|
||||||||||||||||||||||||
|
น้ำท่วม
อีกหนึ่งคำประท้วงจากธรรมชาติ
หน้าต่างความคิด : เกียรติอนันต์ล้วนแก้ว คณะเศรษฐศาสตร์ กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ ที่ 25 สิงหาคม 2549 กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : เมื่อสามสี่เดือนที่แล้วเราเพิ่งจะซับน้ำตาพี่น้องชาวอุตรดิตถ์ไป วันนี้ต้องมาร่วมกันซับน้ำตาพี่น้องชาวน่าน และอีกหลายจังหวัดที่เป็นทางผ่านของน้ำเหนือ ยังไม่มีการประมาณกันอย่างเป็นทางการว่า อุทกภัยคราวนี้จะทำความเสียหายเป็นมูลค่าเท่าใด หลายปีที่ผ่านมานี้ดินฟ้าอากาศในโลกเปลี่ยนแปลงไปมาก มีคนร้อนตายในเมืองหนาว น้ำท่วมทำลายบ้านเรือนในท้องที่ ที่ไม่ค่อยจะได้เจอกับน้ำฝน พายุสารพัดเรียงคิวกันเข้ามากระหน่ำ จริงอยู่ ความวิปริตของสภาพอากาศของโลก เคยเกิดขึ้นมาหลายครั้ง แต่เมื่อก่อนไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยแบบนี้ เป็นไปได้หรือไม่ว่า ธรรมชาติกำลังส่งสัญญาณเตือนพวกเรา? ทราบกันดีอยู่แล้วว่ามนุษย์นี่แหละที่เป็นตัวการสำคัญของปัญหา แนวคิดด้านการเมือง และเศรษฐกิจที่เชื่อกันว่า จะนำความผาสุกมาให้กับทุกคนกลับกลายเป็นดาบสองคมกลับมาทำร้ายเรา หนำซ้ำเพื่อนร่วมโลกต่างสายพันธุ์ที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ก็พลอยโดนหางเลขไปด้วย สังคมประชาธิปไตยที่ให้สิทธิเสรีภาพกับประชาชนเพื่อให้แสดงความคิดเห็นมีสิทธิมีเสียง สามารถมีส่วนร่วม ในการกำหนดทิศทางของสังคม ได้กลายเป็นคู่แฝดปาท่องโก๋กับระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยกลไกตลาด ซึ่งส่งเสริมอิสรภาพในการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประชาชน เพราะเชื่อว่าตลาดจะทำให้ประเทศ สามารถใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยลืมไปว่าอิสรภาพทางเศรษฐกิจนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการเปิดไฟเขียว ให้นำทรัพยากรของชาติ และของโลกมาใช้ โดยปราศจากการควบคุมที่รัดกุม การหลับหูหลับตาเชื่อว่าประชาธิปไตยจอมปลอมกับกลไกตลาดจะนำพาประเทศไปสู่ความรุ่งโรจน์นั้นอาจจะไม่จริงเสมอไป ขึ้นอยู่กับว่า เรากำหนดความหมายของ "ความรุ่งโรจน์" ไว้อย่างไรถ้าหมายถึงความร่ำรวยมั่งคั่งที่วัดกันด้วยตัวเงินแล้ว ประชาธิปไตยจอมปลอมกับกลไกตลาดก็ถือว่าเป็นส่วนผสมที่ลงตัว อย่างไรก็ตามหากความรุ่งโรจน์หมายถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของเราและลูกหลานในอนาคต ส่วนผสมนี้อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายก็ได้ เพราะว่ามนุษย์ไม่ได้อยู่อย่างแปลกแยกจากธรรมชาติ อย่าลืมว่าสสารในโลกนี้แทบจะไม่หายไปไหน ตั้งแต่โลกได้ถือกำเนิดมาจนถึงวันนี้ สสารทั้งหลายได้เวียนว่ายตายเกิดเปลี่ยนรูปเปลี่ยนสถานะมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน และจะเป็นเช่นนี้ต่อไป ดังนั้นความเสียหายที่คนรุ่นนี้ทำให้เกิดขึ้นกับระบบนิเวศของโลก ถึงไม่ได้ส่งผลโดยตรงผลกับเรา แต่ผลของการกระทำของเราก็ยังจะวนเวียนอยู่ในโลกนี้ วันหนึ่งข้างหน้าลูกหลานรุ่นหลังไม่มีทางหลีกหนีมันไปได้ ทิศทางการพัฒนาของประเทศไทยนั้นเป็นการเดินตามรอยเท้าของประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และญี่ปุ่นมาตลอด วาดวิมานในอากาศไว้ว่าวันหนึ่งเราจะได้เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจรายใหม่ของเอเชีย การเลือกมองโลกเพียงด้านเดียวแบบนี้ทำให้เรา (จงใจ) หลงลืมด้านมืดของมันไป ไม่ได้ฉุกคิดว่ามหาอำนาจทางเศรษฐกิจก็เป็นตัวการใหญ่ในการทำลายโลกนี้ด้วยเช่นกัน ในปี2005 ที่ผ่านมา Global Footprint Network ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้รายงานผลการศึกษาระดับการใช้ประโยชน์ จากระบบนิเวศของประเทศต่างๆ ที่เรียกว่า รอยประทับทางนิเวศวิทยา (Ecological Footprint) โดยทำการเปรียบเทียบว่าจะต้องใช้พื้นที่และทรัพยากรจำนวนเท่าใด จึงจะรองรับวิถีชีวิตและรูปแบบการบริโภคของคนได้ แล้วนำมาเปรียบเทียบกับพื้นที่และทรัพยากรที่มีอยู่จริงในประเทศ ถ้าพื้นที่และทรัพยากรที่ต้องใช้เพื่อตอบสนองการบริโภค และวิถีชีวิตมีค่ามากกว่าพื้นที่ และทรัพยากรของประเทศ แสดงว่าคนในประเทศนั้นกำลังใช้ชีวิตเกินตัว ค่าที่คำนวณได้จะติดลบ สะท้อนให้เห็นว่า ความสามารถในการฟื้นฟูตนเองของระบบนิเวศกำลังถูกทำลาย หากค่าที่คำนวณได้เป็นบวก แสดงว่า วิถีชีวิตและรูปแบบการบริโภคของคนในประเทศนั้น ไม่ได้เกินไปกว่าที่ระบบนิเวศจะรองรับได้
จากตารางที่นำเสนอไว้จะเห็นได้ว่า ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และญี่ปุ่น ต่างก็กำลังแข่งกันทำลายตัวเอง ค่าที่คำนวณได้ของประเทศเหล่านี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกถึงสิบเท่าตัว ประเทศไทยเองก็มีค่าที่ติดลบ หากเรายังเดินตามประเทศเหล่านี้ต่อไป ก็คงไม่แคล้วต้องพบจุดจบเดียวกันไม่ช้าก็เร็ว ที่น่าสังเกตก็คือประเทศที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจน้อยลงมาอย่างนิวซีแลนด์ แคนาดา สวีเดน กลับเป็นประเทศที่มีความมั่นคงในเชิงนิเวศ มากกว่าพี่เบิ้มทั้งหลายเสียอีก ประเทศเหล่านี้ก็เป็นประชาธิปไตย เป็นประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาดเช่นกัน เหตุใดพวกเขาจึงสามารถรักษาสมดุลในการพัฒนาเอาไว้ได้? บางทีเราอาจต้องหันไปศึกษาแนวทางการพัฒนาของประเทศเหล่านี้บ้างแล้วนำมาปรับใช้กับบ้านเราให้เหมาะสม ถึงแม้จะไม่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาค แต่อย่างน้อยพี่น้องชาวไทยก็จะได้อยู่กันอย่างมีความสุขมากขึ้น หากเราทำได้เป็นผลสำเร็จ อาจกลายเป็นตัวอย่างให้ประเทศอื่นทำตาม ซึ่งจะส่งผลดีต่อโลกใบนี้ในระยะยาว หลายปีก่อนประชาคมโลกได้รู้จักประเทศไทยว่าเป็นต้นกำเนิดของ "โรคต้มยำกุ้ง" คำถามก็คือ ในอนาคต เราอยากให้ประชาคมโลกรู้จักเรา ในฐานะอะไร ถ้าอยากอยู่ในบัญชีรายชื่อผู้ร่วมทำลายโลก ก็เดินตามเหล่ามหาอำนาจต่อไป แต่ถ้าอยากถูกจดจำในฐานะของประเทศหนึ่ง ที่เป็นผู้ปกปักรักษาโลกใบนี้ ก็คงต้องเริ่มหยิบเอาแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใช้อย่างจริงจังได้แล้ว อย่ารอให้คำประท้วงจากธรรมชาติรุนแรงกว่านี้เลย
|
||||||||||||||||||||||||