หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ความขัดแย้งทางชนชั้นในสามัคคีสมาคมฯ (1)

คนแคระบนบ่ายักษ์ แพทย์ พิจิตร มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1358

เมื่อคนไทยเดินทางไปทำมาหากินในประเทศอังกฤษมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษที่ 70 ซึ่งเป็นช่วงระยะเวลา ที่อังกฤษเปิดรับคนต่างชาติให้เข้ามาทำงานประเภทขายแรงงานมากขึ้นกว่าที่เคยเป็น ทำให้คนไทยส่วนใหญ่ในอังกฤษ หาใช่บรรดาผู้ดีตระกูลสูงหรือนักเรียนไทยที่ฐานะดีหรือไม่ก็ฉลาดมากๆ สอบชิงทุนมาเล่าเรียน คำว่า "คนไทยในอังกฤษ" จึงหมายถึงคนไทยที่มาจากชนชั้นธรรมดาสามัญที่หวังมาสร้างชีวิตใหม่ในต่างแดน เพราะมีโอกาสที่เท่าเทียมกันกว่าอยู่ในเมืองไทย

คนไทยที่มาขายแรงงานในประเทศอังกฤษช่วงนั้น ก็มักจะทำงานประเภททำความสะอาดโรงแรม หรือเป็นบริกรโรงแรม ถ้ามีความรู้ภาษาอังกฤษบ้าง จะว่าไปแล้ว ในบรรดาคนไทยที่มาขายแรงงานนั้น ก็แบ่งเป็นพวกขายแรงงานล้วนๆ แต่ยังไม่ถึงขนาดเป็นคนงานก่อสร้าง

เพราะคนงานก่อสร้างนับว่าค่าแรงสูง และต้องทำงานร่วมกับหัวหน้างานหรือช่างก่อสร้างที่มีฝีมือชาวอังกฤษ ช่างก่อสร้างชาวอังกฤษเองจึงค่อนข้างจะสงวนงานที่ได้ค่าแรงสูงนี้ไว้กับพวกตัวเอง อีกทั้งคนไทยที่จะทำงานก่อสร้างได้ ก็มักจะมีพื้นความรู้ภาษาอังกฤษน้อย ดังนั้น คนไทยที่เป็นขายแรงงานล้วนๆ ส่วนใหญ่จึงทำงานรักษาความสะอาดในโรงแรม ซึ่งมีพวกฟิลลิปปินส์บุกเบิกไปก่อนหน้าแล้ว และก็มักจะทำงานร่วมกันได้ เพราะเป็นคนเอเชียหัวดำ หน้าตาแยกแยะกันไม่ออกสำหรับฝรั่งอังกฤษ

งานทำความสะอาดในโรงแรมนั้น ก็ไม่ได้ต้องประสานงานกับใครที่ไหนมากนัก เช่น ทำความสะอาดห้องน้ำ ห้องนอน เก็บเตียง ซึ่งแม้ว่าจะเป็นงานประเภทแรงงาน แต่ก็ต้องอาศัยทักษะอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ยากเกินไปสำหรับคนไทย ที่ต้องทำอะไรเองที่บ้านของตนอยู่แล้ว และการทำความสะอาดห้องน้ำ ห้องนอนและเก็บเตียง ก็เป็นงานที่ทำคนเดียว ไม่ต้องร่วมงานกับใครให้ปวดหัว

ขณะเดียวกัน คนไทยพื้นเพสามัญอีกจำนวนหนึ่งที่พอมีความรู้ติดตัวมาบ้าง เช่น จบการบัญชีมา และพอพูดภาษาอังกฤษได้ ถ้าขวนขวาย ก็สามารถจะเลื่อนขั้นไปทำงานนั่งโต๊ะ ไม่ต้องขายแรงงาน แต่เป็นประเภทแรงงานกึ่งทักษะและสมอง ดังนั้น ในหมู่คนไทยสามัญชนไม่ร่ำรวยจึงมีการแบ่งแยกกันอยู่เป็นนัย

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึงวัฒนธรรมความเป็นอยู่ คนไทยที่มาจากพื้นเพธรรมดาสามัญ ก็มักจะมีวัฒนธรรมกลุ่มที่ไม่ต่างกันมากนัก คือ ยังชอบงานบุญงานวัด งานประเพณีลอยกระทง สงกรานต์ ดังนั้น คนไทยเหล่านี้จึงมักจะรวมตัวกันในงานดังกล่าว

และสถานที่ก็มักจะเป็นวัดไทยหรือวัดพุทธปทีป ที่ตั้งอยู่ละแวกวิมเบิลดัน ชานกรุงลอนดอนนั่นเอง

การจัดงานที่วัดพุทธปทีปนั้น ดั้งเดิมทีเดียว คนไทยในอังกฤษที่อยู่มานานและคิดจะทำนุบำรุงพุทธศาสนา ก็ตั้งสมาคมขึ้นมามีชื่อเรียกว่า "ยุวพุทธิกสมาคม" ซึ่งเน้นไปที่การศึกษาธรรมะและการทำนุบำรุงศาสนา ช่วยเหลือพระภิกษุหรือคณะธรรมทูตที่เดินทางมาเผยแผ่พุทธศาสนายังต่างแดน แต่เมื่อคนไทยสายสามัญชั้นธรรมดา มาอยู่อังกฤษเป็นจำนวนมาก พวกเขาก็เข้ามาอาสาทำงานให้กับ "ยุวพุทธิกสมาคม" และสมาคมก็เปลี่ยนโฉมหน้าไปตามจริตของผู้ที่เข้ามาดำเนินการ

ยุวพุทธิกสมาคมกลายเป็นสมาคมที่เน้นไปที่การจัดงานบันเทิง แบบงานวัดที่เราพบเห็นได้ในเมืองไทย มีการออกร้านขายของกันเป็นที่เอิกเกริก มีดนตรีมหรสพ และรวมทั้งการประกวดเทพีนางสงกรานต์ และนางนพมาศ ซึ่งผิดวัตถุประสงค์ดั้งเดิมของการกำเนิดยุวพุทธิกสมาคม ที่เน้นไปที่การทำนุบำรุงพุทธศาสนา และอุปถัมภ์ช่วยเหลือให้คณะธรรมทูต ได้สามารถเผยแผ่พระธรรมคำสอนให้กับชาวต่างชาติในประเทศอังกฤษ

แต่เมื่อคนไทยส่วนใหญ่ที่เข้ามาดำเนินการยุวพุทธิกะสมาคมมีจริตรสนิยม และความเข้าใจในพุทธศาสนาที่แยกไม่ออกระหว่างพระธรรมคำสอนกับพิธีกรรมและงานรื่นเริงบันเทิงที่พวกเขาคุ้นเคยตอนไป "วัด" สมัยอยู่เมืองไทย "งานวัด" จึงถูกยกข้ามลัดฟ้ามาตั้งที่วัดพุทธปทีปอย่างสำเร็จรูป เรียกได้ว่า ใครมาเที่ยวงานวัดที่วัดพุทธปทีป ต้องหายคิดถึงบ้าน แสนจะอบอุ่นและไม่เหงาเลย

แม้ว่า งานสงกรานต์เดือนเมษาในอังกฤษ อากาศจะหนาวแค่ไหนก็ตาม หรืองานลอยกระทงเดือนพฤศจิกายน นางนพมาศจะยืนสั่นอยู่บนเวทีก็ตาม

สำหรับคนไทยส่วนใหญ่แล้ว ภาพของการประกวดนางสงกรานต์ หรือนางนพมาศบนเวทีที่ตั้งในบริเวณวัดพุทธปทีป ย่อมไม่เป็นที่แปลกตาแปลกใจอะไร แต่สำหรับชาวอังกฤษที่สนใจใคร่เรียนพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ย่อมรู้สึกกระอักกระอ่วนพิลึกพิลั่นบอกไม่ถูกทีเดียว แถมยังมีพิธีกรการประกวดความงามส่งเสียงพากษ์ และวิจารณ์สาวๆ ผู้สมัครอย่างเอิกเกริกเมามัน ทำให้ฝรั่งตาน้ำข้าวที่มีมุ่งทางธรรมยากที่จะเข้าใจว่า ทำไมเรื่องราวความบันเทิงดังกล่าวนี้ จะต้องมาเกิด ขึ้นที่วัดพุทธปทีปด้วย!?

หลายครั้งที่มีวงดนตรีมาร่วมบรรเลง มีการร้องรำทำเพลงกันให้หายเหงาคิดถึงบ้าน คนไทยที่ชอบก็สนุกกันชอบกัน ส่วนคนไทยที่ไม่ชอบก็คงจะไม่มาวัดอีก รวมทั้งฝรั่งที่สนใจธรรมะจริงๆ ไม่ใช่พวกที่ชอบหาอาหารไทยราคาถูกกิน หรือมากับแฟนคนไทย หรือมาหาแฟนชาวไทยในงานวัด

ไม่ต่างกับประเพณีบ้านเราที่หนุ่มสาวถือโอกาสมาพบมาดูตัวกันก็ตอนที่วัดมีงาน

จําได้ว่า ครั้งหนึ่ง ท่านเจ้าอาวาสท่านไม่ค่อยจะพอใจ กับการจัดงานประเภทนี้ ก็เอ่ยปากขอให้งดดนตรีมหรสพเสียในปีนั้น แต่ดูเหมือน ประธานกลุ่มยุวพุทธิกะสมาคมปีนั้นก็เตรียมการมาอย่างดี เรียกว่าตั้งใจจัดให้สมเกียรติสมศักดิ์ศรี ที่เขามารับตำแหน่งประธานการจัดงานเลยทีเดียว เลยพูดกันไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ว่า ยิ่งห่างเมืองไทยมา ท่านประธานก็ยิ่งห่างเหินความเคารพยำเกรง ผู้มีฐานะเป็นถึงพระเจ้าอาวาส โดยเฉพาะพระธรรมทูตเจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป ถือว่าใครจะมาดำรงตำแหน่งนี้ได้ ต้องไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

พูดอย่างไร ท่านประธานก็ไม่รู้เรื่องจะจัดท่าเดียว ท่านเจ้าอาวาสก็เกิดบันดาลโทสะ ใช้หลังมือเหวี่ยงเข้าไปที่บริเวณกกหูด้านขวา ของท่านประธานเต็มแรง ดีที่เป็นฝ่ามือของเจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป เพราะถ้าเป็นฝ่ามือของเจ้าอาวาสวัดเซ้าหลินแล้ว ท่านประธานคงต้องมีอันเป็นไปแน่ๆ หรืออย่างน้อยๆ หูของท่านก็ต้องพิการไปบ้างแหละ

หลังจากโดนหลังมือเข้าไปแล้ว รู้สึกท่านประธานคงจะได้สติขึ้นมาบ้าง เพราะไม่ดื้อโต้เถียงอีกต่อไป และก็เดินกลับออกไปจากวัดโดยดุษณี

แต่ไปๆ มาๆ อย่างไรไม่ทราบ ในงานวัดครานั้น ก็มีวงดนตรีมาบรรเลงอยู่ดี สงสัยท่านเจ้าอาวาสคงต้องเป็นฝ่ายเอาฝ่ามือของท่าน อุดหูทั้งสองข้างของท่านเอง

เป็นพระเป็นเจ้าก็คงไม่สามารถออกไปล้มงานของฆราวาสได้ เพราะมันจะเสียหน้า และทำลายอารมณ์ของผู้คนจำนวนมากที่มางาน เรียกได้ว่า งานนี้ ท่านประธานถูกท่านเจ้าอาวาสฝาดเข้าที่กกหู แต่ก็โต้ตอบกลับด้วยการชกเจ้าอาวาส! แต่เป็นการ "มัดมือชก" คือ แอบเอาวงดนตรีมาดื้อๆ อย่างนั้น

เจ้าอาวาสหรือใครในวัดที่ไม่ชอบเสียงดนตรีหนวกหู ก็คงต้องปลงหรือเอาสำลีอุดหูเสีย แต่ชาวบ้านอังกฤษแถบวิมเบิลดัน ถิ่นผู้ดีของเมืองผู้ดี! คงไม่ยอมรับสภาพอย่างจำนนเช่นนั้น ในที่สุด เมื่อทนไม่ได้ ก็ลงเอยด้วยการแจ้งความกับตำรวจ

เรื่องนี้ดูจะลงเอยเป็น "คดีเด็ด" เหมือนเมืองไทยเลย

แม้ว่า ดนตรีจะหายไปแล้ว แต่การประกวดนางงามยังคงอยู่ และถือเป็นเรื่องเป็นเรื่องตายเช่นกัน เพราะผู้ส่งประกวดมักจะได้แก่ บรรดาร้านอาหารไทยในกรุงลอนดอน และเมืองอื่นๆ ในประเทศอังกฤษ ถือเป็นหน้าเป็นตาเลยทีเดียว ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า มันจะเป็นหน้าเป็นตาอย่างไร ? เช่น ถ้าสาวที่ตนส่งสมัครได้รับรางวัลชนะเลิศแล้ว จะมีคนไปอุดหนุนอาหารที่ร้านมากขึ้นหรือ? ก็ไม่น่าเกี่ยว!

แต่อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนก็ถูกเชิญให้เป็นกรรมการตัดสินและมอบสายสะพายรางวัลการประกวดนางงาม ที่วัดพุทธปทีปกับเขาด้วย ขนาดใส่เสื้อโค้ทตัวเบ้อเร่อแล้ว ยังหนาวเลย ไม่รู้ว่า สาวผู้เข้าประกวดในชุดไทยเปลือยไหล่ ทนยืนยิ้มสู้ความหนาวเย็นอยู่ได้อย่างไร?

เมื่อคนไทยส่วนใหญ่ที่มีจริตในแบบดังกล่าวเข้าดำเนินกิจการของยุวพุทธิกะสมาคม วัดและสมาคมก็เลยมีเนื้อหาเช่นนั้น และก็ยากที่จะมีใครไปขวางไปเปลี่ยนได้ เพราะคนไทยส่วนใหญ่ที่ไปวัด ก็ชอบแบบนั้น

แต่เมื่อคนไทยส่วนใหญ่ที่มีจริตดังกล่าวเดินทัพเข้าสามัคคีสมาคมฯ ซึ่งเป็นสมาคมของนักเรียน และอดีตนักเรียนไทยในอังกฤษเป็นหลัก อย่างที่เล่าไปในตอนก่อนๆ แล้ว แน่นอนว่า สามัคคีสมาคมฯ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงไปได้ง่ายอย่างที่เกิดขึ้นที่วัดพุทธปทีป...

และแล้วความขัดแย้งทางชนชั้นก็เกิดขึ้นที่สามัคคีสมาคมฯ...

หน้า 76


ความขัดแย้งทางชนชั้นของคนไทยในอังกฤษ : ปัญหาเรื่องข้าว (2)

คนแคระบนบ่ายักษ์ แพทย์ พิจิตร มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1359

เดิมที สมาชิกส่วนใหญ่ของสมาคมมีพื้นเพจากคนชั้นสูงหรือมีสถานะเศรษฐกิจสังคมสูง ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นนักเรียน หรืออดีตนักเรียน คหบดี คหปตานีที่พำนักอาศัยในอังกฤษ คนเหล่านี้ล้วนมี "จริต" สอดคล้องต้องกัน ซึ่งแตกต่างจากประดา "พวกคนทำงาน" ที่เริ่มเข้ามาร่วมกิจกรรมของสามัคคีสมาคมฯ ในเวลาต่อมา

แต่ก่อนที่จะเข้ามาร่วมกิจกรรมที่สามัคคีสมาคมฯ "พวกคนทำงาน" ก็ได้เข้าร่วมกิจกรรมที่วัดพุทธปทีป เพราะระหว่าง "วัด" กับ "สามัคคีสมาคมฯ" วัดดูจะเป็นที่ที่พวกเขารู้สึกสบายใจและคุ้นเคย และกล้าเดินเข้าไปมากกว่าสามัคคีสมาคมฯ ซึ่งมีที่ทำการและที่จัดกิจกรรมของสมาคมตั้งอยู่ในอาคารสำนักงานผู้ดูแลนักเรียนไทย ซึ่งเป็นสถานที่ราชการ

จะว่าไปแล้ว ความใกล้ชิดวัดของคนที่มีพื้นเพเป็น "คนทำงาน" ดูจะแน่นแฟ้นกว่าคนชนชั้นสูง ที่กล่าวเช่นนี้ มิได้หมายความว่า คนชนชั้นสูงเป็นคน "ห่างวัด" หรือไปวัดบ่อยน้อยครั้งกว่าคนชนชั้นล่าง แต่วัดสำหรับคนชนชั้นล่างมีความหมายมากกว่าวัดของคนชนชั้นสูง

ที่เห็นง่ายๆ ชัดเจนก็คือ คนชนชั้นสูงไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ในช่วงห้าสิบปีมานี้ ไม่ค่อยจะนิยมเที่ยวงานวัดกันแล้ว เพราะเขาคิดว่า วัดไม่ใช่สถานที่ที่จะไปสนุกสนานบันเทิงเริงรมย์กัน หรือดูจากการจัดงานศพที่วัดของคนชนชั้นสูง ก็ต่างจากคนชนชั้นล่าง ไอ้ประเภทจะไปนั่งๆ นอนๆ เล่นไพ่กินเหล้าเฝ้าศพ ก็คงไม่ค่อยจะมีให้เห็นแล้ว

นอกจากนี้ ที่สำคัญก็คือ คนชนชั้นสูงก็มักจะไม่ส่งลูกหลานไปเรียนที่ "โรงเรียนวัด" ยกเว้นบาง "โรงเรียนวัด" ในกรุงเทพฯ หรือหัวเมืองใหญ่ๆ ที่มีการพัฒนาการเรียนการสอนให้ทันสมัย

ขณะเดียวกัน ความคาดหวังที่ชนชั้นล่างมีต่อพระในวัดก็แตกต่างไปจากคนชนชั้นสูง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบอกใบ้ให้หวย รักษาโรค แก้ปัญหาสารพัด เป็นที่ปรึกษาทางใจในทุกๆ เรื่อง หรือเป็นผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างผู้คนในละแวกใกล้เคียงวัด ส่วนคนชนชั้นสูงนั้นแยกวัดและพระออกจากเรื่องทางสังคมหรือทางโลกไปมากแล้ว ในลักษณะที่เข้าใจถึงบทบาทหน้าที่ที่แบ่งแยกแจกแจงกันไปมากขึ้นในสังคมสมัยใหม่ ซึ่งต่างจากสังคมยุคก่อนที่อะไรๆ หลายๆ อย่างยังมักจะรวมกระจุกตัวกันอยู่ในที่ที่เดียว

พูดถึงเรื่องแบ่งแยกแจกแจงหน้าที่ในสังคมสมัยใหม่ กับการกระจุกตัวรวมศูนย์ของบทบาทหน้าที่ในสังคมสมัยก่อน สิ่งที่เห็นได้ชัดเจน เช่น เรื่องการขายก๋วยเตี๋ยว!

เมื่อสักสี่สิบปีที่แล้ว ในเมืองใหญ่ๆ อย่างกรุงเทพฯ ร้านขายก๋วยเตี๋ยวยังไม่มากขนาดนี้ และคนกินก็ไม่ได้มากขนาดนี้ ใครที่ขายก๋วยเตี๋ยวมักจะทำเส้นเอง ทำลูกชิ้นเอง ต้มน้ำซุปเอง เตรียมใบตองหรือกระดาษหนังสือพิมพ์เอาไว้ห่อก๋วยเตี๋ยวเอง ฯลฯ พูดง่ายๆ ก็คือ ทำเองมันทุกอย่างเลย ดังนั้น คนขายก๋วยเตี๋ยวจึงเป็นทั้งคนทำเส้น ทำลูกชิ้น หรือแม้กระทั่งเผาพริกตำทำพริกป่นเองด้วยซ้ำ

แต่สมัยนี้ ถ้าจะให้มานั่งทำเส้นเอง ลูกชิ้นเอง หรือเตรียมพริกป่น พริกน้ำส้มเองก็คงจะไม่ไหว ที่ว่าไม่ไหวก็เพราะถ้าทำเองจะไม่มีเวลา เพราะคนกินมีมาก หรือกินมันแทบจะทั้งวันไปก็ว่าได้ สมัยนี้ หาร้านที่ทำเส้นเองไม่ค่อยจะได้แล้ว แต่ก็ยังมีอยู่บ้าง ซึ่งการทำเส้นเองก็จะกลายเป็นจุดเด่นจุดขายไปเลย แต่การทำลูกชิ้นเองนั้นคงหาไม่ค่อยจะได้ เพราะมันยุ่งยากและไม่ค่อยจะคุ้ม นอกจากจะทำเพื่อขายเจ้าอื่นด้วย

แต่ที่เห็นได้ชัดถึงการแบ่งบทบาทหน้าที่ซอยย่อยออกไปในการขายก๋วยเตี๋ยวในสังคมสมัยใหม่ก็คือ การเลิกทำพริกป่นเอง เพราะทุกวันนี้ เราคงสังเกตเห็นว่า ร้านก๋วยเตี๋ยวหลายร้าน จะซื้อพริกป่น น้ำตาลที่บรรจุซองมาเรียบร้อยแล้ว มาไว้บริการลูกค้าที่ซื้อก๋วยเตี๋ยวจากร้านไปทานที่อื่น

กลับมาที่เรื่องวัดกับพระ ท่านผู้อ่านคงพอจะเข้าใจว่า ทำไมวัดกับพระสำหรับคนชนชั้นล่างจึงมีความหมายในหลายๆ เรื่องมากกว่าคนชนชั้นสูง

คนไทยชั้นสูงในอังกฤษเวลาไปวัด มักจะคาดหวังถึงความสงบ ถ้าจะทำบุญ ก็ทำอย่างสงบเรียบง่าย เรียนวิปัสสนา หรือสนทนาปัญหาธรรมกับพระธรรมทูต เป็นต้น รวมทั้งฝรั่งมังค่าที่สนใจพุทธศาสนา-พุทธปรัชญา ก็มักจะคาดหวังไม่ต่างจากชนชั้นสูงไทยเหล่านั้น

ส่วน "พวกคนทำงาน" ก็มักจะคาดหวังถึงการไปพบปะสมาคมกันที่วัด ไปพูดคุยสารทุกข์สุขดิบ เมื่อนึกถึงงานบุญงานกุศลก็จะนึกถึงความสนุกสนานบันเทิงเอิกเกริกกัน หรือแม้แต่การไปพบปะตามประสาหนุ่มๆ สาวๆ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับพวกเขา หรือไปปรึกษาหลวงพ่อหลวงพี่หลวงเตี่ยในปัญหาหนักอกต่างๆ หรือแม้กระทั่งไปขอข้าววัดกิน ก็ถือเป็นเรื่องปรกติ

วัดในเมืองไทยคงไม่ห่างจากที่ที่ปลูกข้าวขายข้าวเท่าไรนัก แต่วัดไทยในลอนดอนต้องซื้อข้าวสารจากร้านที่มีไม่กี่ร้านนักในสมัยก่อนโน้น อีกทั้งก็ห่างจากวัดมาก ดังนั้น การเที่ยวไปขอข้าววัดกินจึงไม่เรื่องที่สวยงามนัก ไม่ว่าจะสำหรับพระเองหรือคนที่ผ่านไปมา เพราะ "ข้าว" เป็นเรื่องสำคัญยิ่งสำหรับคนไทยในอังกฤษสมัยก่อน ไม่ว่าจะเป็นคนชนชั้นสูงหรือ "พวกคนทำงาน" พูดง่ายๆ ก็คือ มันหาข้าวทานไม่ง่ายนัก ถ้าไม่ซื้อมาหุงเอง ก็ต้องไปเสียสตางค์แพงในร้านอาหารไทยในกรุงลอนดอน

สมัยก่อน ร้านไทยที่ขายของไทย เช่น ข้าวสาร กะปิ น้ำปลา ฯลฯ ยังไม่มี! ถ้าจะซื้อข้าวสารต้องไปซื้อที่ย่านคนจีนที่โซโห และราคาก็ไม่ถูก ครั้นจะไปเสียสตางค์ทานข้าวไทยที่ร้านอาหารไทย มันก็แพงโข ปริมาณก็น้อยนิด คาดว่า แม้แต่ชนชั้นสูงผู้ดีปากเล็กปากน้อยไม่ค่อยต้องทำงานออกแรงอะไร ก็ยังจะไม่อยู่ท้องเลย สำมะหาอะไรกับคนทำงานที่ต้องใช้แรงงาน

ดังนั้น การมาวัดแล้วนั่งๆ ไปจนกระทั่งถึงเวลาฉันเพล พระท่านก็ไม่สามารถจะทำใจไม้ไส้ระกำ ไม่เรียกหรือแบ่งให้กิน ครั้นจะแบ่งให้คนที่จ้องจะกิน และไม่แบ่งให้คนที่ไม่ได้จ้องกิน ก็กระไรอยู่!?

คนที่จ้องกินมันก็ตั้งหน้าตั้งตาจะกินอยู่แล้ว ส่วนคนที่ไม่ได้จ้องกิน ก็ไม่ได้คิดจะกินของพระของวัดในเบื้องแรก แต่ก็ให้รู้สึกรังเกียจแกมหมั่นไส้อิจฉาคนที่ "หน้าด้าน" มาเบียดเบียนพระในความคิดของเขา ที่รู้สึกอิจฉาก็เพราะ "ข้าวไม่ใช่เรื่องเข้าใครออกใครสำหรับคนไทยในอังกฤษสมัยนั้น"

ไอ้คนที่ไปกินของวัดของพระที่เมืองไทย ก็ไม่ค่อยจะมีใครว่าอะไรมากนัก เพราะเข้าใจกันว่า วัดย่อมเป็นที่พึ่งยามยากของคนยาก วัดช่วยให้หลายคนได้ดิบได้ดีจากการเป็นเด็กวัด กินข้าววัด เรียนหนังสือ ขนาดบางคนได้เป็นนายกรัฐมนตรีของไทยเลย ซึ่งก็ดีเหมือนกัน เพราะเติบโตมากับวัด ก็กลัวพระกลัวเจ้า อยู่ในศีลในธรรมได้บ้าง

แต่สำหรับคนที่ไปกินของวัดของพระที่วัดไทยแถวๆ วิมเบิลดัน ลอนดอน ประเทศอังกฤษนี่สิ!? มันเดือดร้อนกันไปทั่ว ทั้งคนที่ไม่ได้กินและรวมถึงพระท่านด้วย เพราะอย่างที่กล่าวไปแล้วว่า ข้าวมันเป็นของหายาก แต่เป็นของที่คนไทยอยากกินจริงๆ ในลอนดอนสมัยนั้น สมกับคำกล่าวของ หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร จริงๆ เลยที่ว่า "เงินทองเป็นมายา ข้าวปลาเป็นของจริง" เพราะบางทีต่อให้มีเงิน ก็หาข้าวกินยากในประเทศอังกฤษ!

สมัยนั้น วัดพุทธปทีปก็อยู่ห่างจากที่ที่ขายข้าวสาร การจะเดินทางจากวิมเบอร์ดันไปโซโห เพื่อไปแบกข้าวสารกลับมา ไม่ใช่เรื่องน่าพิสมัยเท่าไรนัก อีกทั้งจะซื้อทีละน้อยก็ไม่ได้ เพราะพระในวัดมีไม่น้อย ต้องซื้อเป็นกระสอบ

ไอ้คนที่ไปกินของวัดของพระที่วัดไทยในลอนดอนนั้น คงแบ่งได้เป็นสองพวก

พวกแรกคือ พวกใสซื่อ คือไม่ได้คิดอะไรเลย ไม่ได้รู้ว่า การซื้อหาข้าวสารในอังกฤษเป็นเรื่องยุ่งยากลำบาก ที่มากินข้าววัด ก็ไม่ได้คิดอะไรจริงๆ เพราะสมัยอยู่เมืองไทย เวลาไปวัด พระกินเหลือ ก็กินต่อ ไม่เห็นจะเป็นไร (แต่จะได้บุญด้วยหรือเปล่าก็ไม่ทราบได้ ในการกินของเหลือจากพระ) (แต่ก็น่าคิดว่า มีคนประเภทนี้จริงๆ สักเท่าไร?)

พวกที่สองคือ พวกรู้มาก แต่แกล้งทำเป็นไม่รู้ ทำท่าเหมือนพวกแรก แต่รู้เต็มอกว่าตนกำลังเบียดเบียนพระเจ้าอยู่ แต่ทำไงได้ ก็อยากกิน "ข้าว" นี่หว่า!

พูดถึงเรื่อง "ข้าว" กับ "คนไทยในอังกฤษ" แล้ว ท่านทั้งหลายจะเห็นได้ว่า คนไทยทุกคนไม่ว่าสูงต่ำดำขาว ยากดีมีจน ต่างเสมอภาคกันต่อหน้าความอยาก "ข้าว" ทั้งสิ้น

เพราะเอาเข้าแล้ว "ข้าว" เป็นของกินที่คนไทยทุกคนชอบกิน อร่อยปาก สบายท้อง จำได้ว่า ตอนลูกของผู้เขียนไปอังกฤษ ตอนเช้าๆ แกไม่ชอบทานขนมปัง แต่ร้องขอข้าว "พ่อๆ มีข้าวไหม หนูอยากกินข้าว!"

ผู้เขียนคิดในใจว่า "ข้าวหนะก็พอมีนะลูก แต่มันซื้อลำบากหวะ มันหนักด้วย ทำไมไม่กินคอร์นแฟลกหรือขนมปัง (วะ)!"

หลังจากนั้น ผู้เขียนก็หุงข้าว และแล้ว ลูกสาววัยเจ็ดขวบก็นั่งกินข้าวอย่างเอร็ดอร่อยอิ่ม ชื่นใจคนเป็นพ่อเป็นแม่

หน้า 76


ความขัดแย้งทางชนชั้นของคนไทยในอังกฤษ : ปัญหาเรื่องข้าว (อีกแว้วว!)

คนแคระบนบ่ายักษ์ แพทย์ พิจิตร มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 08 กันยายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1360

คนไทยในอังกฤษต่อให้ยากดีมีจนแค่ไหนก็ล้วนแต่ชอบรับประทานข้าวกันทั้งนั้น ยกเว้นคนไทยที่ไปเกิดและโตที่อังกฤษ โดยพ่อแม่ไม่ได้เลี้ยงด้วยข้าว แต่เลี้ยงด้วยอาหารพื้นเมือง อันได้แก่ ขนมปัง มันฝรั่ง-ไม่ว่าจะเอาไปทอด ต้ม อบ หรือบดบี้ หรือย่าง---เกล็ดข้าวโพด พาย ฯ เด็กประเภทนี้คงไม่ได้ติดอกติดใจรสชาติของข้าวเหมือนคนไทยทั่วไป

เด็กไทยที่ไปเรียนและโตในอังกฤษ ถ้าเคยได้รับการเลี้ยงดูด้วยข้าวมาแล้ว ก็ไม่สามารถจะละทิ้งความเป็นลูกข้าวได้ ไม่ว่าจะเป็นข้าวจ้าวหรือข้าวเหนียว คงไม่ต่างจากคนจีน และคนแถบตะวันออกเฉียงใต้ แต่คนจีนยังติดรสบะหมี่ก๋วยเตี๋ยวได้เท่าๆ กับรสข้าว แต่กระนั้น คนจีนในอังกฤษก็กินข้าวเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม ต่อให้ฝรั่งมั่งค่าก็เถอะ หากได้ลองลิ้มรสชาติของข้าวหอมมะลิของไทย รับประทานกับกับข้าวไทย ไม่ว่าจะเป็นพวกแกงเผ็ด แกงเขียวหวาน น้ำพริกผักจิ้ม ต้มยำกุ้ง ปลาทอดสามรส หรือข้าวเหนียวเนื้อย่างจิ้มแจ่วแล้ว ก็ยากที่จะไม่ติดอกติดใจอยากหาทางรับประทานอยู่บ่อยๆ

ลำพังจะให้ซดต้มยำกุ้งเปล่าๆ ก็พอไหว แต่จะให้กินแกงเขียวหวานหรือแกงเผ็ดเหมือนอย่างกินซุป ก็คงจะรุนแรง และจัดจ้านเกินไป กินกับข้าวจึงจะอร่อยที่สุด หาอะไรมาแทนยาก ต่อให้โรตีก็เถอะ ก็พอกล้อมแกล้ม แต่ไม่เท่าข้าว

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า หลายสิบปีก่อน ร้านค้าคนไทยที่ขายข้าวสาร กะปิ น้ำปลา เครื่องแกง ยังไม่มีแพร่หลาย จะหาซื้อของประเภทนี้ก็ต้องไปที่ร้านจีนในโซโห ซึ่งก็ไม่มีครบถูกใจคนไทย ข้าวของประเภทนี้ ถูกรวมศูนย์อยู่ที่ย่านคนจีนแถวเลสเตอร์สแควร์ ใจกลางกรุงลอนดอน ข้าวจึงเป็นเรื่องหายากลำบากสำหรับคนไทย ที่อาศัยอยู่กระจายไปทั่วและอยู่รอบนอกลอนดอน โดยเฉพาะวัดพุทธปทีป วิมเบิลดัน

นอกจากไปวัดเพื่อความสงบใจ ได้ทำบุญแล้ว กราบพระแล้ว วัฒนธรรมการไปวัดของคนไทยจำนวนไม่น้อยย่อมไม่รู้สึกแปลก ถ้าจะอาศัยวัด หรืออาศัยพระในเรื่องอื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการไปกินข้าววัด หรืออาศัยนอน แต่การไปกินข้าววัด หรือนอนที่วัดไทยในลอนดอนนั้น ดูจะเป็นเรื่องที่สร้างปัญหาความเดือดร้อนให้กับพระ และคนไทยคนอื่นๆ อย่างที่เล่าไปตอนที่แล้ว

การทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ทู่ซี้จนถึงเวลาฉันเพล โดยหวังอาศัยข้าวก้นบาตรกิน แทนที่จะได้บุญ กลับจะกลายเป็นการทำบาปเสียด้วยซ้ำ สำหรับพฤติกรรมเช่นนี้ในวัดไทยที่อังกฤษ ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ สะท้อนให้เห็นว่า พฤติกรรมแบบเดียวกันแต่ต่างบริบท อาจจะให้ผลลัพธ์ที่ไม่เหมือนกัน

วัดพุทธในบ้านเรา มีคนมาทำบุญไม่ขาดสาย อีกทั้งตอนเช้าๆ หลวงพี่ทั้งหลายท่านก็ไม่เกียจคร้านที่จะออกบิณฑบาต เพื่อให้ชาวพุทธได้มีส่วนทำนุบำรุงพุทธศาสนา อาหารการกินจึงสมบูรณ์ ใครจะไปเป็นเด็กวัดกินข้าวก้นบาตรหรือนอนอยู่ในวัด ก็ไม่ถือว่าเป็นการเบียดเบียนเท่าไรนัก กินข้าวก้นบาตรถือว่าได้บุญ เพราะคนตักบาตร จะไปห้ามก็ไม่ได้ เขามีจิตอันเป็นกุศล ดังนั้น ถ้าเกิดเหลือขึ้นมา จะทิ้งก็เสียดาย ช่วยกินไปก็ถือว่าช่วยให้กุศลนั้นเกิดผลบุญ ถ้าไม่มีคนกินหรือกินแล้วยังอุตส่าห์เหลือ ก็ต้องให้สัตว์กินถือเป็นทาน ดังนั้น คนไทยเราจึงนิยมเอาสัตว์ไปปล่อยวัด ตามสุภาษิตที่ว่า "ตัดหางปล่อยวัด" ซึ่งน่าจะหมายความว่า เลี้ยงไม่ไหวแล้ว เอาไปปล่อยวัด ก็เท่ากับไปฝากพระท่านเลี้ยง วัดจึงถือเป็นสถาบันทางสังคม ที่มีหน้าที่เลี้ยงดูคน และสัตว์ยามยาก และผู้คนก็รู้ที่ที่จะเอาสัตว์ไปปล่อย หรือเอาเศษอาหารไปให้สัตว์กิน

วัดจึงเป็นสถาบันทางสังคมที่ทำหน้าที่ดังกล่าวนี้อย่างเป็นที่เป็นทาง เป็นทางการ สมาชิกในสังคมย่อมรู้กันดี โดยไม่ต้องมีการอบรมสั่งสอนบอกกล่าว หรือเขียนไว้ในคู่มือการใช้ชีวิต

ฝรั่งหรือคนต่างชาติย่อมไม่สามารถจะรู้หน้าที่ดังกล่าวนี้ของวัดได้เลย จนกว่าจะได้มาใช้ชีวิตคลุกคลีศึกษาวัฒนธรรมจารีตประเพณีไทยอย่างจริงจัง อย่างนักมานุษยวิทยา หรือนักสังคมวิทยา ฝรั่งชาวอังกฤษจึงไม่คิดและคาดหวังว่า วัดไทยในอังกฤษจะต้องทำหน้าที่ดังกล่าว

แต่คนไทยจำนวนไม่น้อยในอังกฤษ "ยัง" คิดเช่นนั้นอยู่

พระสงฆ์ที่เป็นคณะธรรมทูตที่ไปเผยแผ่พุทธศาสนาที่วัดไทยพุทธปทีปในกรุงลอนดอน คงต้องปรับตัว หรือเรียนรู้วัฒนธรรมของชาวอังกฤษ ก่อนที่จะเดินทางไปอยู่ที่นั่น เพราะพระภิกษุคงไม่สามารถออกบิณฑบาตตามบ้านคนแถวๆ วิมเบิลดันได้ เพราะชาวบ้านอังกฤษแถวนั้น ที่ไม่รู้จักพุทธศาสนาคงพากันแตกตื่นกันไปใหญ่ ที่ได้เห็น บุรุษศีรษะโล้นนุ่งห่มด้วยอาภรณ์แปลกๆ ที่มีสีสันสะดุดตา อีกทั้งหน้าตาผิวพรรณก็ไม่คุ้น เห็นแวบแรกย่อมจะอดคิดถึงพวกวิปริตวิปลาสไม่ได้

แต่นั่นก็เป็นเรื่องของชาวบ้านจะคิดอย่างไรก็เป็นเรื่องของเขา เป็นปัญหาของผู้ดู ที่ไม่ได้รับผลกระทบกระเทือนอะไร เพราะพระสงฆ์ก็คงมีสิทธิเสรีภาพที่จะเดินตอนเช้าๆ ในถนนในหมู่บ้านของชาวอังกฤษแถววิมเบิลดันได้ ไม่ต่างจากเดินเล่นยามเช้าหรือ "Morning Walk"

แต่พระภิกษุต่างหากที่เป็นฝ่ายมีปัญหา เพราะการเดินตอนเช้าของท่าน ไม่ได้ไปเดินเล่นหรือออกกำลังกาย แต่เป็นการไปบิณฑบาต หรือไปให้ชาวบ้านทำบุญ หรือถ้าพูดอย่างตรงไปตรงมาก็คือ ไปขอข้าวกิน! เมื่อชาวบ้านชาวอังกฤษเห็นท่านเป็นตัวประหลาด อีกทั้งไม่เข้าใจเรื่องการตักบาตร พระจึงต้องเดินบาตรเปล่ากลับวัด ไม่มีข้าวเหลือให้เด็กวัดหรือแขกไปใครมาได้กิน เพราะแม้แต่ตัวท่านเองก็ยังไม่มีอะไรจะฉันเลย

ดังนั้น วัดพุทธปทีปหรือวัดไทยในต่างแดนจึงต้องมีคนคอยหุงหาอาหารไว้เลี้ยงพระ ไม่ว่าจะเป็นเช้าหรือเพล แต่เย็นไม่ต้อง!

เมื่อทำอาหารเลี้ยงพระตอนเช้าหรือเพล วัดก็ย่อมจะตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นอาหาร คนที่จ้องจะอาศัยวัดกินข้าว (ซึ่งเป็นของหายาก) ย่อมรู้จังหวะเวลา และมักจะได้กินหลังจากพระท่านฉันแล้ว ยามท่านฉันเสร็จ ก็เดินเฉียดไปในครัว ทำเป็นถามไถ่ว่า วันนี้ทำอะไรถวายพระ กลิ่นหอมดีนะ รสชาติเป็นไง จะเหมือนที่แม่เคยทำให้กินหรือเปล่า ฯลฯ ไถลไถเถือกไปมา ว่าแล้วก็คดข้าวกินในที่สุด!

สำหรับคนที่เกร็ดแกร่จนถึงเย็น ทำทีเป็นช่วยงานในวัด ซึ่งดูเหมือนจะไม่มีอะไรให้ช่วยนัก เพราะเขามีคนที่ถูกจ้างมาให้ทำอยู่แล้ว แม้ว่าจะไม่ต้องหุงข้าวหาอาหารให้พระ แต่คนที่อยู่คอยหุงหาอาหารให้พระนั้นไม่ใช่พระ เป็นฆราวาส กินสามมื้อปกติ จึงต้องมีการทำอาหารเย็นกินกัน พวกคนไทยที่คอยอาศัยข้าววัดกินมื้อเย็น ก็สามารถผสมโรงในช่วงนี้ได้อีก

พระท่านจะรู้สึกอย่างไรนั้นก็สุดจะเดา แต่สำหรับคนที่คอยดูแลพระย่อมรู้สึกอิดหนาระอาใจกับคนประเภทนี้ หนักๆ เข้าก็ทำให้มื้อเย็นไม่มีการทำกับข้าวเลย ช่วงเย็นเป็นช่วงที่ครัวปลอดการทำอาหาร และไม่มีอาหารเหลือ มีแต่อาหารที่จะเก็บไว้ให้พระท่านฉันในวันต่อไป ใครคิดจะมากิน ก็ตกนรกหมกไหม้แน่ๆ

เมื่อถูกบีบคั้นกันถึงที่สุดและซึ่งหน้าแบบนั้น เวลาก็ย่ำค่ำแล้ว อากาศก็หนาว ฟ้าก็มืด จะลุยออกไปขึ้นรถก็ต้องรอนานพอดู จะไปหาอาหารมื้อเย็นที่ไหนกิน ก็คงลำบาก ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ตั้งใจจะรอกินข้าววัดมื้อเย็น ก็ไม่อยากจะทำให้ศรัทธาตัวเองเสียศูนย์ ว่าแล้ว ก็เลยเข้าครัว หุงข้าว เจียวไข่กินเองด้วยตัวเองเลย ใครจะทำไม (วะ)??!!

เมื่อคนที่คอยดูแลพระมาห้ามปราม ก็อาจถูกย้อนได้ว่า "ข้าวสารกับไข่นี่ของมึงหรือ?" "มันของพระท่านโว้ย พระท่านไม่หวงหรอก นกกาหิวมา ขอกินแค่นี้จะเป็นไร มึงอย่าแส่!" "หรือว่า มึงจะบอกว่า พระท่านหวง ท่านห้ามไม่ให้กูกิน ก็บอกมา!" "กูว่า มึงนั่นแหละหวง" "กูกินวันนี้ วันหลังกูมี กูก็จะเอามาถวายคืนเองหนะแหละ แหมของแค่นี้ ไอ้ห่า"

อย่างว่าแหละครับ ของแบบนี้ มันไม่เข้าใครออกใคร หรือถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ ข้าวมันไม่เข้าใครออกใคร ข้าวสวยไข่เจียวอาจดูเป็นอาหารที่แสนจะธรรมดาๆ ราคาถูกที่สุดแล้วในเมืองไทย แต่อยู่เมืองนอก มันของดีเลย จะบอกให้...ว่าแล้ว มันก็เปิดตู้ หยิบขวดพริกศรีราชาที่มีป้ายร้านจีนในโซโหออกมาเหยาะใส่ไข่เจียวร้อนๆ ที่เพิ่งขึ้นจากกระทะมาวางโปะอยู่บนข้าวสวยร้อนๆ...

ป้ายร้านจีนนั้นบ่งบอกราคาของซอสพริกศรีราชาที่มีราคาแพงเป็นสองเท่าของราคาที่เมืองไทย อีกทั้งซ้อสที่อยู่ในขวดนั้น ก็เหลือเพียงก้นๆ ขวดเสียด้วย

อย่างนี้ มึงต้องตกนรกเป็นสองเท่าเลย อีกทั้ง จะต้องทนทุกข์ทรมานในกระทะซอสพริกศรีราชา และโดนยมบาลเอาน้ำพริกศรีราชากรอกปากให้อ้วกแล้วอ้วกอีก ซ้ำๆ ซากๆ อยู่อย่างนั้นไม่รู้จบสิ้น

จําได้ว่า มีครั้งหนึ่งที่ผู้เขียนต้องไปเป็นเจ้าภาพทำบุญเลี้ยงพระที่วัดพุทธปทีป โดยยกพลคณะกรรมการของสามัคคีสมาคมฯ ไปจัดอาหารถวายเพล หลังจากที่พระท่านฉันเสร็จแล้ว ท่านเจ้าคุณพระมหาเติมผคุโณ (ถ้าสะกดผิด ก็ขอประทานอภัยด้วย เพราะจำไม่ได้แน่นอน) ท่านก็มีเมตตาถามผู้เขียนว่า "คุณทานข้าวหรือยัง?"

ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้กิน แต่ก็ไม่ทราบว่าผู้เขียนคิดอะไรอยู่ในใจถึงตอบท่านไปว่า "อาตมาฉันแล้ว!"

สงสัยจะหมกมุ่นกับเรื่องการกินข้าวในวัดไทยในบริบทประเทศอังกฤษมากเกินไป

หน้า 76


ความขัดแย้งทางชนชั้นของคนไทยในอังกฤษ (ต่อ)

คนแคระบนบ่ายักษ์ แพทย์ พิจิตร มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1361

นอกจากความแตกต่างทางชนชั้นที่เกิดขึ้นในหมู่ฆราวาสคนไทยในอังกฤษแล้ว ในหมู่พระสงฆ์องค์เจ้าเอง ก็มีความแตกต่างที่ว่านี้เช่นกัน แต่ความแตกต่างมิได้มีรากฐานมาจากสถานะ หรือชั้นทางเศรษฐกิจสังคมเหมือนอย่างในกรณีของฆราวาส แต่ความแตกต่างที่เรียกได้ว่าเป็นความแตกต่างทางชนชั้น ในหมู่พระคุณเจ้าที่วัดไทยพุทธปทีป วิมเบิลดัน ลอนดอน น่าจะมีรากฐานมาจาก "ภูมิความรู้" ของผู้ทรงศีลเหล่านั้น

พระคุณเจ้าบางรูปร่ำเรียนคร่ำเคร่งกับพระอภิธรรม ถึงขนาดไปเรียนต่อที่อินเดียจนจบปริญญาเอก ซึ่งวิทยานิพนธ์ก็มักจะมีกลิ่นอายของปรัชญาอยู่ไม่น้อย พระคุณเจ้าประเภทนี้ ท่านจะมุ่งเผยแผ่พุทธศาสนาอย่างจริงจัง ให้ความรู้แก่อุบาสกอุบาสิกาทั้งไทยและเทศที่เข้าวัดเพื่อเข้าใจธรรมะของพระพุทธเจ้า

แม้ว่าพระคุณเจ้าหลายรูปจะมีพื้นเพจากคนพื้นบ้าน แต่ด้วยความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาของปรัชญา และพระอภิธรรมในพุทธศาสนา ก็ทำให้ท่านไม่นิยมให้วัดเป็นที่จัดงานบุญกุศลที่ครื้นเครงเอิกเกริก ด้วยการประกวดประชันแข่งขันความงาม หรือกระทง หรือกับข้าว ฯลฯ

แต่กระนั้น ท่านก็เข้าใจถึงเงื่อนไขประเพณีของสังคมไทยโดยทั่วไป ก็ไม่ได้ห้ามปรามเด็ดขาดเลยเสียทีเดียว แต่ก็ไม่ได้ปล่อยปละละเลยตามใจ

แต่พระคุณเจ้าทั้งหลายที่วัดพุทธปทีปไม่ได้จะมีคุณสมบัติหรือบุคลิกภาพเหมือนกันหมด บางรูปก็ยังคุ้นเคยกับเงื่อนไขเดิมๆ ของความเป็น "วัด" ทั่วไปในชนบท ดังนั้น พระบางรูปจึง "ต้องกัน" กับฆราวาสบางกลุ่มบางคน พูดง่ายๆ ก็คือ มีรสนิยมเดียวกันนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างระหว่างฆราวาสกับพระภิกษุชาวไทยในประเด็นความแตกต่างทางชนชั้นที่อังกฤษก็คือ พระบางรูปปรับเปลี่ยนรสนิยมของตนผ่านการศึกษา โดยแรกเริ่มเดิมที ไม่ได้มีรสนิยมนี้โดยชนชั้นดั้งเดิมที่ตนสังกัด ฆราวาสแนวที่ชอบเห็นวัดเอิกเกริกระเบิดเถิดเทิง ก็มักจะไม่ค่อยกล้าเข้าไปพูดคุยหรือ "ตีซี้" กับพระคุณเจ้าแนวเน้นวัดเป็นที่เผยแผ่พระศาสนาอย่างจริงจัง

กระนั้น ฆราวาสแนวเอิกเกริกนี้ ก็ไม่ใช่ไม่มีเหตุผล พวกเขาเข้าใจดีว่า ที่ผ่านมาในชีวิตของพวกเขา การจรรโลงศาสนาให้อยู่คู่สังคมได้ก็ด้วยการที่วัดมีกิจกรรมทางสังคมอื่นๆ สอดแทรกควบคู่ไปกับการสั่งสอนสืบสานอภิธรรมความรู้ ให้กับผู้คนในสังคม วัดย่อมมีเรื่องประเพณีพิธีกรรมและงานรื่นเริง และเป็นเวทีกลางในการเชื่อมต่อและการช่วยเหลือกันและกันของผู้คนในสังคมนั้น

จะว่าไปแล้ว ความคิดอย่างนี้ก็ไม่ได้ผิดอะไร สำหรับบริบทชุมชนที่พวกเขาเติบโตมา

แต่สำหรับบริบทสังคมอังกฤษที่มีความแตกต่างจากบริบทสังคมดั้งเดิมของฆราวาสแนวนี้ มันผิดฝาผิดตัวเลยทีเดียว และกลายเป็นปัญหาที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก สำหรับคนไทยทุกฝ่ายที่อาศัยและทำงานอยู่ในอังกฤษ

ที่ว่าเป็นปัญหาที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ก็เพราะฆราวาสแนวสงบย่อมไม่ชอบฆราวาสแนวเอิกเกริก แต่จะไปกีดกันห้ามไม่ให้ฆราวาสแนวที่ต่างจากตนเข้าวัดหรือไปร่วมหรือไปช่วยงานวัดไม่ได้ เมื่อตนห้ามหรือกีดกันไม่ได้ เรื่องก็ไปตกหนักกับพระที่วัด พระธรรมทูตเองก็มีทั้งสองแนว แต่ไม่ว่าจะแนวไหน ก็จะไปออกปากห้ามไม่ได้ถนัดนัก เพราะเป็นพระเป็นเจ้า ก็พอจะเข้าใจอะไรแบบนี้อยู่บ้าง

แต่กระนั้น ขนาดออกปากห้ามจัดงานเอิกเกริก ฆราวาสแนวเอิกเกริกยังดื้อดึงที่จะจัดงานบุญงานวัด ตามความเคยชินของพวกเขาไม่ได้ จนถึงกับเกิดเป็นปากเป็นเสียงกัน ถึงขนาดเจ้าอาวาสยุคหนึ่งทนไม่ไหว ต้องลงไม้ลงมือ ตบบ้องหูฆราวาสมัคคทายกคนนั้น อย่างที่เคยเล่าไปแล้วว่า

โชคดีที่เป็นเจ้าอาวาสวัดไทย ไม่ใช่วัดเส้าหลิน ประเทศจีน มิฉะนั้นแล้ว บ้องหูข้างที่ถูกตบอาจจะถูกพลังฝ่ามือไต้ซือ กระแทกจนย้ายไปรวมตัวอีกกับบ้องหูอีกฝั่งหนึ่งของกะโหลกก็เป็นได้

ที่พึ่งที่สามารถทำหน้าที่เป็นอนุญาโตตุลาการในกรณีข้อพิพาททางชนชั้นนี้ได้ก็คือ สถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำราชสำนักเซนต์เจมส์ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เพราะสถานทูตไทยมีหน้าที่ช่วยเหลือดูแลวัดไทยในต่างแดนอยู่แล้ว แต่ท่านฑูตหรือข้าราชการสถานทูตที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลวัดก็แบ่งออกเป็นสองแนวด้วยเช่นกัน แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว มักจะเป็นแนวที่อยากเห็นวัดสงบมากกว่าเอิกเกริก

แต่ถึงแม้ว่า รสนิยมส่วนใหญ่ของคนในสถานทูตจะเป็นเช่นนั้น ก็หาได้สามารถมีพลังลมปราณมากพอที่จะจัดการกับคนไทยแนวเอิกเกริก เพราะคนไทยแนวเอิกเกริกในอังกฤษ ในช่วงสามสิบปีที่ผ่านมานี้ มีจำนวนมากและมากขึ้นเรื่อยๆ คนไทยที่เป็นนักเรียน เมื่อเรียนจบแล้วก็กลับเมืองไทยแบบถาวร มีน้อยที่จะอยู่ทำงานในอังกฤษไปเลย พวกที่เรียนๆ ไปแล้วเลิกเรียน ทำงานตั้งตัวเป็นล่ำเป็นสันก็มักจะเป็นคนไทยแนวเอิกเกริก หรือไม่ก็ได้ประโยชน์จากการมีงานวัดที่เอิกเกริก

เมื่อคนไทยแนวเอิกเกริกมีมาก ก็กลายเป็นเสียงข้างมากนั่นเอง สถานทูตไทยก็ต้องตัดสินเรื่องราวตามหลักประชาธิปไตย มิฉะนั้นแล้ว เสียงของคนไทยจำนวนมากก็จะหันหลังให้กับสถานทูต ทำให้ความร่วมมือประสานงานการทำกิจกรรมต่างๆ ของสถานทูตล้มเหลวในที่สุด พูดง่ายๆ ว่า กรณีข้อขัดแย้งดังกล่าวนี้ถูกตัดสินแก้ปัญหาด้วยวิธีการแบบการเมือง

แม้ว่าจุดประสงค์หลักของการมีวัดไทยในต่างแดนคือ รองรับความต้องการของคนไทยในต่างแดนและเผยแผ่พุทธศาสนาให้กับคนพื้นถิ่นในต่างแดนนั้น การคัดเลือกพระธรรมทูตไปต่างแดน ก็เน้นไปความสามารถในการสื่อสารกับคนต่างชาติได้

ในที่สุด ฆราวาสแนวสงบก็ล่าถอยไปจากวัดไทยพุทธปทีป เปิดให้เป็นพื้นที่ของฆราวาสแนวเอิกเกริกครอบครองไป ไม่รู้ว่าทุกวันนี้สถานการณ์เป็นอย่างไร เพราะผู้เขียนไม่ได้แวะเยี่ยมใช้ชีวิตในอังกฤษเกือบสิบปีแล้ว ทั้งที่ก็อยากจะไปกับเขาบ้าง แต่ทุนทรัพย์ไม่อำนวย ค่าเงินปอนด์ก็สูงลิบลิ่ว เพราะคนที่เคยอยู่อังกฤษนานๆ ไม่ว่าจะเรียนหรือทำงาน การได้กลับไปใช้ชีวิตที่อังกฤษสักสองอาทิตย์ หรือเดือนหนึ่ง ถือว่าเป็นการต่อชีวิตเลยทีเดียว หรือเท่ากับการได้กลับบ้านอีกแห่งหนึ่ง นอกจากบ้านที่เมืองไทย

อย่างเช่น ท่านอาจารย์ ดร.บุญถิ่น อัตถากร ท่านต้องกลับไปอังกฤษอยู่เนืองๆ และใช้ชีวิตที่นั่นอย่างเรียบง่ายเหมือนตอนที่ท่านไปเรียนหนังสือ

การกลับไปอังกฤษ ทำให้คนที่เคยอยู่ได้กลับไปทำอะไรเองบ้าง เดินไปไหนมาไหน ไม่ใช้รถยนต์ส่วนตัวอย่างเคยตัวเสียร่ำไปเหมือนอยู่เมืองไทย ได้อ่านหนังสือ เข้าห้องสมุด ซื้อหนังสือจากร้านหนังสือชั้นดีที่มีหนังสือทั้งใหม่หรือเก่าเอามาพิมพ์ใหม่ มากมายหลากหลาย มันเป็นความสุขสงบอย่างยิ่งเลยทีเดียว

จำได้ว่า เมื่อผู้เขียนได้กลับไปใช้ชีวิตที่อังกฤษ สุขภาพร่างกายก็ดีขึ้น เพราะต้องเดินมากกว่าปรกติ ขณะเดียวกัน ก็มีความสุขกับการเดิน อีกทั้งสุขภาพจิตก็ดีทันตาเห็น เพราะการนอนที่อังกฤษไม่ต้องเปิดเครื่องปรับอากาศ เมื่อไม่ต้องใช้เครื่องปรับอากาศ ก็ไม่มีเสียงทำงานของเครื่องปรับอากาศ ค่ำคืนในย่านอยู่อาศัยของอังกฤษจึงเงียบสงัด เงียบจริงๆ นอนหลับสบาย สงบ

ส่วนที่เมืองไทย ต่อให้อยู่ในหมู่บ้านชั้นดีเพียงไร และมีเครื่องปรับอากาศชั้นดีแค่ไหน มันก็ยังคงมีเสียงอยู่ดี ไม่เงียบสนิทจริงๆ จังๆ อีกทั้งเสียงรถยนต์แล่นไปมาก็พอมีให้ได้ยินอยู่ดี โดยฉพาะในกรุงเทพฯ

หรือเป็นไปได้ว่า หมู่บ้านที่ผู้เขียนอาศัยอยู่มันยังไม่ "ไฮโซ" ถึงขนาดก็เป็นได้

กลับมาที่เรื่องความขัดแย้งทางชนชั้นในกรณี "วัด" ไทยพุทธปทีปในอังกฤษ เมื่อฆราวาสแนวอยากเห็นวัดสงบปราศจากซึ่งงานเอิกเกริกต้องล่าถอยไป

วัดไทยแนวสงบจึงอุบัติขึ้นเป็นทางออกของปัญหาของพวกเขา

วัดพุทธแนวสงบเป็นวัดที่รองรับฆราวาสที่มีการศึกษาสูง มาจากชนชั้นระดับกลางขึ้นไป มุ่งเน้นที่กิจกรรมการเรียนรู้ธรรมะของพระพุทธเจ้า มากกว่าพิธีกรรมประเพณี ที่เป็นเปลือกของพุทธศาสนามากกว่าจะเป็นตัวศาสนาจริงๆ อีกทั้งก็มุ่งเน้นไปที่การเผยแผ่พุทธธรรมไปสู่ฝรั่งต่างชาติ มุ่งเน้นไปที่การฝึกสมาธิ วิปัสสนาอย่างเคร่งครัด

วัดไทยที่เกิดขึ้นใหม่นี้ได้แก่ วัดไทยที่ชิตเฮิร์ส (Chithurst) (วัดป่าจิตต์วิเวก) หรือวัดไทยที่แมนเชสเตอร์ เป็นวัดที่คนไทยที่ได้ชื่อว่าเป็นพวกชนชั้นสูง-ไฮโซและพวกเรียนหนังสือสูงๆ ชอบแห่กันไป

วัดสองวัดนี้ ไม่มี "งานวัด" มีแต่ความสงบ ไม่มีพวกมาขอข้าวกิน

ที่น่าสังเกตคือ สองวัดนี้ เจ้าอาวาสล้วนเป็นฝรั่ง! ไม่มีพระภิกษุที่เป็นคนไทยเลยเท่าที่ทราบในขณะที่ผู้เขียนจำวัด...เอ้ย... ยังอยู่ที่อังกฤษ คนที่ไปวัดเป็นหลักก็คือ ฝรั่ง ที่มุ่งจะเรียนรู้พระธรรมหรือไม่ก็ถึงขนาดเตรียมตัวที่จะบวช เพราะวัดเหล่านี้ ไม่ยอมให้ใครอยู่ดีๆ มาบวชได้เลย แต่ต้องเตรียมตัว เตรียมความพร้อมอย่างจริงๆ จังๆ คล้ายกับการเตรียมตัวบวชเป็นบาทหลวงของศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก ที่ต้องเป็น "เด็กเณร" เป็น "บราเดอร์" ก่อนถึงจะบวชเป็น "คุณพ่อ" ได้

ส่วนคนไทยที่ไปวัดทั้งสองนี้ ก็คือพวกไฮโซ-คนมีการศีกษาสูงของไทยก็มีบ้าง แต่ก็มักจะไป "ทำบุญ" เลี้ยงพระหรือพยายามจะช่วยเหลืองานที่วัด หรือบริจาคอะไรเข้าวัด มากกว่าที่จะไปเรียนพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะไม่เห็นมีใครจะไปคิดจริงๆ จังๆ กับการเรียนรู้พระธรรมหรือตั้งใจจะบวช คนไทยส่วนใหญ่ที่ไปก็เป็นเพศหญิง!

แปลกจริงๆ หนีจากวัดไทยพุทธปทีป ก็เพราะอ้างว่าไม่ชอบการทำบุญเอิกเกริก แต่อยากจะเรียนรู้พระธรรม แต่พอไปวัดไทยแนวฝรั่ง ก็หาได้ไปเรียนรู้พระธรรมจริงๆ เหมือนพวกฝรั่งที่ไป แต่กลับไปเน้นทำบุญเลี้ยงพระ

อย่างไรก็ตาม ก็มีคนไทยไฮโซที่พยายามจะเรียนวิปัสสนานั่งสมาธิกับพระฝรั่งด้วยความยากลำบาก เพราะพระท่านก็พูดไทยไม่ค่อยชัด และแน่นอนว่าไม่คล่องภาษาไทยเท่ากับพระไทย อีกทั้งพระฝรั่งเหล่านั้นก็ไม่ได้ร่ำเรียนวิชามาจากสำนักพิเศษแปลกประหลาดที่ไหน แต่เป็นศิษย์หลวงปู่ชา พระที่เป็นที่เคารพสักการบูชาของคนไทยทั่วไปและคนไทยอีสานพื้นบ้านหมู่เฮานี่เอง

อาจเป็นเพียงเพราะเห็นฝรั่งบวชพระ พูดไทยได้ เป็นเรื่องแปลก ยิ่งใหญ่ ศักดิ์สิทธิ์ขลังกว่าพระไทยธรรมดาๆ ไม่ต่างจากการเห่อดารานักร้องฝรั่งกระมัง!

หน้า 76


ความขัดแย้งทางชนชั้นของคนไทยในอังกฤษ : "ผู้ดีหน่อยๆ"!

คนแคระบนบ่ายักษ์ แพทย์ พิจิตร  มติชนรายสัปดาห์  วันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1362

ด้วยความขัดแย้งทางชนชั้นของคนไทยในอังกฤษ ทำให้ในที่สุดแล้ว วัดพุทธใหม่ๆ จึงเกิดขึ้น หลังจากที่คนไทยชั้นสูง มีการศึกษาถอนตัวจากวัดพุทธปทีปที่วิมเบิลดัน ลอนดอน และวัดป่าจิตต์วิเวกที่ชิทเฮอร์สและวัดที่แมนเชสเตอร์คือคำตอบ

แต่อย่างที่กล่าวไปในตอนที่แล้ว ยามเมื่อคนไทยชั้นสูงไปวัดป่าจิตต์วิเวกก็กลับไปทำบุญเลี้ยงพระเสียเป็นส่วนใหญ่ จำได้ว่า ครั้งหนึ่ง ผู้หลักผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่เคยทำงานสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงลอนดอน มีตำแหน่งสุดท้ายเป็นเลขานุการเอก หลังจากที่ท่านเกษียณแล้ว ท่านกับครอบครัวก็อยู่ลอนดอนต่อไป เพราะท่านมีธุรกิจร้านอาหารไทย อยู่แถวย่านไฮสตรีทเคนซิงตัน 

ท่านเคยปรารภว่า ท่านไม่อยากไปวัดพุทธปทีป ผู้เขียนก็พอจะเดาเหตุผลของท่านได้ วันดีคืนดี ท่านก็เชื้อเชิญ ให้ผู้คนไปร่วมทำบุญกับท่าน ที่วัดพุทธที่มีพระสงฆ์ฝรั่งดูแลอยู่ ท่านเป็นคนใจดี ถึงขนาดเช่ารถเมล์ลอนดอน ที่หลายคนคงนึกภาพออก นั่นคือ รถเมล์สีแดงสองชั้นนั่นเอง

ผู้เขียนเห็นว่าเท่ทีเดียวที่คนไทยเช่ารถเมลย์ลอนดอนยกขบวนกันไปทำบุญสุนทรทานกัน อีกนัยหนึ่งก็ถือว่าไปเที่ยวตากอากาศ นอกกรุงลอนดอน ซึ่งเป็นการเดินทางที่ไม่ไกลนัก หรือที่ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า "excursion"

วันนั้นอากาศดีสดไส แม้ว่าจะยังหนาวเย็นอยู่ เพราะเป็นยังเป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิ ผู้ใหญ่ท่านนั้น ซึ่งผู้เขียนขอเรียกว่า "คุณอาโชค" พาครอบครัวและคนงานในร้านอาหารของท่านหลายชีวิตไปด้วย แต่กระนั้น ที่นั่งในรถเมล์สองชั้นก็ยังเหลือเฝือ ท่านจึงกรุณาให้ผู้เขียนชักชวนบรรดาเพื่อนๆ เหล่าสมาชิกสามัคคีสมาคมฯ ไปด้วย และยังเอื้อเฟื้อเลี้ยงดูอาหารว่างยามเดินทาง และอาหารกลางวันที่วัดอีกด้วย เพียงแต่ขอให้บอกจำนวนคนไปให้แน่นอนเท่านั้น อาหารจะไม่ได้ไม่ขาดไม่เหลือทิ้ง

เมื่อพวกเราทั้งหลายยกขบวนกันไปถึงวัดที่ชิทเฮอร์ส ก็ช่วยกันจัดข้าวปลาอาหารถวายพระ และก็กินกันเองหลังจากนั้น ได้ไหว้พระ สนทนาตามอัธยาศัย จากนั้น ก็ไม่มีอะไรแล้วก็เดินทางกลับ!

นอกจากการเดินทางกับ "คุณอาโชค" ครั้งนั้นแล้ว ผู้เขียนก็ยังมีโอกาสร่วมขบวนกับคนไทยกลุ่มอื่นๆ ไปวัดพุทธที่มีพระฝรั่งดูแลอีกหลายครั้ง แต่ทุกครั้งก็ไม่เห็นจะมีอะไรแตกต่างไปจากครั้งแรก คือ เน้นไปที่การทำบุญเลี้ยงพระ และเมื่อไปกันเป็นกลุ่มใหญ่ แม้ว่าจะเป็นคนไทยชั้นสูงมีการศึกษา แต่ก็ยังมีลักษณะของการพูดคุยเอิกเกริกอยู่พอสมควร ผู้เขียนคิดว่า ฆราวาสฝรั่งที่เขาไปศึกษาธรรมหรือเรียนวิปัสสนา คงจะรู้สึกต่อคนไทยชั้นสูงนี้ ไม่ต่างจากที่คนไทยชั้นสูงรู้สึกกับคนไทยที่ชอบความเอิกเกริกที่วัดพุทธปทีป

ถ้าแยกพิธีกรรมทำบุญออกจากการศึกษาพระธรรมคำสอนในศาสนา การไปวัดก็น่าจะไปคนเดียว หรือไปคนน้อยๆ น่าจะได้ผลดีกว่าการแห่กันไป เพราะแห่กันไปทีไร มันก็อดจะเอิกเกริกไม่ได้ เพราะการไปทำบุญก็มักจะรวมตัวกันไป จิตใจผ่องใส ก็พากันสบายใจครึกครื้น อดจะเฮฮาไม่ได้ การทำบุญของคนไทยส่วนใหญ่มักจะชวนๆ กันไป แต่เมื่อวัดพุทธในอังกฤษเปลี่ยนบทบาทหน้าที่ไปแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องแห่กันไปทำบุญอีกเหมือนที่เคยทำกันตอนอยู่เมืองไทย

จะเห็นได้ว่า ในที่สุดแล้ว คนไทยชั้นสูงส่วนใหญ่ก็ยังเป็น "คนไทย" อยู่ดี

หลังจากที่คนไทยชั้นสูงถอยทัพไปจากวัดพุทธปทีป กลุ่มที่เรียกว่า "ยุวพุทธิกะสมาคม" ก็ดำเนินกิจกรรมโดยคนไทย แนวงานวัดเอิกเกริก ยุวพุทธิกะสมาคมนี้ แต่เดิมตั้งขึ้นมาเพื่อเน้นไปที่การศึกษาพระศาสนาในหมู่เยาวชนคนไทย ที่เติบโตในอังกฤษ ให้ได้รู้จักเรียนรู้พุทธศาสนา และวัด และยังเน้นไปที่การช่วยเผยแพร่ศาสนา และกิจกรรมทางศาสนา ให้คนต่างชาติ ไปๆ มาๆ ยุวพุทธิกะสมาคมก็ดูจะขยายกลายเป็น "สมาคมคนไทยในสหราชอาณาจักร" ไป สงสัยลืมจุดประสงค์ดั้งเดิมของการก่อตั้งสมาคมไป ขยายตัวไปสนใจเรื่องราวสารพัดสารเพ

ไม่ว่าจะเป็นการทำการค้า ธุรกิจ หางานทำ สอนรำ สอนมวยไทย ฯลฯ แต่ปัญหาสำคัญคือ ดันไปพ่วงอยู่กับวัด

พูดง่ายๆ ก็คือ ใช้อุปกรณ์ข้าวของของวัดในการทำกิจกรรมของสมาคมที่ขยายขอบเขตเกินเรื่องศาสนา

เมื่อ "ยุวพุทธิกะสมาคม" กลายร่างเป็น "สมาคมคนไทยในสหราชอาณาจักร" มันก็ดูจะไปทับซ้อนกับ "สามัคคีสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์" อย่างไรชอบกล เมื่อถึงเวลาจะหาองค์กรที่เป็น "สมาคมคนไทย" จึงค่อนข้างสับสน

แม้ว่า สามัคคีสมาคมฯ จะยืนยันการเป็นเพียง "สมาคมนักเรียนไทยในอังกฤษ" แต่ด้วยประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน ทำให้หน่วยงานราชการทั้งไทยและเทศให้เกียรติและยอมรับ "สามัคคีสมาคมฯ" ในฐานะที่เป็นองค์กรคนไทย แม้ว่าส่วนใหญ่ สมาชิกจะเป็นนักเรียนก็ตาม

คนไทยที่ไปบริหาร "ยุวพุทธิกะสมาคม" ก็มักจะเป็นผู้ใหญ่คนทำงาน หรือถ้าเป็นเยาวชนก็เป็นพวกที่มาเรียนภาษาอังกฤษเป็นฉากหน้า แต่ทำงานหาสตางค์เป็นหลัก คนไทยแนวนี้ก็มักจะมองพวกสามัคคีสมาคมฯว่าเป็นพวกลูกคนรวย โชคดีมาร่ำเรียนที่อังกฤษ พูดง่ายๆ ว่า ไม่ค่อยจะชอบขี้หน้าพวกผู้ดีมีสตางค์เหล่านี้เท่าไรนัก แต่กระนั้น การแบ่งชนชั้นก็มิได้เป็นสองขั้วชัดเจนตายตัวอย่างในทฤษฎี

เพราะในความเป็นจริง ชนชั้นก็มีการไล่ระดับลดหลั่นกันมา คนไทยบางพวกก็อยู่ก้ำกึ่งชายขอบระหว่างชนชั้นสูงและชนชั้นล่าง พูดง่ายๆ ก็คือ อยู่ตรงกลาง หรือถ้าจะใช้ศัพท์วิชาการหน่อยก็คือเป็นพวก "ชนชั้นกลาง" นั่นเอง แต่อาจจะไม่ใช่ "ชนชั้นกลาง" ที่อยู่ตรงกลางของสังคมโดยรวม แต่เป็น "ชนชั้นกลาง" ในบริบทคนไทยที่อยู่ในอังกฤษ

คนพวกนี้ เมื่ออยู่กับพวกคนไทยแนวเอิกเกริกที่วัด ก็มักจะคิดว่า ตนไม่ใช่คนไทยพวกนั้น เพราะคนพวกนี้ ไม่ใช่จะไม่มีการศึกษาเสียเลย มีบ้าง แต่ไม่ถึงขนาดเรียนมหาวิทยาลัยในอังกฤษ สถานะการเงินก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นพวกใช้แรงงาน ขัดกระไดไชรูส้วม พวกนี้มีความรู้พอที่จะทำงานเสมียนหรือแคชเชียร์ในบริษัทฝรั่งได้ แรกๆ คนไทยพวกนี้ ก็ไปขลุกตัวอยู่กับพวกที่วัด แต่สักพัก ก็อาจจะรู้สึกทนไม่ได้ และเมื่อรู้ว่ามีสามัคคีสมาคมฯ ก็มักจะหันมาสนใจเป็นสมาชิกร่วมกิจกรรมของสมาคม

แต่เมื่อมาร่วมกิจกรรมของสามัคคีสมาคมฯ ก็พบว่า มันก็แปลกแยกกับจริตของตนอยู่ดี เพราะกิจกรรมของสมาคมหลายอย่าง อย่างที่เคยกล่าวมาแล้ว ก็เป็นกิจกรรมที่ผู้ดีอังกฤษเขานิยมกันในการสมาคมของเขา เช่น สนทนา โต้วาที อภิปราย เล่นบริดจ์ เป็นต้น

นอกจากกิจกรรมที่เป็นทางการแล้ว การสังสรรค์พูดคุยกันของสมาชิกสมาคมก็มักจะคุยกันเรื่องวิชาการ หรือไม่ก็ศิลปะวรรณกรรม กีฬา ซึ่งคนไทยชั้นกลางที่ว่านี้ ก็ไม่รู้จะเอาอะไรไปคุย เพราะไม่ใช่จริตของพวกตน ไปๆ มาๆ ก็ให้รู้สึกว่า สมาคมไม่ได้จัดกิจกรรมที่ตอบสนองความต้องการของตนซึ่งเป็นสมาชิกคนหนึ่ง

หลายคนที่เป็นพวกชั้นกลางนี้ ก็พยายามรวมตัวหาสมัครพรรคพวกที่จะเข้ามาเป็นกรรมการของสามัคคีสมาคมฯ เพื่อเปลี่ยนแปลงแนวกิจกรรมให้สอดคล้องกับรสนิยมของพวกตน คนพวกนี้มักจะให้เหตุผลว่า กิจกรรมที่ดำเนินอยู่ของสมาคมเป็นกิจกรรมของ "นักเรียน" แคบเกินไป และทำไมต้องตอบสนองกิจกรรมของนักเรียนเท่านั้นด้วย เพราะพวกเขาคิดว่า สามัคคีสมาคมฯเป็นสมาคมของคนไทยในอังกฤษ

ในขณะที่ยุวพุทธิกะสมาคมก็ถูกเปลี่ยนขยายขอบเขตของวัตถุประสงค์ของสมาคมที่เดิมทีเป็นเรื่องศาสนา กลายมาเป็นกิจกรรมทางโลกที่ครอบจักรวาลสนองความต้องการทางโลกไปเสีย

ความขัดแย้งก็เริ่มเกิดขึ้นในสามัคคีสมาคมฯ จากการที่สมาชิกที่เป็นคนไทยชั้นกลาง เกิดอยากจะเปลี่ยนโฉมหน้า และจริตอันเก่าแก่ยาวนาน ของสมาคมให้มาสนองรองรับคนไทยที่เป็นชนชั้นเกิดใหม่ในหมู่คนไทยในอังกฤษ ความขัดแย้งดังกล่าวนี้เกิดขึ้น และดำเนินมาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว สถานการณ์ก็ขึ้นๆ ลงๆ พอสมาคมถูกยึดครองโดยคนไทยชั้นกลาง สักพัก พวกนักเรียนก็ตื่นตัวกลับเข้ามาขมีขมันเอาใจใส่สมาคมกันขึ้นมา แต่อีกสักพัก พวกนักเรียนก็จางๆ ไป

ของอย่างนี้ มันไม่แน่ไม่นอน ขึ้นอยู่กับจำนวนนักเรียนไทยที่เรียนในมหาวิทยาลัยลอนดอนว่า ช่วงไหนมีมากมีน้อย และช่วงไหน มีใครที่มีพวกมีเพื่อนมากและสนใจทำงานสมาคม ก็จะแห่กันเข้ามาทำงาน ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า ปัจจุบันนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งทางชนชั้นในสามัคคีสมาคมฯ ไปถึงไหนแล้ว คงไม่ถึงกับมีใครออกไปตั้งสมาคมใหม่?!

อย่างไรก็ตาม ในบรรดาคนไทยชั้นกลางที่เป็นสมาชิกสามัคคีสมาคมฯ ก็ใช่ว่า จะรู้สึกแปลกแยก และไม่พอใจกับจริตของสมาคมเสมอไป เพราะมีบางคนที่แม้จะแปลกแยก แต่ก็หาได้ไม่ไม่พอใจไม่ กลับรู้สึกว่า เป็นหน้าที่ของตนที่จะต้องปรับปรุงยกระดับจริตของตนให้สูงขึ้น ให้สมกับเป็นสมาชิกของสามัคคีสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์

จำได้ว่า ครั้งหนึ่งในงานปีใหม่ที่สมาคมจัดขึ้น ผู้เขียนในฐานะที่เป็นสภานายกสามัคคีสมาคมฯ ก็จัดงานให้แปลกกว่าที่เคยเป็นมา เพราะที่ผ่านมาสองสามปีก่อน จะจัดเลี้ยงในลักษณะของบุฟเฟ่ต์ แต่มาปีนั้น อยากจะให้หรูหราสบาย กับแขกที่ซื้อบัตรเข้ามาร่วมงาน จึงจัดให้มีการเสริฟอาหารที่โต๊ะ แต่ไม่ได้ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นแต่อย่างใด เพราะยังสั่งอาหารจากโรงแรมในแบบบุฟเฟ่ต์อยู่ เพียงแต่เกณฑ์ให้กรรมการและอนุกรรมการ ทำหน้าที่ตักอาหารไปเสริฟตามโต๊ะเท่านั้น ไม่เสียอะไรพิเศษ เสียแต่แรงเท่านั้น แต่แขกที่มาในงานจะรู้สึกถึงการรับประทานแบบมีคนเสิร์ฟ ไม่ต้องไปเข้าคิวแย่งตักอาหาร คนไทยชอบการเสริฟมากกว่าเข้าคิวอยู่แล้ว

สมาชิกที่มากันหลายคนก็สามารถได้โต๊ะไปทั้งโต๊ะเป็นของพวกตน แต่สมาชิกที่มาคนเดียวก็ต้องไปนั่งรวมกับคนอื่นที่มาคนเดียว หรือสองสามคน มีสมาชิกคนหนึ่งเป็นหญิงสาว เป็นพวกชนชั้นกลางชายขอบระหว่างชนชั้นสูงกับชนชั้นล่าง ทำงานเป็นเสมียนแห่งหนึ่ง ดูท่าเธอจะภูมิใจที่ได้มางานปีใหม่ของสามัคคีสมาคมฯ เพราะดูจากการแต่งตัว และแววตาของเธอแล้ว ดูเธอจะตื่นเต้นและมีความสุขมาก

จำได้ว่า เธอใส่กระโปรงชุดเข้ารูปสีดำ ทำจากใยสังเคราะห์ไลครา (Lycra) จึงแนบเนื้อเป็นพิเศษ นอกจากนี้ สิ่งที่สะดุดตาผู้คนทั่วไปในงานไม่ว่าชายและหญิง คือ หน้าอกหน้าใจของเธอ ช่างใหญ่อวบอิ่มเต็มกลมเสียจริงๆ (คงไม่ได้แย่งซีน คุณนิวัติ กองเพียร นะ)

ผู้เขียนเห็นจากระยะไกลว่ากรรมการแผนกต้อนรับของเราพูดคุยกับเธออยู่ คาดว่า คงจะถามเธอว่า เธออยากจะนั่งโต๊ะไหน และมีเพื่อนสมาชิกที่เธออยากจะนั่งด้วยหรือเปล่า ในที่สุด กรรมการคนนั้นก็เดินรี่มาที่ผู้เขียนด้วยใบหน้าวิตกกังวล ผู้เขียนถามว่า มีปัญหาอะไรหรือ? กรรมการคนนั้นก็บอกว่า หลังจากถามเธอแล้วว่า เธออยากจะนั่งโต๊ะไหนกับใครเป็นพิเศษหรือเปล่า? เธอตอบว่า นั่งโต๊ะไหนก็ได้ แต่ขอนั่งกับพวกที่ "พริวิเลจหน่อยๆ"!!

ตามพจนานุกรมของ สอ เสถบุตร "privilege" หมายถึง "ชนพวกที่ได้รับสิทธิพิเศษ คือพวกผู้ดี" พูดง่ายๆ ก็คือ เธออยากนั่งกับพวกผู้ดี แต่ไอ้ "พริวิเลจหน่อยๆ" หรือเป็น "ผู้ดีหน่อยๆ" นี่มันเป็นอย่างไร ผู้เขียนก็งงเหมือนกัน คือ จะเป็นผู้ดีเต็มที ก็คงไม่ใช่

น่าจะเป็นประเภทที่เป็นผู้ดีนิดๆ หน่อยๆ ไม่ต้องมากนัก เหมือนตัวเธอกระมัง??!!

หน้า 76


ความขัดแย้งทางชนชั้นของคนไทยในอังกฤษ : "ทำงานก็ได้ ทำนางก็ดี

คนแคระบนบ่ายักษ์ แพทย์ พิจิตร  มติชนรายสัปดาห์  วันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1363

คําว่า "คนไทยชั้นกลาง" ในบริบทของคนไทยที่อังกฤษย่อมแตกต่างไปบ้างจาก "ชนชั้นกลาง" ในสังคมไทย เพราะ "ตรงกลาง" ในแต่ละหนแห่งไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน เช่น "กลาง"ระหว่างมหาเศรษฐีแสนล้านกับขอทานมื้อกินมื้อย่อมแตกต่างจาก "กลาง" ระหว่างมหาเศรษฐีเจ็ดหมื่นสามพันล้านกับชาวบ้านที่แม้ไม่ได้เป็นขอทานแต่จะเป็นหนี้สินจำนวนมากในวันต่อๆ ไป

ชนชั้นกลางในสังคมไทยย่อมอยู่ระหว่างคนรวยที่สุดในสังคมไทยกับคนที่จนที่สุดในสังคมไทย ส่วนคนไทยชั้นกลาง ในบริบทคนไทยในอังกฤษ คือคนที่อยู่ระหว่างคนไทยที่รวยที่สุดในอังกฤษ (ซึ่งน่าจะไม่ค่อยจะต่างจากคนรวยที่สุด ในสังคมไทย) กับคนไทยที่จนที่สุดในบริบทอังกฤษ (ซึ่งย่อมแตกต่างจากคนไทยที่จนที่สุดในสังคมไทยอย่างมากมาย)

คนไทยชั้นกลางจำนวนหนึ่งที่ไม่สามารถทนทำการสมาคมกับคนไทยที่กุมวัดไทยและกลุ่มยุวพุทธิกสมาคมได้ จึงหันไปเป็นสมาชิกหรือร่วมกิจกรรมกับสามัคคีสมาคมฯ ซึ่งดูจะประกอบไปด้วยคนที่มีสตางค์ และมีการศึกษามากกว่าพวกคนไทยที่วัด

คนไทยชั้นกลางเหล่านี้พูดและอ่านภาษาอังกฤษได้ในระดับหนึ่ง สามารถทำงานในบริษัทฝรั่งได้ ในระดับเสมียน ส่วนคนไทยอีกจำนวนหนึ่งที่มุ่งสร้างการสมาคมที่วัดมักจะอ่อนด้อยในเรื่องภาษากว่า ส่วนงานการที่ทำอยู่ก็มักจะเป็นประเภทใช้แรงงานเป็นหลัก และไม่ต้องใช้ภาษาติดต่อกับผู้คนมากนักในขณะทำงาน

การทำงานประเภทเสมียนนี้ ในทฤษฎีชนชั้นของพวกมาร์กซิสม์วิเคราะห์ว่าเป็นพวกที่ทำงานที่ต้องใช้แรงงานที่อาศัยทักษะ เช่น พิมพ์ดีด คัดแยกเอกสาร และอาจต้องใช้สมองคิดสั่งการด้วยในบางครั้ง แต่ไม่มากนัก เพราะส่วนใหญ่จะเป็นแรงงานทักษะที่มีแบบแผนตายตัวแน่นอนอยู่แล้ว

ส่วนงานประเภทแรงงานเป็นหลัก ก็ได้แก่ ยกแบกของ ส่งของ การล้างทำความสะอาด ที่ไม่ต้องใช้วิทยาการอะไรพิเศษมากมายนัก แรงงานประเภทนี้ย่อมต้องมีทักษะ แต่ก็ไม่ได้สลับซับซ้อนอะไรนัก

แปลกแต่จริง! ที่งานทั้งสองประเภทนี้เป็นงานที่มีความใกล้ชิดกันมาก แต่ก็กลับเข้ากันไม่ค่อยได้ โดยเฉพาะในหมู่คนไทย เสมียนย่อมคิดว่าตนแตกต่างมากมายจากคนใช้หรือภารโรงในบริษัท พวกเสมียนมักจะคิดว่า ตนเป็นคนละชั้นกับพวกที่ใช้แรงงานแบบทื่อๆ ไม่มีการศึกษา ในขณะที่พวกแรงงานก็มักจะมองพวกเสมียนว่า มันจะแน่แค่ไหน ก็อีแค่เสมียนรับใช้ ไม่ต่างกันเท่าไรหรอกว้า!

พวกเสมียนคิดอยู่เสมอว่า ตนเป็นคนชั้นกลาง ในขณะที่พวกแรงงานนั้น ยากที่จะหลอกตัวเองว่าเป็นชนชั้นกลางกับเขาด้วย ส่วนพวกชนชั้นสูงก็ดันชอบหลอกคนอื่นโดยเฉพาะมักจะบอกกับผู้คนที่ต่ำกว่าตนทุกคนว่า ตนก็เป็นชนชั้นกลางด้วยเหมือนกัน แต่จริงๆ แล้ว พวกชนชั้นสูงจะรู้ในหมู่พวกเดียวกันเองว่า พวกตนเป็นชนชั้นอะไร ไม่จำเป็นต้องประกาศหรือโชว์อะไรตลอดเวลา

เมื่อพวกเสมียนหันหน้าเข้าหาสามัคคีสมาคมฯ ก็แน่นอนว่า คงไม่มีใครในสมาคมนี้จะปฏิเสธ โดยเฉพาะพวกไฮโซตัวจริง ส่วนไฮโซไม่แท้ก็อาจจะแสดงกิริยาอาการคล้ายจะต้องรอให้คนหน้าใหม่เหล่านี้พิสูจน์ตัวเองเสียก่อนว่า มีจริตต้องกัน

อย่างที่เล่าไปในคราวที่แล้วว่า ในงานปีใหม่ครั้งหนึ่งของสามัคคีสมาคมฯ มีสมาชิกสมาคม ที่เป็นพวกที่หนีความสับสนวุ่นวายเอิกเกริก จากงานวัดหันมาหางานสมาคมที่มีระดับอย่างสามัคคีสมาคมฯ เธอมางานปีใหม่คนเดียว และเมื่อถูกถามว่าจะนั่งโต๊ะไหน หรือมีเพื่อนที่รู้จักในงานหรือเปล่า? เธอตอบว่า ขอนั่งร่วมกับใครก็ได้ แต่ต้องมี "privilege หน่อยๆ" หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ "ต้องมีความเป็นผู้ดีหน่อยๆ" ซึ่งก็ไม่รู้ว่า ทำไมเธอไม่เอาพวกที่เป็นผู้ดีมากๆ ไปเลย ให้รู้แล้วรู้แรดไปเลย

เธอผู้นั้นได้มีชีวิตทางสังคม (social life) กับสามัคคีสมาคมฯ ในอังกฤษอยู่ได้ไม่นาน รู้สึกว่าจะไม่เกินห้าเดือน เธอก็ได้แต่งงานกับสุภาพบุรุษชาวอังกฤษที่มาร่วมกิจกรรมกับสามัคคีสมาคมฯ นั่นเอง

ไม่ทราบว่าทั้งสองต่างแสวงหา "คนประเภท privilege หน่อยๆ" ในงานของสมาคมหรือเปล่า?

ผู้ชายชาวอังกฤษที่พอจะรู้ถึงความแตกต่างระหว่าง "คนไทยที่วัด" กับ "คนไทยที่สามัคคีสมาคมฯ" ย่อมเข้าใจว่า คนไทยในแต่ละที่เป็นคนไทยประเภทไหน ถ้าเขาปรารถนาที่จะคบคนไทยที่สามารถพูดภาษาอังกฤษสื่อสารกันได้ พอจะเข้าใจความเป็นไปของโลก มีช่องว่างห่างกันไม่มากนักในเรื่องการดูหนัง กินข้าว เขาต้องบอกตัวเองให้มาป้วนเปี้ยนในงานสามัคคีสมาคมฯ

ส่วนถ้าต้องการคนไทยแบบพื้นบ้าน อาจจะพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ แต่จริงใจ ยอมปรนนิบัติรับใช้ ไม่ว่าจะเป็นทำความสะอาดบ้าน ซักรีดเสื้อผ้า ทำกับข้าวให้ผู้ที่จะรับบทเป็นสามีได้สุขีสโมสร เพียงแต่ว่า เธออ่านฉลากน้ำยาซักผ้า หรือฉลากอะไรก็แล้วแต่ที่อยู่บนวัตถุดิบที่จะมาใช้ปรุงอาหารไม่ได้เท่านั้นเอง อีกทั้งเธอคงไม่สามารถร่วมประสบการณ์เฮฮา โศกเศร้าเสียใจ กับสามีเธอ ยามดูภาพยนตร์ที่มีบทพูดมากกว่าการเตะต่อยตบตี

โดยทั่วไป หนุ่มอังกฤษที่ปรารถนาสาวไทย ไม่ว่าหนุ่มนั้นจะเป็นชนชั้นไหน ก็มักปรารถนาที่จะได้พบสาวไทยที่พูดภาษาอังกฤษได้ มากกว่าพูดไม่ได้ แต่ถ้าจะหาพูดได้รู้เรื่อง อ่านหนังสือพิมพ์ร่วมกันได้ ไม่ว่าจะเป็น The Sun (ที่เขาว่า พวกชนชั้นล่างอังกฤษชอบอ่าน เพราะมีรูปสาวอวบสล้างนุ่งน้อยห่มน้อย ตระหง่านใหญ่อยู่เกือบเต็มหน้าหนังสือพิมพ์ ส่วนการรายงานข่าวก็มักจะเป็นเรื่องข่าวคาวผู้คน หรือไม่ก็เรื่องอะไรก็ตามที่ใส่สีใส่ไข่ คล้ายหนังสือบางหัวของบ้านเราเหมือนกัน) หรือ The Guardians, Times (ที่เชื่อกันว่า อังกฤษชั้นกลางอ่านกัน) ก็ต้องหสาวไทยที่เรียนหนังสือ โดยเฉพาะเรียนมหาวิทยาลัย

เพราะส่วนมากแล้ว สาวไทยที่ใช้แรงงาน ไม่ค่อยจะอ่านหนังสือพิมพ์กัน ไม่ว่าจะเป็น The Sun หรือ Times ถ้าหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมา ก็จะดูรูปเสียมากกว่า ดังนั้น สาวไทยผู้ใช้แรงงานย่อมต่างจากสาวอังกฤษผู้ใช้แรงงาน ที่อย่างน้อยๆ ก็อ่านภาษาของตัวเองได้

ดังนั้น หนุ่มอังกฤษไม่ว่าจะชนชั้นใดก็ตาม ที่อยากได้แฟนคนไทยที่อ่านหนังสือพิมพ์อังกฤษได้ ก็ต้องหาพวกที่เรียนหนังสือ และที่ที่จะเจอสาวไทยที่เรียนหนังสือ ก็คือ งานของสามัคคีสมาคมฯ เพราะถ้าหนุ่มอังกฤษคนไหนเคยไปงานวัดไทยมา ย่อมตระหนักถึง การพูดกันไม่รู้เรื่องระหว่างตนกับสาวไทยที่นั่น

ในกรณีของเธอผู้มุ่งมั่นต้องการที่จะนั่งกับคนที่ "มี privilege หน่อยๆ" นั้น เธอผละหนีจากวัดไทยมา

ในกรณีของหนุ่มอังกฤษผู้โชคดีได้สาวไทยแต่งงานจากสามัคคีสมาคมฯ นั้น อาจจะเคยงานวัดไทยมาแล้ว จึงหันมาเสี่ยงดวงในทางรักๆ ใคร่ๆ ที่สามัคคีสมาคมฯ

ก็ไม่รู้ว่าทั้งสองโชคดีที่ได้มาพบรักกันจากงานสามัคคีสมาคมฯ หรือเพียงแค่หนึ่งในสองเท่านั้นโชคดี ซึ่งก็ไม่ทราบว่า จะเป็นฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิง

แต่อย่างไรก็ตาม สาวนักเรียนไทยส่วนใหญ่ที่เรียนมหาวิทยาลัยในอังกฤษ ย่อมแยกแยะออกระหว่างหนุ่มชั้นล่าง กับหนุ่มชั้นบนชาวอังกฤษ และคุณเธอส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยจะพิศวาสหนุ่มอังกฤษผู้ใช้แรงงานเท่าไรนัก ไม่ว่าเขาจะหล่อประดุจ Hugh Grant ก็ตาม (แต่หล่ออย่าง Hugh Grant ก็ไม่ใช่หล่ออย่างชนชั้นล่างอยู่ดี) สาวนักเรียนไทยส่วนใหญ่มองสูงเสมอ

กระนั้น ก็หาใช่ว่า หนุ่มอังกฤษจะมีเพลิงพิศวาสอย่างมีสติ ต้องหาสาวไทยที่พูดภาษาอังกฤษได้เท่านั้น หลายคนไม่สน แม้ว่าสาวเจ้าจะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่ก็ไม่เป็นไร

ตัวหนุ่มเองเป็นฝ่ายไปเรียนภาษาไทยเพื่อจะได้พูดกับสาวไทยชาวบ้านรู้เรื่อง บางครั้งก็ต้องลำบากผู้เขียนต้องไปพากเพียร สอนหนุ่มฝรั่งเหล่านี้ให้รู้จักใช้ภาษาไทย แน่นอนว่า ประโยคประเภท "ผมชอบคุณ" "ผมอยากรู้จักคุณ" "ผมรักคุณ" เป็นประโยคที่ต้องรีบสอนให้บรรดา "ปีเตอร์" ผู้กระหายรักนี้

นอกจากนี้ ก็เป็นประโยคประเภทแนะนำตัว หรือแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน เช่น ชื่ออะไร อายุเท่าไร ทำงานอะไร เป็นต้น

พูดถึงคำว่า "ทำงาน" หนุ่มอังกฤษหลายคนมีปัญหาในการออกเสียงมาก โดยเฉพาะหนุ่มชั้นล่างที่เป็นพวก "cockney"

พยายามให้ออกเสียง "ทำงาน" "ทำงาน" เป็นร้อยๆ ครั้งก็ทำไม่ได้ พูดทีไร ออกมาเป็น "ทำนาง" ทุกที พอตักเตือนว่า พูดผิด และอธิบายความแตกต่างระหว่าง "ทำงาน" กับ "ทำนาง" เจ้าหนุ่มอังกฤษก็บอกว่า ไม่เป็นไร เพราะจริงๆ แล้ว ก็อยากจะ "ทำนาง" เป็นที่สุด

หน้า 76