หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
Copyleft.....

คอลัมน์ มองซ้ายมองขวา โดย ภาวิน ศิริประภานุกูล ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3822 (3022)

ในช่วงอาทิตย์แรกของเดือนสิงหาคมนี้ คณะเศรษฐศาสตร์ ที่ ANU (มหาวิทยาลัยที่ผมกำลังศึกษาอยู่) ได้จัดงานสัมมนาในหัวข้อเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์มหภาคและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจขึ้น ซึ่งทำให้เรามีโอกาสได้ต้อนรับแขกคนสำคัญสองท่านที่ผมจะพูดถึงงานของพวกเขาในบทความนี้ ซึ่งได้แก่ ศาสตราจารย์ David Levine แห่ง Washington University เมือง St.Louise และ ศาสตราจารย์ Michele Boldrin แห่ง University of Minnesota เมือง Minneapolis

คู่หูสองท่านนี้สร้างสีสันให้กับงานสัมมนาของเราเป็นอย่างยิ่งครับ ด้วยคำถาม อาทิ มีเหตุผลอะไรที่เราสมมติให้แบบจำลองในทางเศรษฐศาสตร ์มีลักษณะ sluggish price ซึ่งหมายความว่า ผู้ผลิตจะไม่ยอมปรับราคาขายสินค้าของตน ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น โดยเลือกที่จะไล่คนงานออกแทน ? ข้อสมมตินี้มีความสอดคล้องกับสิ่งที่เราสังเกตเห็นในความเป็นจริงหรือไม่ ? ... ซึ่งเป็นคำถามที่น่าขบคิดเป็นอย่างยิ่ง

โดยในงานนี้ทั้งสองเลือกที่จะนำเสนอบทความที่ทั้งคู่เขียนร่วมกันและตีพิมพ์ในวารสาร Review of Economic Research ในปี ค.ศ.2005 ที่ผ่านมา ในหัวข้อเรื่อง Intellectual property and the efficient allocation of surplus from creation

เป็นที่เข้าใจกันมานานในทางทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ว่า กฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญามีความสำคัญมาก กับการพัฒนาเทคโนโลยี และผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ โดยเหตุผลก็คือกฎหมายดังกล่าวสร้างอำนาจผูกขาดให้กับผู้คิดค้นผลิตภัณฑ์ ทำให้ผู้คิดค้นผลิตภัณฑ์มีกำไรในระดับที่สูงกว่าปกติ ซึ่งสิ่งนี้จะดึงดูดให้ผู้คนหันมาให้ความสนใจในการคิดค้นเทคโนโลยี และผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะก่อให้เกิดผลดีกับระบบเศรษฐกิจโดยรวม

ในงานทางสาย economic growth (การเติบโตทางเศรษฐกิจ) มีแบบจำลองสำคัญๆ หลายงานที่อาศัยแรงผลักดันของกฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เป็นตัวเร่งให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เป็นปัจจัยหลักในการอธิบายความแตกต่างในอัตราการเติบโตของหลายๆ ประเทศ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งการพัฒนาทางเทคโนโลยีที่รวดเร็วดังกล่าว ไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดประโยชน์ทางตรงในการพัฒนาความสามารถ ในการผลิตของประเทศเท่านั้น มันยังก่อให้เกิดผลประโยชน์ในทางอ้อม นั่นคือมันจะเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ในอนาคตทำได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้น ดังนั้นประเทศที่สามารถผลักดันให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ก็จะยิ่งได้เปรียบประเทศอื่นๆ ในอนาคต และการผลักดันให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ก็ต้องอาศัยกฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญานั่นเอง

อย่างไรก็ตาม บทความของ Levine และ Boldrin ที่ผมกล่าวถึงข้างต้นพยายามเสนอแนวคิดที่น่าสนใจมากอันหนึ่งคือ จริงๆ แล้วการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ อาจไม่จำเป็นต้องอาศัยกฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อสร้างอำนาจผูกขาดให้กับผู้คิดค้น และในบางกรณีการมีกฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา อาจเป็นตัวถ่วงในการคิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เสียด้วยซ้ำ

ในบทความดังกล่าว "competitive rents" จะทำหน้าที่เป็นตัวผลักดันให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ขึ้นมาเอง โดย competitive rents ที่เราพูดถึงอยู่นี้ก็คือ "อำนาจผูกขาดโดยธรรมชาติ" ของการคิดค้นเทคโนโลยีหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ซึ่งมันเกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องอาศัยกฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาเข้ามาช่วย อำนาจผูกขาดโดยธรรมชาติ เกิดขึ้นจากสินค้าต้นแบบชิ้นแรก จะเป็นสินค้าชิ้นเดียวที่มีอยู่บนโลก และอยู่กับตัวผู้ที่คิดค้นมันขึ้นมาเท่านั้น ดังนั้นการขายสินค้าต้นแบบชิ้นแรกนี้ให้กับผู้ลอกเลียนแบบรายอื่นๆ ก็จะทำให้ผู้คิดค้นมีโอกาสได้รับกำไรในระดับที่เกินปกติอยู่แล้ว

นอกจากนั้น ในกรณีที่เทคโนโลยีหรือสินค้าที่พัฒนาขึ้นมาใหม่มีความสลับซับซ้อน ผู้คิดค้นสินค้าดังกล่าวก็ยังสามารถได้ competitive rents เพิ่มเติมในลักษณะของการผลิตสินค้าชิ้นนั้นๆ เข้าไปขายในตลาดแข่งกับผู้ลอกเลียนแบบรายอื่นๆ ...ความซับซ้อนของตัวสินค้าจะทำให้ผู้ลอกเลียนแบบต้องอาศัยเวลาระยะหนึ่งก่อนที่จะสามารถผลิตมันออกมาได้ หรือถ้าหากมีเทคโนโลยีอื่นๆ ที่สามารถลอกเลียนแบบมันออกมาได้อย่างรวดเร็ว ผู้คิดค้นสินค้าก็ยังมีข้อได้เปรียบในเรื่องของบริการประกอบบางบริการ

ซึ่งถ้าเรามองว่าการพัฒนาเทคโนโลยีที่ซับซ้อนบางอย่างต้องอาศัยต้นทุนที่สูงในการพัฒนา competitive rents ส่วนเพิ่มอันนี้ก็จะเป็นแรงจูงใจเพิ่มเติมให้กับผู้คิดค้นเพื่อให้เข้ามาลงทุนคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เหล่านี้เองโดยอัตโนมัติ

ในการนำเสนอบทความ Levine ซึ่งเป็นผู้นำเสนอ ยกตัวอย่างสินค้าต่างๆ ที่มีความน่าสนใจ อาทิ ผลิตภัณฑ์ยา ซึ่งนับว่าเป็นสินค้าที่ต้องอาศัยต้นทุนมหาศาลในการทดลองคิดค้น อย่างไรก็ตามการลอกเลียนแบบผลิตภัณฑ์ยาใหม่ๆ ให้มีความเหมือนหรือใกล้เคียงนั้นจำเป็นต้องอาศัยต้นทุนและระยะเวลาในการพัฒนาเช่นเดียวกัน นอกจากนั้นบริษัทที่ลอกเลียนแบบ ยังอาจไม่ได้รับความเชื่อถือจากผู้บริโภค ซึ่งก็จะทำให้ผู้บริโภคยังคงซื้อผลิตภัณฑ์ยาดังกล่าว จากตัวผู้คิดค้นถึงแม้ว่าราคาของผลิตภัณฑ์อาจจะอยู่ในระดับที่สูงกว่า

จากข้อมูลของ Levine ผู้ลอกเลียนแบบในการผลิตยาที่เชี่ยวชาญในอินเดียจำเป็นต้องอาศัยเวลาเกือบ 5 ปี ในการลอกเลียนแบบตัวยาใหม่ๆ นอกจากนั้นบริษัทที่เลียนแบบยังคงต้องอาศัยเวลาอีกระยะหนึ่ง เพื่อให้ผู้บริโภคมีความเชื่อใจในตัวยาของตน ดังนั้นผู้คิดค้นตัวยาจึงยังสามารถรักษาอัตรากำไร ในลักษณะที่สูงกว่าปกติอยู่ได้ในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งก็น่าจะเพียงพอต่อการจูงใจให้คิดค้นตัวยาใหม่ๆ ออกสู่ท้องตลาด

ผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีต้นทุนสูงในการคิดค้น และนอกจากนั้นยังมีเทคโนโลยี ที่ทำให้การลอกแบบผลิตภัณฑ์ ทำได้อย่างง่ายดายในเวลาเพียงไม่กี่นาที อย่างไรก็ตามเมื่อลองดูตัวอย่างโอเพ่นซอร์ซซอฟต์แวร์ ซึ่งเปิดให้มีการลอกเลียนแบบอย่างเสรี เช่น Linux เรายังคงสังเกตเห็นผู้ซื้อบางคนยังคงซื้อซอฟต์แวร์จากผู้คิดค้น ถึงแม้ว่าจะต้องจ่ายในราคาที่สูงกว่ามาก

Levine อธิบายว่า สิ่งนี้เกิดขึ้นจากการที่ผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความสลับซับซ้อนสูง และมีความเกี่ยวเนื่องกับข้อมูลอื่นๆ ที่อาจมีมูลค่ามหาศาลต่อตัวผู้ใช้ ดังนั้นผู้คิดค้นจึงมีความได้เปรียบในการให้บริการเสริม อาทิ ข้อมูลสำคัญ จุดบกพร่องต่างๆ ช่องทางที่ผู้ไม่หวังดีอาจใช้ในการเข้ามาโจมตีหรือทำลายข้อมูล เป็นต้น ผู้คิดค้นจึงยังคงได้รับกำไรที่สูงกว่าปกติอยู่ถึงแม้ว่าจะเปิดให้มีการลอกเลียนแบบอย่างเสรีก็ตาม

ด้วยกลไกในการกระตุ้นการพัฒนาเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ แบบนี้เราจึงอาจไม่ต้องอาศัย กฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา มาช่วยในการกระตุ้นการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ อีก นอกจากนั้นการไม่มีกฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ยังสร้างความได้เปรียบในบางกรณีต่อการพัฒนาเทคโนโลยี และสินค้าใหม่ๆ ขึ้นมา กฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาทำให้ราคาสินค้าที่ถูกคิดค้นขึ้นมาใหม่ อยู่ในระดับสูงเป็นระยะเวลายาวนาน เนื่องจากตัวกฎหมายทำให้เกิดอำนาจผูกขาดกับตัวผู้คิดค้น การไม่มีกฎหมายดังกล่าวจึงทำให้สินค้าใหม่ต่างๆ มีราคาถูกลง หรืออย่างน้อยราคาของมันจะถูกลงอย่างรวดเร็ว ภายหลังจากที่มีการลอกเลียนแบบเกิดขึ้น

ในกรณีที่การพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ในอนาคตจำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีหรือความรู้ในการผลิตสินค้าใหม่ๆ ในปัจจุบันเป็นจำนวนมาก ผู้คิดค้นจำเป็นต้องจ่ายต้นทุนมหาศาลใ นกรณีที่เรายังคงใช้กฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอยู่... ในอีกทางหนึ่งถ้าหากไม่มีกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา ต้นทุนในการคิดค้นพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ประเภทนี้จะต่ำลงเป็นอย่างมาก

ดังนั้นจึงเป็นไปได้ที่การบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา อาจส่งผลลบต่อการคิดค้น และพัฒนาเทคโนโลยี หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ของระบบเศรษฐกิจโดยรวม ... อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นในทุกๆ กรณี และอาจมีบางกรณีที่เรายังสังเกตเห็นการเติบโตที่สูงกว่าในประเทศที่มีกฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา

เท่าที่ผมรู้ Levine และ Boldrin ยังคงพัฒนาแนวความคิดในด้านนี้ต่อไป โดยผมยังเห็นบทความใหม่ๆ ที่นำเสนอแนวคิดในลักษณะคล้ายๆ กันของทั้งคู่อยู่ โดยมีบทความที่วิเคราะห์ถึงความสัมพันธ์ของ competitive rents กับขนาดของตลาดและการขยายตัวของการค้าเสรี เป็นบทความชิ้นล่าสุด

เท่าที่ผมลองคิดดูการไม่บังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาก็อาจมีผลเสียบางอย่างได้ครับ เช่น ในอุตสาหกรรมเพลง และภาพยนตร์ ที่มีต้นทุนในการผลิตคิดค้นสูง แต่การลอกเลียนแบบสามารถทำได้ง่าย และตัวสินค้าของผู้ผลิตคิดค้น ก็แทบจะไม่มีความได้เปรียบอะไรเหนือสินค้าของผู้เลียนแบบ

นอกจากนั้นเราอาจจะได้เห็นการพัฒนาสินค้าแบบเล็กๆ น้อยๆ เกิดขึ้นในความถี่ที่สูงขึ้น เนื่องจากผู้คิดค้นมีแรงจูงใจ ที่จะปล่อยสินค้าออกสู่ตลาดบ่อยๆ ซึ่งเป็นการสร้างรายได้ให้กับตนเองได้มากขึ้น ในขณะที่ต้นทุนในการคิดค้นต่อชิ้นสินค้าลดต่ำลง

แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ผมยังมองว่าแนวคิดเรื่องนี้มีความน่าสนใจต่อประเทศกำลังพัฒนา อย่างประเทศไทยเป็นอย่างยิ่งครับ โดยมันอาจจะถูกใช้เป็นข้ออ้างหรือเงื่อนไขในการเจรจาต่อรองอะไรบางอย่างก็สุดแท้แต่ ...ที่สำคัญขอให้มันเป็นประโยชน์ต่อผู้คนส่วนใหญ่อย่างแท้

หน้า 49