามีจริง การมีทั้งคนรักและคนชังก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่ในกรณีคุณทักษิณ เรื่องนี้เป็นไปอย่างรุนแรง ยังไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีคนไหนที่มีปริมาณของความเกลียดชังมากถึงขนาดนี้ ทั้งจำนวนคนที่เกลียดและดีกรีของความเกลียดชังที่ขึ้นสูงแบบสุดๆ เพราะบุคลิกที่แก้ไม่หายของคุณทักษิณที่ก้าวร้าว เหยียดหยาม ท้าทาย ไม่รู้จักทำตนให้เป็นที่รัก ผิดวิสัยคนที่เป็นนายกรัฐมนตรี ที่จะต้องสมานไมตรี รวมพลังผู้คนไปช่วยกันแก้ปัญหาประเทศ การทำให้คนเกลียดนั้นอันตราย

แต่คนไทยถึงจะเกลียดผู้นำอย่างไร การคิดสังหารนั้นมีน้อย ต่างจากในสหรัฐอเมริกาที่เขาสังหารประธานาธิบดีไปหลายคนแล้ว ถ้าคราวนี้เป็นเรื่องจริง ก็แปลว่าสังคมไทยมาถึงจุดเปลี่ยนแล้ว คือเปลี่ยนจากปริมาณไปสู่คุณภาพ หมายความว่าปริมาณความเกลียดชังเพิ่มมากขึ้น จนถึงจุดเดือด ทำนองเดียวกันเมื่อความร้อนของน้ำในกาเพิ่มมากขึ้น จนถึงขนาดน้ำก็เดือด

นั่นเป็นการพูดถึงการทำด้วยอารมณ์เกลียด แต่การทำอาจทำด้วยความคิด คือความคิดที่ว่าคุณทักษิณเป็นปัญหาของบ้านเมือง เป็นชนวนของความแตกแยกและรุนแรงอาจนำไปสู่การนองเลือด ถ้าขจัดเสียได้ก็จะเป็นการป้องกันชีวิตของคนอื่นๆ จำนวนมาก

(2) ที่ไป ถ้าที่มาคืออารมณ์เกลียดที่มีปริมาณมาก หรือด้วยความคิดดังกล่าวข้างต้นก็จะมีการทำอีก การเมืองก็จะวุ่นวายไปด้วยฝ่ายหนึ่งพยายามลอบสังหาร อีกฝ่ายหนึ่งต้องป้องกันตัวหรือตอบโต้ ไม่เป็นอันทำงาน กำลังเจ้าหน้าที่จำนวนมโหฬารจะถูกใช้ไปในการคุ้มครองคนคนเดียว แทนที่จะได้ดูแลประชาชนทั่วไป บ้านเมืองจะหยุดชะงักและเต็มไปด้วยความวุ่นวายโกลาหล จับผิดจับถูก ในที่สุดฝ่ายที่พยายามจะประสบความสำเร็จจนได้ แบบที่ว่า “ที่ไหนมีความพยายาม ที่นั่นมีความสำเร็จ”

(3) ข้อเสนอแนะ

3.1 ควรใช้สันติวิธี ไม่ควรฆ่าแกงกัน

3.2 คุณทักษิณควรยุติการสร้างความเกลียดชัง

3.3 ถ้าคำแนะนำตาม (3.1) และ (3.2) ไม่สำเร็จ ยังมีความพยายามลอบสังหารอีก ต้องอย่าให้คนอื่นพลอยโดนลูกหลงไปด้วย

3.4 คนใกล้ชิดเป้าต้องป้องกันตัวเองหรือหนีห่างจากเป้า

ข. สมมติฐานที่ 2 - การลอบสังหารเป็นการสร้างสถานการณ์

(1) ที่มา ผู้มีอำนาจต้องการกลบเกลื่อนบางเรื่อง จึงเบนความสนใจของสังคมหรือต้องการใช้เป็นเครื่องมือขจัดศัตรูบางคน หรือปูทางไปสู่การยึดอำนาจเพื่อปกป้องตัวเองจากการถูกดำเนินคดี เช่น อาจถูกศาลตัดสินจำคุก

(2) ที่ไป สุดแล้วแต่ระดับของวัตถุประสงค์ของผู้สร้างสถานการณ์ เช่น ถ้าต้องการกลบเกลื่อนบางเรื่อง ถ้าสังคมจับได้ไล่ทันก็จะเสื่อมความเชื่อถือลงไปอีก รัฐบาลจะเหมือนเด็กเลี้ยงแกะพูดอะไรก็ไม่มีใครเชื่อ ถึงจริงก็ไม่เชื่อ แล้วก็ถูกเสือกัดตาย ถ้าทำเพราะต้องการป้ายสีหรือขจัดศัตรู ความขัดแย้งก็จะเพิ่มขึ้น ไปกระตุ้นให้คนเกลียดเกลียดมากขึ้น คนเป็นศัตรูเป็นศัตรูมากขึ้น และคิดขจัดผู้มีอำนาจด้วยวิธีรุนแรงมากขึ้น ถ้าทำเพราะปูทางไปสู่การยึดอำนาจ เพื่อหลบเลี่ยงการตัดสินของศาล ประชาชนจะรวมตัวกันต่อสู้เช่นที่เคยต่อสู้กับเผด็จการในอดีต จะเกิดการนองเลือด และในที่สุดผู้เผด็จการจะพ่ายแพ้ภัยตนเอง

(3) ข้อเสนอแนะ

3.1 หยุดการสร้างสถานการณ์

3.2 สังคมและสื่อมวลชนต้องระแวดระวังอย่าให้ถูกหลอกด้วยการสร้างสถานการณ์

3.3 ทุกฝ่ายต้องหยุดยั้งป้องกันการนองเลือดด้วยการถอดชนวนที่จะนำไปสู่การนองเลือด

ค. คำแนะนำต่อคุณทักษิณ

ถ้าในอนาคตคุณทักษิณมีโอกาสอยู่ในความสงบ และทบทวนเรื่องอดีตที่ผ่านมา จะทราบว่าผมไม่ใช่ศัตรู หรือขาประจำของคุณแต่อย่างใด แต่พยายามแนะนำในเรื่องต่างๆ เมื่อปี พ.ศ.2544 ผมเตือนว่าต้องระวังอย่าตกไปสู่ “โครงสร้างมรณะ” แต่คุณก็ถลำลึกตกเข้าไปสู่ “โครงสร้างมรณะ” แล้ว วันนี้ผมจะแนะนำวิธีออกจากโครงสร้างมรณะ

กรณีลอบสังหารไม่ว่าจะเป็นไปตามสมมติฐานที่ 1 หรือสมมติฐานที่ 2 ล้วนจะพาคุณเข้าไปสู่โครงสร้างมรณะทั้งสิ้น เวลาที่คุณจะทำประโยชน์ในฐานะนายกรัฐมนตรีหมดลงแล้ว คุณได้ผ่านจุดยอดที่มีอำนาจสูงสุด และมีผู้คนสนับสนุนสูงสุดไปแล้ว แม้ในจุดที่สูงสุดนั้นคุณยังไม่สามารถแก้ปัญหาที่สำคัญๆ ของบ้านเมืองได้ ถ้าจะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีก ท่ามกลางความขัดแย้ง ท่ามกลางความเกลียดชัง ท่ามกลางความไม่เชื่อถือ จะแก้ปัญหาของประเทศได้อย่างไร ในทางตรงข้าม จะเกิดความแตกแยกและรุนแรงมากขึ้น และอาจนำไปสู่การนองเลือด

ไม่ต้องนับข้อหาฉกรรจ์ๆ ที่มีต่อคุณ ซึ่งคุณอาจปฏิเสธว่าไม่จริง แต่ที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือในฐานะนายกรัฐมนตรี คุณไม่สามารถสร้างความสมานฉันท์ในสังคม และไม่สามารถระงับการสูญเสียชีวิตของผู้คนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ แค่นี้ก็เพียงพอที่นายกรัฐมนตรีคนใดหรือในประเทศใดจะแสดงความรับผิดชอบได้แล้ว การคงอยู่ไม่สามารถสร้างความสมานฉันท์และดับไฟใต้ได้ ให้คนอื่นมารับหน้าที่นี้ จะเป็นทางออกของบ้านเมืองได้มากกว่า

คุณอาจจะกลัวว่าถ้าลงจากอำนาจ จะถูกดำเนินคดี ซึ่งอาจมีโทษถูกจำคุกและยึดทรัพย์ ไม่มีใครมีอำนาจที่จะไปขัดขวางกระบวนการทางกฎหมายได้ แต่อย่าลืมว่าสังคมก็เช่นเดียวกับคนที่มีความสามารถในการอภัยอย่างยิ่งใหญ่ ถ้ามีการยอมรับผิดหรือขอโทษ ที่แอริโซนา การที่บิดาของเด็กวัยรุ่นที่ถูกฆ่าให้อภัยและไปดูแลเด็กที่ฆ่าลูกของตน เรียกน้ำตาของผู้รู้เห็นทั้งหมด ที่แอฟริกาใต้ตำรวจคนขาวยอมรับในที่ประชุมใหญ่ของคนผิวดำว่าตนไปฆ่าคนผิวดำ แทนที่คนผิวดำจะกรูกันมาฉีกเนื้อตำรวจผู้นั้น แต่ทั้งห้องประชุมระงมไปด้วยน้ำตาและการให้อภัย

หัวใจของความเป็นมนุษย์และอภัยวิถี เมื่อถึงเวลา เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มากสุดประมาณ

ทางออกจาก “โครงสร้างมรณะ” ด้วยสันติวิธี คือคุณทักษิณต้องตัดความกังวลด้วยประการทั้งปวง มีความกล้าหาญที่จะประกาศข้อความดังต่อไปนี้

(1) พูดว่า "ผมพอแล้ว" แล้ววางมือทางการเมืองทั้งหมดเด็ดขาดทันที

(2) ขอร้องให้ประชาชนผู้สนับสนุนตน จงร่วมมือสมัครสมานในการแก้ปัญหาประเทศด้วยสันติวิธี และสนับสนุนนายกรัฐมนตรีคนใหม่ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม

(3) จะออกไปทำงานทางมนุษยธรรมแบบบิล เกตส์

ถ้าทำได้ดังนี้ จะเกิดความสงบเย็นทันที ทั้งตัวคุณทักษิณเองและประเทศ ถ้าไม่ทำคงหนีการนองเลือดไม่พ้น

ทั้งหมดที่กล่าวมาโดยสรุปก็คือ ประเทศจะพ้นการนองเลือด จากวิกฤตการณ์การเมือง อยู่ที่ทักษิณเสียสละ หรือเสียสละทักษิณ