หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
การเกษตรแบบตีตรวน (Contract Farming) (1)

คอลัมน์ เดินคนละฟาก  โดย กมล กมลตระกูล  ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3821 (3021)

ไข้หวัดนกที่กำลังระบาดไปทั่วโลกเหมือนกับการเป็นใจให้กับระบบการเลี้ยงสัตว์ปีกแบบฟาร์มปิด ซึ่งฝืนธรรมชาติของสัตว์ และยังกินอาหารที่มีฮอร์โมนกระตุ้นการเติบโต ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อผู้บริโภคในระยะยาวได้

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เกิดคำถามขึ้นทั่วโลกว่า อะไรเกิดขึ้นกับระบบการเลี้ยงและเติบโตแบบธรรมชาติในฟาร์มเปิด ที่ดำรงมาก่อนจะมีมนุษยชาติเสียอีก

การเกษตรแบบตีตรวนล่ามโซ่ผู้ผลิตที่เข้าสู่ระบบโดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ก็เท่ากับติดบ่วงที่ดิ้นไม่ออกตลอดชีวิต ระบบการผลิตแบบนี้เหี้ยมโหด ไร้ศีลธรรมและกำลังได้รับการส่งเสริมให้ขยายไปปล้นแรงงานในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งในอนาคตเมื่อเขารู้เท่าทัน ก็อาจจะกลายเป็นปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศขึ้นมาได้

จึงอยากชวนผู้อ่านมาศึกษาทำความรู้จักกับระบบนี้ซึ่งเป็นต้นเหตุหนึ่งของหนี้สินต่อครัวเรือนในชนบทเพิ่มขึ้นทุกปี และห่วงโซ่อาหารในอนาคตอาจจะถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง

บริษัท ไทเสิ้น ฟู้ด Tyson Foods Inc.,

บริษัท ไทเสิ้น ฟู้ด เป็นบริษัททางด้านเกษตรอุตสาหกรรมที่ใหญ่ติดอันดับโลก คืออยู่ในลำดับ 226 ของนิตยสารฟอร์จูน 500 เมื่อปี 1999 สำนักงานใหญ่ของไทเสิ้น ฟู๊ดอยู่ที่เมืองสปริงเดล รัฐอาร์คันซอ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของประธานาธิบดี คลินตัน มีพนักงานไม่ต่ำกว่า 6 หมื่นคน

ประชาชนทุกๆ 1 ใน 12 คนของรัฐนี้ ทำงานอยู่ในภาคเกษตรอุตสาหกรรม ซึ่งมีบริษัทใหญ่ๆ อยู่ในภูมิภาคนี้ทั้งสิ้น 4 บริษัท คือ Tyson, Pilgrim"s Pride, Gold Kist Inc. and Perdue Farms Inc. ซึ่งรวมยอดขายเข้าด้วยกันคิดเป็นเงิน 4 หมื่นล้านเหรียญ หรือครึ่งหนึ่งของอุตสาหกรรมไก่แช่แข็ง โดยมีรัฐนอร์ทแคโรไลนา ตามมาเป็นอันดับที่ 5 โดยมีผลผลิตปีละ มีมูลค่า 735 ล้านเหรียญต่อปี

กิจการของไทเสิ้น ฟู้ด ก็เหมือนกับกิจการ ของ บริษัท ซี.พี.โภคภัณฑ์ในบ้านเรา อันที่จริงกิจการของเราไปเหมือนเขามากกว่า คือ ธุรกิจเกี่ยวกับอาหารอย่างครบวงจร ทั้งการเลี้ยงไก่ หมู เนื้อ ปลา ห้องเย็น ชำแหละ และบรรจุส่งขายทั่วอเมริกา

ไทเสิ้น ฟู้ด เป็นบริษัทเกษตรอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดของอเมริกา ผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงของไทเสิ้น ฟู้ด คือ ไก่และกุ้งแช่แข็ง ซึ่งส่วนใหญ่ส่งออกขายยังร้านอาหารกินด่วน เช่น แมคโดนัลด์ เคเอฟซี ทาโก เบลล์ ภายใต้ชื่อหลุยส์ เคมป์ ซีฟู้ด เมกซิกัน ออริจินัล เป็นต้น

ในปี 1977 ไทเสิ้น ฟู้ด ได้ซื้อกิจการของคู่แข่งที่ติดอันดับ 5 ชื่อบริษัท ฮัดเสิ้น ในราคา 642 ล้านเหรียญได้สำเร็จ ซึ่งเป็นราคาที่ถูกมาก เมื่อเกิดกรณีแบคทีเรียอีโคลายระบาดจนบริษัทฮัดเสิ้นต้องเรียกคืนเนื้อจำนวน 25 ล้านเพาด์กลับ ทำให้บริษัทฮัดเสิ้นมีปัญหาในด้านรายรับลดลงร้อยละ 30 ของไตรมาสที่เกิดเหตุ และหุ้นราคาตก

นายโทมัส บิลลี่ หัวหน้าผู้ตรวจสอบความปลอดภัยอาหารของยูเอสดีเอ กล่าวว่า เขาจำต้องเรียกเนื้อทั้งหมดของบริษัทฮัดเสิ้นออกจากตลาดทั้งหมดทั่วประเทศ ก็เพราะว่าในการตรวจสอบพบว่า ไม่มีการเก็บหลักฐานของจำนวนเนื้อติดเชื้อที่ได้ทำลายทิ้ง จึงต้องสั่งเรียกเก็บคืนทั้งหมด (ฟอร์จูน 1977)

ไทเสิ้น ฟู้ด มีความสนิทสนมกับประธานาธิบดีคลินตันมาก โดยให้คลินตันใช้เครื่องบินส่วนตัวของบริษัท ในการเดินทางไปไหนต่อไหนในเมื่อมีธุรส่วนตัว นอกจากนี้ยังเป็นผู้บริจาครายใหญ่ในการรณรงค์เลือกตั้งของ คลินตัน และออกเงินอีก 1 แสนเหรียญในวันจัดงานเลี้ยงฉลองตำแหน่งประธานาธิบดี

ไทเสิ้น ฟู้ด ถูกกระทรวงยุติธรรมฟ้องและปรับเป็นเงิน 5 แสนเหรียญในข้อหาให้สินบนเลขานุการกระทรวงเกษตร เพื่อให้ยุติการใช้ระเบียบใหม่ที่เคร่งครัดในการตรวจสอบความปลอดภัยของอาหารแช่แข็ง

เมื่อประธานาธิบดีคลินตันได้เข้ารับตำแหน่ง เขาได้แถลงอย่างภาคภูมิใจว่าเขาได้สร้างงานเพิ่มในรัฐของเขาเป็นจำนวน 2 แสนคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานในโรงงานชำแหละเนื้อและไก่ ซึ่งมีสภาพการทำงานที่แย่มากๆ และไทเสิ้นฯ ก็จ่ายค่าแรงต่ำกว่ามาตรฐานทั่วไป คือ ชั่วโมงละ 7 เหรียญ ในขณะที่บริษัทอื่นๆ จ่ายชั่วโมงละ 10 เหรียญ โดยไม่มีสวัสดิการ

พนักงานชำแหละไก่ต้องทำงานให้ทันกับสายพานที่วิ่งผ่านหน้ามาให้ทำหน้าที่ในอัตราความเร็ว 70-90 ครั้งต่อนาที คนงานจำนวนมากที่ต้องทำงานกับเลือด ไขมัน เศษกระดูกไก่ทั้งวันกลายเป็นโรคควบคุมมือและนิ้วไม่ได้ เพราะต้องทำงานซ้ำอย่างรวดเร็วแข่งกับเวลาของเครื่องจักรสายพาน (เหมือนกับกรรมกรในหนังเรื่อง Modern Time ที่สร้างโดย ชาลี แชบปลิน)

สถิติของกระทรวงแรงงานรายงานว่า ร้อยละ 27 ของคนงานโรงชำแหละไก่กลายเป็นคนป่วยที่มีสาเหตุมาจากที่ทำงาน

ในปี 1992 คนงานของบริษัทไทเสิ้นฯ พยายามรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องการเพิ่มเงินเดือนและให้มีสวัสดิการ กลับถูกบริษัทกล่าวหาว่าเป็นพวกเอียงซ้ายและคอมมิวนิสต์ (นิตยสาร ไทม์ 1992)

สภาพการทำงานของบริษัทไทเสิ้นฯ แย่ถึงขนาดเมื่อเปิดโรงงานใหม่ที่เมืองเซทดาเลีย รัฐมิสซูรี่ มีคนมาสมัครงานน้อยจนเปิดโรงงานไม่ได้ ในที่สุด บริษัทไทเสิ้นต้องไปลักลอบนำคนงานผิดกฎหมายจากประเทศ กัวเตมาลา เม็กซิโกและประเทศละตินอเมริกาอื่นๆ โดยให้ซ่อนตัวมาในรถตู้คอนเทนเนอร์ของบริษัท เข้ามาทำงานในโรงงานของตน เมื่อมาถึงก็ให้นอนในรถที่ดัดแปลงเป็นบ้าน- Trailor (นิตยสาร โพรเกรสซีพ 1998)

นายดอน ไทเสิ้น (Don Tyson) ประธานของบริษัทมักจะอ้างบัญญัติที่ 11 ของคัมภีร์ไบเบิลมาอ้างว่า "มนุษย์ต้องหากำไร เมื่อมีกำไรก็ต้องขยายกิจการ หากไม่มีกำไรก็ต้องปิดกิจการ" (ให้สัมภาษณ์ในนิตยสารฟอร์จูน 1996) นี่ คือปรัชญาการบริหารของเขาในการทำทุกวิถีทางให้บริษัทมีกำไร แม้ว่ากำไรนั้นจะมาจากหยาดเหงื่อ และความทุกข์ยากของคนงาน นั่นไม่ใช่ปัญหาของเขา

ในระบบทุนครอบโลกผู้บริหารคนใดทำให้บริษัทมีกำไร ถือว่าเขาได้ทำหน้าที่สมบูรณ์ แต่เมื่อเขาคิดวิธีทำกำไรได้มากขึ้น (อาจจะบนหยาดเหงื่อและหยดเลือดของคนงาน ในนามของคำว่าเพิ่มประสิทธิภาพ) ถือว่าเขาเป็นคนที่เก่งและน่าได้รับการยกย่อง

การเกษตรแบบตีตรวน (Contract Farming)

บริษัทไทเสิ้นฯยังมีชื่อสียงในด้านการทำเกษตรแบบตีตรวน บางคนเรียกว่า เกษตรพันธสัญญา (contracting farming) ไม่แพ้บริษัทเดล มองเต้ และบริษัท มอนซานโต แม้แต่บริษัทเป๊ปซี่ และบริษัทยูนิลีเวอร์ ก็ยังกระโดดเข้ามาทำการเกษตรแบบตีตรวน ให้ปลูกมะเขือเทศ ในรัฐโอริสสา รัฐปัญจาบ และมหารัชตรา และทำให้เกษตรกรต้องฆ่าตัวตายเพราะมีหนี้สินล้นพ้นตัว

เกษตรกรในอเมริกาก็เผชิญภาวะเช่นเดียวกัน ดังกรณีตัวอย่างนี้

นายจิมมี่ จอห์นสัน อดีตพนักงานบริษัท อาร์ เจ เรโนลด์ ผู้ผลิตบุหรี่รายใหญ่ของโลก เขาเป็นชาวชนบทและมีที่ดิน อยู่ 59 เอเคอร์ ในรัฐนอร์ทแคโรไลนา แหล่งผลิตไก่แช่แข็งใหญ่รัฐหนึ่งของสหรัฐอเมริกา

บริษัทไทเสิ้นฯมีโรงงานชำแหละและบรรจุไก่อยู่ในรัฐนี้ 3 แห่ง แต่ไม่ยอมเป็นเจ้าของฟาร์มเอง โดยทั่วไปเกษตรกรที่ต้องการเข้าร่วมโครงการของบริษัท ซึ่งมีอยู่ประมาณ 50 บริษัท จะต้องกู้เงินมาลงทุนเอง แต่บริษัทอาจจะค้ำประกันให้ 2 แสนเหรียญต่อหนึ่งโรงเลี้ยงไก่

นายจิมมี่ จอห์นสัน ได้ทำสัญญากับบริษัท เพอดู ฟาร์ม (Purdue Farm) และติดกับดักจนหนี้สินล้นพ้นตัว เพราะว่าได้ลงทุนไปเกือบ 1 ล้านเหรียญ ต้องสูญบ้านที่ผ่อนจนหมดแล้ว ในที่สุดก็ยิงตัวตายด้วยปืนลูกซองในโรงเลี้ยงไก่ของตนเอง

วิธีการที่ติดกับดักคือ บริษัทจะเรียกร้องให้ต้องปรับปรุงคุณภาพของไก่และโรงเลี้ยงให้สูงขึ้นตลอดเวลา เช่น การติดพัดลมระบายอากาศ ระบบท่อส่งอาหาร ระบบพ่นละอองน้ำให้ความเย็นเพื่อรักษาอุณหภูมิในเล้าให้อยู่ในระดับ 85 องศาฟาห์เรนไฮต์ หรือ 33 องศาเซลเซียสตลอดปี ต้องติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์มาควบคุมอุณหภูมิในเล้า หากปล่อยให้อุณหภูมิสูงกว่านี้ ไก่ทั้งเล้าอาจจะตายได้ภายในเวลา 15 นาที

ระบบเก็บไข่ ระบบการขน และการบรรจุ ซึ่งล้วนต้องลงทุนสูงและต้องกู้เงินมาดำเนินการ หากไม่ทำ หรือไม่ปรับปรุง บริษัทที่ทำสัญญาด้วยก็ไม่รับซื้อไก่ หรือให้ราคาต่ำ มาร์ก เจนเนอร์ (Mark Jenner) ที่ปรึกษาของ the American Farm Bureau Federation ให้สัมภาษณ์ว่า โดยเฉลี่ยแล้วเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่จะมีรายได้เพียง 1 เพนนี หรือ 40 สตางค์ ต่อน้ำหนักไก่ 1 ปอนด์ (4 ขีด ของ 1 กิโลกรัม )

บริษัทเป็นผู้ควบคุมทุกอย่างตั้งแต่พันธุ์ไก่ที่ต้องการ ควบคุมอาหารสัตว์ที่ต้องซื้อจากบริษัทในราคาที่บริษัทกำหนด เป็นผู้กำหนดวิธีจ่ายเงิน และเวลาที่จะจ่าย รวมทั้งจะบอกเลิกสัญญาเมื่อไรก็ได้ สัญญาส่วนใหญ่เป็นสัญญาระยะสั้นที่ต้องต่อประจำ

มีบริษัทใหญ่ๆ เพียง 4 บริษัท คือ Tyson, Pilgrim"s Pride, Gold Kist Inc. และ Perdue Farms Inc. ซึ่งควบคุมอุตสาหกรรมเกษตรที่มีมูลค่าถึง 44 พันล้านเหรียญ ตามตัวเลขของปี 2002 ของกระทรวงเกษตรกรรมของสหรัฐ

ในงานวิจัยของมหาวิทยาลัย เพอดู ในปี 1999 ได้ข้อมูลว่า ผู้เลี้ยงไก่เนื้อและไก่ไข่ที่ทำสัญญา เกษตรแบบตีตรวนใน 1,000 รายที่สุ่มตัวอย่าง กว่าครึ่งหนึ่งมีหนี้กว่า 1 แสนเหรียญต่อครอบครัว โดยที่กว่าร้อยละ 75 ยอมรับสารภาพว่าตนตัดสินใจถูกในขณะที่เข้าทำสัญญา และมีเพียงส่วนน้อยที่คิดจะแนะนำคนอื่นให้เข้ามาในกิจการนี้

นายโรเบิร์ต เทเลอร์ ศาสตราจารย์ของ มหาวิทยาลัยออเบอร์น (Robert Taylor, a professor of agriculture at Auburn University) ผู้ทำวิจัยเรื่องการเกษตรแบบตีตรวนให้สัมภาษณ์ว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ได้รับค่ำมั่นสัญญาว่า การเข้าร่วมโครงการของบริษัท เปรียบเสมือนการสร้างอาชีพที่มั่นคง สำหรับการเกษียณอายุ โดยที่ไม่รู้ ด้วยซ้ำว่ามีเงื่อนไขผูกมัดอย่างไร จะบอกว่า "ถูกหลอก" ให้เข้าร่วมโครงการก็ไม่ผิด คือ อย่างเก่งก็ได้แค่ค่าแรงขั้นต่ำ แต่ส่วนใหญ่จบลงด้วยการมีหนี้สินล้นพ้นตัว หลังจากที่ต้องทำงานอย่างหนัก

บริษัทส่วนใหญ่มองว่าเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ คือ "ไก่ที่อยู่ในกำมือ" ดังนั้นเมื่อต้นทุนด้านอื่นเพิ่ม เช่น ค่าน้ำมันในการขนส่งที่สูงขึ้น ก็จะมากดราคาซื้อไก่ให้ต่ำลง โดยข้ออ้างเรื่องความไม่ได้มาตรฐาน หรือซื้ออาหารสัตว์จากบริษัทในจำนวนที่ไม่เป็นสัดส่วนของเนื้อไก่ ทำให้คุณภาพของไก่ไม่ได้มาตรฐาน เป็นต้น

นอกจากนี้เมื่อค่าไฟฟ้าสูงขึ้น (เล้าไก่ส่วนใหญ่ต้องมีระบบระบายอากาศ ระบบพ่นน้ำ หรือเปิดแอร์ในหน้าร้อน) เกษตรกรก็ไม่สามารถไปขึ้นราคาเอากับบริษัทที่ตนทำสัญญาด้วย

ดังนั้นเมื่อยิ่งทำ หนี้สินก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นจนเกษตรกรจำนวนมากโดยเฉพาะในประเทศโลกที่ 3 เช่น อินเดีย และละตินอเมริกา ได้ฆ่าตัวตายอันมีสาเหตุมาจากการถูกล่อลวงด้วยคำมั่นสัญญาว่าตนจะมีรายได้ประจำอย่างแน่นอนตลอดชีวิต โดยไม่จำต้องไปขึ้นต่อราคาที่ผันผวนของผลผลิตในตลาด หรือไม่ต้องไปขึ้นต่อลมฟ้าอากาศ

ศาสตราจารย์โรเบิร์ต เทเลอร์ กล่าวว่า "เกษตรกรเหมือนกับ สัตว์ที่ติดกับดัก ไม่มีทางจะดิ้นหนีออกไปได้" ทั้งนี้เพราะว่าได้กู้เงินมาลงทุนไปแล้ว ถ้าจะถอยก็จะหมดตัว เพราะไม่มีเงินจ่ายคืนหนี้เงินกู้

บางบริษัทยังมีเงื่อนไขในสัญญาซื้อว่าขึ้นต่อปริมาณความสามารถของโรงชำแหละ หรือขึ้นต่อโรงชำแหละเฉพาะโรง ซึ่งบางครั้งปิดตัวเองลง บริษัทก็ไม่ยอมรับซื้อ โดยไม่ผิดสัญญา แต่เกษตรกรกลับไม่มีทางออก อาจจะต้องฆ่าไก่ทั้งหมดทิ้ง

กรณีของเกษตรกรอเมริกันยังจนตรอกถึงกับยิงตัวตายในเล้าไก่ไฮเทคของตนอย่างนายจิมมี่ จอห์นสัน เป็นกรณีศึกษาที่ดีสำหรับเกษตรกรทั่วโลก ที่จะต้องพิจารณาให้ดีก่อนที่จะหลวมตัวเข้าทำสัญญาการเกษตรแบบตีตรวน ซึ่งควบคุมโดยบริษัทเกษตรอุตสาหกรรมไม่กี่บริษัทในแต่ละประเทศ ที่กำลังระบาดไปทั่วโลก

หน้า 50


การเกษตรแบบตีตรวน (Contract Farming) (จบ)

คอลัมน์ เดินคนละฟาก โดย กมล กมลตระกูล ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3822 (3022)

กลยุทธ์ของการเกษตรแบบตีตรวน (Contract Farming)

ระบบการเกษตรแบบตีตรวนเป็นกลยุทธ์ใหม่ในการหากินของบริษัทเกษตรอุตสาหกรรม (agribusiness corps) ที่ไม่ต้องรับความเสี่ยงเอง แต่ปัดภาระนี้ไปยังเกษตรกรเป็นผู้รับแทน ได้ทำให้เกษตรกรเกือบทั่วโลกถูกตีตรวน กลายเป็นทาสยุคใหม่ในที่ดินของตัวเอง หรือโรงเลี้ยงสัตว์ของตนเองแบบดิ้นไม่หลุด เพราะว่าติดกับดักลงทุนล่วงหน้าไปแล้ว โดยการกู้ธนาคาร หรือแหล่งการเงินอื่นๆ ที่ทำให้ต้องหารายได้มาชำระดอกเบี้ยเป็นประจำ

ระบบแฟรนไชส์ที่เข้ามาในบ้านเราเมื่อประมาณ 10 ปีเศษมานี้ ก็มีหลักการเช่นเดียวกับระบบเกษตรตีตรวน

ระบบการเกษตรแบบตีตรวนก็คือ ระบบการทำสัญญาซื้อล่วงหน้าเหมือนกับตลาด (เก็งกำไร) อนุพันธ์ของกลุ่มทุนการเงิน โดยขึ้นกับเงื่อนไข 4 ประการ คือ 1.ราคา (ที่ตกลงล่วงหน้า) 2.เวลา 3.ปริมาณ และ 4.คุณภาพ ของสินค้า ซึ่งหมาย ความว่าผลผลิตต้องเก็บเกี่ยวเสร็จ หรือโตได้ขนาดตามมาตรฐานที่กำหนดโดยบริษัทเกษตรอุตสาห กรรมผู้รับซื้อ และในบางกรณีเป็นผู้ลงทุนด้วย

หากผลผลิตไม่ครบตามเงื่อนไขทั้ง 4 ประการ ผู้ซื้ออาจจะไม่รับซื้อ ปรับ หรือให้ราคาต่ำกว่าที่ตกลงกัน

ลักษณะของสัญญาการเกษตรแบบตีตรวนโดยทั่วไปสัญญาของการเกษตรแบบตีตรวนจะมี 2 รูปแบบ ดังนี้

สัญญาแบบประกันค่าแรง (marketing contract)

สัญญาแบบประกันรับซื้อผลผลิต (production contract)

วิธีการของสัญญาแบบประกันค่าแรง (marketing contract) คือสัญญาที่บริษัทเป็นผู้ลงทุนทั้งหมดในด้านพันธุ์ หัวอาหาร ปุ๋ย ยารักษาโรค และยาฆ่าแมลง โดยทำเป็นสินเชื่อให้แก่เกษตรกรล่วงหน้า หากราคาปัจจัยการผลิตเหล่านี้ขึ้นหรือลง บริษัทเป็นผู้รับความเสี่ยง ส่วนเกษตรกรต้องลงทุนด้านที่ดินและโรงเรือน (เล้า) เกษตรกรจะรับความเสี่ยงเพียงในด้านผลผลิตที่ต้องได้มาตรฐานเท่านั้น

เกษตรกรลงทุนเรื่องที่ดินและแรงงาน ซึ่งรวมถึงการสร้างโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ปีก หรือเล้า และค่าใช้จ่ายแปรผัน เช่น ค่าไฟฟ้า ถ้าหากเกษตรกรไม่มีเงิน บริษัทจะค้ำประกันเงินกู้ให้ ส่วนค่าแรงคิดจากราคารับซื้อผลผลิตตามที่ตกลงกัน หักจำนวนที่ตายไป เช่น ถ้าเป็นไก่ หรือหมู ก็คิดต่อตัว หรือต่อน้ำหนัก

บริษัทเป็นผู้จัดหา ผลิตภัณฑ์ อาหารสัตว์ หรือปุ๋ย ยารักษาโรคสัตว์ ยาฆ่าแมลง แล้วแต่ว่าสัญญานั้นจ้างเลี้ยง หรือ จ้างปลูก โดยทั่วไปบริษัทจะเป็นผู้กำหนดประเภทของอาหารสัตว์ ปุ๋ย และยาฆ่าแมลง ว่าให้ใช้ยี่ห้ออะไร ของบริษัทไหน และส่วนใหญ่ก็จะเป็นสินค้าของบริษัท หรือบริษัทในเครือ ซึ่งเป็นวิธีการระบายสินค้าที่มีต้นทุนต่ำแต่ได้ราคาสูงแบบหนึ่ง

เกษตรกรที่ฝ่าฝืนไม่ใช้สินค้าของบริษัทก็จะถูกลงโทษ โดยการงดส่งอาหาร หรือไม่ขายพันธุ์ให้ เมื่อเกษตรกรไปซื้ออาหารหรือปุ๋ยจากท้องตลาด เมื่อได้ผลิตภัณฑ์มา บริษัทก็จะอ้างว่าไม่ได้มาตรฐาน และไม่รับซื้อ หรือซื้อในราคาต่ำกว่าตลาดมากๆ อันเป็นการลงโทษที่โหดร้ายต่อเกษตรกร ซึ่งได้ลงทุนและลงแรงไปแล้ว ผลคือเกษตรกรอาจจะไม่มีเงินผ่อนธนาคาร ถูกธนาคารปรับ หรือเพิ่มอัตราดอก เพื่อการลงโทษที่ผ่อนไม่ตรงเวลา หรือถูกยึดทรัพย์สิน

วิธีการป้องกันเกษตรกรไปซื้อปุ๋ย อาหารสัตว์ หรือหัวอาหาร หรือยาฆ่าแมลงจากท้องตลาดที่มีราคาต่ำกว่า บริษัทมักจะจัดตั้งสมาชิกเกษตรกรเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 4-5 คน เพื่อสอดส่อง เฝ้าระวัง และตรวจสอบกันเองโดยมีแรงจูงใจให้ ซึ่งเป็นการทำลายระบบความสัมพันธ์และความสามัคคีของชุมชน ทำให้ชุมชนอ่อนแอ

มีรายงานในหลายประเทศว่า บริษัทเกษตรอุตสาหกรรม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเจ้าของโรงงานผลิตอาหารสัตว์ด้วย มักจะใช้เทคนิคในการเปลี่ยนสูตรอาหารโดยการไม่บอกกล่าวกับเกษตรกร ซึ่งส่วนใหญ่จะขาดความรู้ การเปลี่ยนสูตรอาหาร หรือสูตรปุ๋ย ก็คือ การลดต้นทุน หรือลดคุณภาพของอาหารสัตว์ หรือคุณภาพของปุ๋ยแบบหนึ่ง ทำให้เกษตรกรต้องใช้ในปริมาณมากขึ้น มิฉะนั้นผลผลิตจะไม่ออกมาตามที่บริษัทต้องการ และถูกปฏิเสธรับซื้อ

ดังนั้นต้นทุนของเกษตรกรจึงมีแต่เพิ่มและเพิ่มขึ้นทุกวัน ยิ่งทำก็ยิ่งจน ยิ่งมีหนี้สินเพิ่มพูน เกิดปัญหาความเครียด เกิดปัญหาครอบครัว และบางทีเมื่อจนตรอกก็มาสร้างปัญหาให้กับสังคม

นอกจากนี้บริษัทยังส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบเป็นประจำ โดยอ้างว่ามาให้คำปรึกษา หรือให้บริการหลังการขาย แต่แท้ที่จริงก็ทำหน้าที่เหมือนกับตำรวจลับ เกษตรกรซึ่งเป็นอาชีพอิสระจึงเสมือนถูกจองจำคล้ายกับเป็นคนคุกที่ขาดอิสรภาพ

บริษัทจะเป็นผู้กำหนดราคารับซื้อตายตัวของผลผลิตล่วงหน้า โดยมีหลักเกณฑ์ในการคำนวณราคา 2 ประการ ดังนี้

1.การคิดราคาจากสัดส่วนอาหารของบริษัท หรือ feed conversion ratio - FCR

2.การคิดจากสัดส่วนอัตราการตายของสัตว์

การคิดราคาจากสัดส่วนอาหารของบริษัทที่บริษัทจ่ายให้ล่วงหน้า คือบริษัทจะใช้สัดส่วนของอาหารสัตว์ ที่บริษัทมอบให้ล่วงหน้ามาคำนวณ น้ำหนักของสัตว์ เช่น ไก่ หรือหมู เช่น น้ำหนักของอาหารสัตว์ 10 กิโลกรัม จะต้องได้ไก่หรือ หมูที่มีน้ำหนัก 5 กิโลกรัม หากเกษตรกรคนใดทำไม่ได้ตามสูตรนี้ ถือว่ามีประสิทธิภาพต่ำ คือมีค่าเอฟซีอาร์สูงกว่ามาตรฐาน ในแง่ใช้อาหารมาก แต่ได้เนื้อน้อย ดังนั้นราคาที่รับซื้อก็จะต่ำลงไปตามสัดส่วน เพราะว่าแสดงถึงความเอาใจใส่ ของเกษตรกรมีน้อย ไม่ตั้งใจทำงาน ผลผลิตจึง ไม่เข้าเป้า จึงไม่ควรได้ค่าแรงสูง โดยคำนวณจากราคาผลผลิตที่ถือว่าต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน หรือเกรดต่ำ

การคิดจากสัดส่วนอัตราการตายของสัตว์ ก็ใช้หลักคิดเดียวกับวิธีแรก คือถ้าเลี้ยงไก่ หรือหมู 100 ตัว อัตราการตายไม่ควรเกินร้อยละ 5 ถ้าตายมากกว่านี้เกษตรกรก็ต้องชดเชยโดยหักจากราคาซื้อที่ทำสัญญากันไว้ เช่น หากตกลงราคาซื้อกันที่ 100 บาท บริษัทอาจจะจ่ายเพียง 50 บาท หรือน้อยกว่านั้น ด้วยข้ออ้าง 2 ประการข้างต้น โดยบริษัทไม่ผิดสัญญารับซื้อตามราคากำหนด

เกษตรกรจึงมีความเครียด อาชีพที่คิดว่าเป็นอิสระ เป็นเถ้าแก่เอง แต่กลับถูกกดดันบีบคั้นด้วยเงื่อนไขต่างๆ ต้องทำงานหนัก ทำงานเพิ่ม โดยที่ในที่สุดผลตอบแทนกลับน้อยกว่าแรงที่ลงไป หรือบางทีก็ติดลบด้วยซ้ำ

โดยสรุปคือสัญญาประเภทนี้คือการจ้างงานโดยไม่ต้องจ่ายค่าแรง (ปล้นแรงงาน) และไม่ต้องลงทุนด้านปัจจัยการผลิตคงที่ อันได้แก่ ที่ดิน โรงเรือน เล้า และระบบการดูแลทั้งปวงอันได้แก่ระบบระบายอากาศ การควบคุมอุณหภูมิในเล้า ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูง

ภาระเหล่านี้ถูกปัดมาที่เกษตรกรทั้งหมด เมื่อเกษตรกรติดกับดัก คือกู้เงินมาลงทุนแล้ว มีพันธะต้องผ่อนจ่ายดอกเบี้ย ให้กับธนาคารจึงดิ้นไม่หลุดจากการถูกการเกษตรแบบตีตรวนนี้ ในหลายๆ ประเทศจึงมีเกษตรกรที่ฆ่าตัวตายเพราะว่าหาทางออกไม่ได้

ระบบเกษตรตีตรวนจึงเป็นระบบการขูดรีดแรงงานขั้นสูงสุดที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดขึ้นมาจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม

ระบบนี้คนงาน หรือผู้ประกอบการขนาดเล็กต้องไปกู้เงินมาลงทุน ต้องแบกภาระดอกเบี้ย ต้องทำงานเกือบ 24 ชั่วโมง มิใช่ 8 ชั่วโมงแบบปกติ เมื่อผลผลิตออกมาถูกตีราคารับซื้อในราคาที่เท่าทุน จึงเท่ากับทำงานให้บริษัทเกษตรอุตสาหกรรมฟรีๆ ทั้งปี

บางกรณีถูกเล่ห์เหลี่ยมรับซื้อในราคาต่ำกว่าทุน ซึ่งนอกจากทำงานฟรีแล้วยังต้องแบกดอกเบี้ย เป็นหนี้เป็นสิน ต้องส่งดอกทบต้นตกทอดไปถึงลูกหลานอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งเลวร้ายกว่าระบบทาสเสียอีก

สัญญาแบบประกันราคาผลผลิต (production contract) สัญญาประเภทสองนี้ บริษัททำสัญญารับซื้อไก่ หรือหมูล่วงหน้าในราคาตายตัว เช่น 5 บาท หรือ 10 บาทต่อไก่ 1 กิโลกรัม ส่วนเกษตรกรจะเป็นผู้ลงทุนสร้างเล้า และปัจจัยการผลิตอื่นๆ เอง โดยบริษัทจะทำสัญญารับซื้อผลผลิตในราคาประกันตามที่ตกลงกันอย่างมีเงื่อนไขว่า ต้องใช้พันธุ์ อาหาร หัวอาหาร ปุ๋ย ยารักษาโรค และยาฆ่าแมลงของบริษัท เพื่อที่ว่าจะได้ผลผลิตตามมาตรฐานของบริษัท หากว่าเกษตรกรไม่มีทุน บริษัทก็จะค้ำประกัน เงินกู้ให้

ในกรณีที่ต้องการปรับปรุงระบบการเลี้ยงตามแรงกดดันของตลาดต่างประเทศ เช่น กลุ่มประเทศอียูที่มักจะหาข้ออ้างมาเพิ่มมาตรฐานและเพิ่มคุณภาพ เพื่อกีดกันสินค้าทางอ้อม ทำให้ต้นทุนสูง เพื่อจะได้ไม่สามารถแข่งขันกับผลผลิตในประเทศของตน

ภาระในการปรับปรุงจะถูกปัดมาให้เกษตรกร เช่น การเปลี่ยนระบบเลี้ยงจากเปิดมาเป็นระบบปิด ซึ่งต้องติดตั้งระบบฉีดพ่นละอองน้ำ เพื่อรักษาอุณหภูมิ เหมือนกับการติดแอร์ให้ไก่อยู่ แต่เกษตรกรเอง กับต้องกินนอนอยู่กับอากาศที่ผันแปรทั้งร้อนจัด หรือหนาวจัดในบ้าน ต้องติดระบบพัดลมดูดอากาศเข้าและระบายอากาศออก รายจ่ายค่าไฟฟ้าจึงเป็นรายจ่ายใหญ่อีกรายการหนึ่ง ดังนั้นเมื่อมีการแปรรูป หรือขายกิจการไฟฟ้าของรัฐมาให้เอกชน และมีการขึ้นราคาค่าไฟฟ้าทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น เทคนิคการคิดค่าเอฟที เกษตรกรก็จะเป็นผู้รับกรรม (ตามระเบียบ) หากว่าเกษตรกรไม่ปรับปรุง บริษัทก็จะไม่รับซื้อ หรือรับซื้อผลผลิตในราคาต่ำๆ

การเกษตรแบบตีตรวนได้ทำลายห่วงโซ่อาหารของหลายๆ ประเทศ เพราะเกษตรกรถูกล่อลวงให้ละทิ้งการผลิตพืช ที่เป็นธัญญาหาร หันมาปลูกพืชเชิงเดี่ยว หรือพืชอุตสาหกรรม หรือพืชเพื่อการส่งออก ซึ่งส่วนใหญ่เพื่อให้ได้ผลผลิตมากๆ ก็ต้องใช้สารเคมีช่วยอย่างหนัก เช่น ปุ๋ยเคมี และยาฆ่าแมลง ซึ่งสารเหล่านี้เมื่อโดนน้ำชำระ ก็จะไหลซึมลงสู่ดิน ลงสู่น้ำบาดาล และลงสู่แม่น้ำ ลำคลอง หนอง บึง หรือทะเล ไปทำลายห่วงโซ่อาหารในน้ำอีก ทำให้วงจรอาหารตามธรรมชาติถูกทำลาย เมื่อมนุษย์ได้ดื่ม หรือกินสารปนเปื้อนก็จะทำให้ ภูมิต้านทานต่ำ ทำให้เป็นมะเร็ง และโรคอื่นๆ ห่วงโซ่อาหารที่ถูกทำลายทำให้เกิดความอดอยากและโรคระบาด

การเกษตรแบบตีตรวนทำให้ชีวิตของเกษตรกรต้องไปผูกต่อระบบความไม่แน่นอนของสงครามการค้าในระดับโลก ซึ่งมักจะนำข้ออ้างเรื่องสุขอนามัยและความปลอดภัยมาเป็นข้ออ้างในการกีดกันการค้า ผลคือเมื่อตลาดต่างประเทศถูกปิด หรือถูกกีดกัน บริษัทเกษตรอุตสาหกรรม ก็มักจะปัดภาระมาที่เกษตรกร โดยการไม่ยอมรับซื้อผลผลิตตามที่ตกลงกัน โดยอ้างถึงความไม่มาตรฐานต่างๆ โดยไม่ผิดสัญญา

การเกษตรแบบตีตรวนจึงเป็นอันตรายและคุกคามต่อความมั่นคงทางอาหารของมนุษยชาติ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่ไม่ควรจะมองข้ามกัน

หน้า 50