หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
แนวโน้มราคาน้ำมัน กับอนาคตพลังงานทางเลือก

วิษณุ บุญมารัตน์ วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2549

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : จากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปี 2549 ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ โดยเฉพาะมูลค่าการนำเข้าน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ ยังส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกน้ำมันสำเร็จรูป และราคาสินค้าและบริการในประเทศ ต้องปรับตัวเพิ่มขึ้นตามต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม รวมทั้งผู้บริโภคโดยทั่วไป

ในช่วงที่ผ่านมา มีการคาดการณ์กันว่าระดับราคาน้ำมันในช่วง 1-2 ปีนี้ จะยังคงมีแนวโน้มปรับตัวไปในทิศทางที่เพิ่มขึ้น โดยอาจทรงตัวอยู่ในระดับสูงในบางช่วง เนื่องจากความต้องการบริโภคน้ำมันของประชากรโลก ที่เพิ่มขึ้นตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ ในขณะที่อุปทานกลับมีอยู่อย่างจำกัด ซ้ำยังมีภาวะตึงตัวมากยิ่งขึ้นจากสถานการณ์ความตึงเครียดทางการเมืองในกลุ่มประเทศผู้ผลิตสำคัญ

นอกจากนี้ ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นอีก เช่น สภาพภูมิอากาศ ความเสี่ยงทางด้านการเมือง ปัจจัยทางเทคนิค อัตราแลกเปลี่ยน ภาวะเศรษฐกิจ และปัจจัยด้านจิตวิทยาของผู้ซื้อผู้ขายในตลาดน้ำมัน เป็นต้น โดยที่บางปัจจัยจะส่งผลกระทบต่ออุปสงค์และอุปทานโดยตรง แล้วไปกระทบต่อราคาน้ำมันต่อไป แต่บางปัจจัยจะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโดยตรง

ประเด็นเรื่องพลังงานทดแทน จึงเป็นประเด็นหนึ่งที่มีคนสนใจมากในช่วงภาวะราคาน้ำมันแพงเช่นนี้ โดยแท้จริงแล้ว พลังงานทดแทนไม่ใช่เรื่องใหม่ที่จะพูดถึงกัน แต่จากกระแสความตื่นตัวที่เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดการมุ่งหาพลังงานเพื่อมาทดแทนน้ำมันปิโตรเลียม โดยให้ความสนใจไปที่ก๊าซธรรมชาติสำหรับรถยนต์ (Natural Gas Vehicles: NGV) เนื่องจากสามารถทดแทนน้ำมันได้ทั้งหมด แต่ยังมีปัญหาเรื่องต้องปรับแต่งเครื่องยนต์ใหม่

ต่อมาจึงเกิดแนวคิดที่จะนำพืชผลทางการเกษตรมาแปรรูปแล้วนำไปผสมกับน้ำมันที่เรียกว่า น้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) แม้จะไม่สามารถทดแทนน้ำมันได้หมด แต่ก็สามารถลดปริมาณการใช้น้ำมันได้บางส่วน

เชื้อเพลิงชีวภาพ หรือ Biofuel เป็นพลังงานที่สามารถนำมาทดแทนน้ำมันได้บางส่วน และเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร เช่น น้ำมันปาล์ม อ้อย มันสำปะหลัง และข้าวโพด เป็นต้น โดยพลังงานลักษณะ Biofuel สามารถแยกออกได้เป็น 2 ประเภท คือ เอทานอล ที่ใช้กับน้ำมันเบนซิน หรือที่เรียกว่า "แก๊สโซฮอล์" และอีกประเภทหนึ่งที่ใช้กับน้ำมันดีเซล หรือที่เรียกว่า "ไบโอดีเซล"

ซึ่งถ้าพูดถึง "พลังงานทดแทนของไทย" คนในประเทศส่วนใหญ่จะพูดถึงเพียง 3 ชนิด คือ NGV, แก๊สโซฮอล์ และไบโอดีเซล แต่ที่จริงแล้วในประเทศไทยมีพลังงานทดแทนมากกว่าที่คิดไว้ เช่น พลังงานที่ใช้แล้วสามารถหมุนเวียนมาใช้ได้อีก (พลังงานหมุนเวียน) เช่น ถ่านหิน พลังงานนิวเคลียร์ พลังงานน้ำ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำขึ้นน้ำลง และพลังงานลม เป็นต้น เพียงแต่พลังงานบางประเภท ไทยยังไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะผลิต หรือผลิตแล้วไม่คุ้มทุน เช่น พลังงานนิวเคลียร์ พลังงานลม และพลังงานคลื่น เป็นต้น

โดยพลังงานเหล่านี้ สามารถทดแทนน้ำมันโดยทางอ้อม แต่ไม่เด่นชัดเท่ากับ NGV แก๊สโซฮอล์ และไบโอดีเซล ที่ใช้ทดแทนน้ำมันโดยทางตรง จึงทำให้ไทยมีการพัฒนาพลังงานทดแทนอย่างต่อเนื่อง โดยกระทรวงพลังงานเป็นแม่งานในการพัฒนาและส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน รวมกับผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมพลังงานงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน

ภาพรวมของพลังงานของไทยช่วงปี 2547-2548 พบว่าปริมาณการผลิตพลังงานขั้นปฐมภูมิทั้งหมดของไทยนั้น ก๊าซธรรมชาติมีปริมาณการผลิตมากที่สุดประมาณร้อยละ 40 รองลงมาคือ พลังงานหมุนเวียน (ร้อยละ 32) , ลิกไนต์ (ร้อยละ 11) และน้ำมันดิบ (ร้อยละ 9) ส่วนการบริโภคพลังงานขั้นสุดท้ายยังคงเป็นการบริโภคน้ำมันปิโตรเลียมมากที่สุดประมาณร้อยละ 54 รองลงมาคือ พลังงานหมุนเวียน (ร้อยละ 17), ไฟฟ้า (ร้อยละ 16) ถ่านหิน (ร้อยละ 9) และก๊าซธรรมชาติ (ร้อยละ 3) ตามลำดับ

ซึ่งจะเห็นว่าประเทศไทยสามารถผลิตก๊าซธรรมชาติได้มาก และถูกนำไปผลิตไฟฟ้าเป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่การใช้ก๊าซ NGV มีสัดส่วนค่อนข้างน้อย เนื่องจากการใช้ก๊าซ NGV ต้องมีการปรับแต่งเครื่องยนต์ และค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ทำให้ผู้บริโภคให้ความนิยมน้อย

สำหรับแนวโน้มการผลิตพลังงานทดแทนของไทยในปี 2549 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะแก๊สโซฮอล์ 95 ที่รัฐบาลมีมาตรการยกเลิกใช้น้ำมันเบนซิน 95 ในปี 2550 ดังนั้น รถทุกคันที่เติมเบนซิน 95 หรือที่มีการบริโภคเบนซิน 95 ในปี 2548 ประมาณ 5.7 ล้านลิตร/วัน ต้องหันมาบริโภคแก๊สโซฮอล์ 95 ทั้งหมด ดังนั้น ปี 2549 อาจมีการบริโภคแก๊สโซฮอล์สูงถึงประมาณ 8 ล้านลิตร/วัน (การบริโภคเบนซิน 95 + แก๊สโซฮอล์ 95) ซึ่งเกิดประเด็นคำถามว่า "แก๊สโซฮอล์" ในปี 2549 จะผลิตเพียงพอกับความต้องการใช้ที่สูงหรือไม่

สำหรับประเด็นที่ว่า แก๊สโซฮอล์ และไบโอดีเซล จะเป็นพลังงานทางเลือกที่ดีที่สุดในประเทศหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาถึงโครงสร้างการผลิต ต้นทุนการผลิต ความต้องการในประเทศ รวมทั้งผลกระทบข้างเคียง เมื่อมีการใช้พลังงานดังกล่าว ซึ่งประเด็นเหล่านี้จะเป็นตัวให้คำตอบเองว่าพลังงาน Biofuel ทั้ง 2 ชนิดนี้ดีที่สุดหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าแก๊สโซฮอล์จะช่วยประหยัดการนำเข้าน้ำมันมูลค่าหลายพันล้านบาทต่อปี แต่ในขณะเดียวกัน ปริมาณการผลิตแก๊สโซฮอล์ปัจจุบันไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตามการรณรงค์ให้ใช้แก๊สโซฮอล์ ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิต ทำให้ราคาแก๊สโซฮอล์ปรับตัวสูงขึ้น จนทำให้รัฐบาลต้องเข้าไปชดเชยราคา ดังนั้น ถ้ายังมีปัญหาด้านวัตถุดิบ และต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น จนต้องชดเชยจากภาครัฐ หรือต้องนำเข้าเอทานอลจากต่างประเทศจำนวนมาก ทางเลือกในการใช้แก๊สโซฮอล์อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด

ขณะที่ไบโอดีเซล เป็นการนำน้ำมันพืชและสัตว์มาผสมกับน้ำมันดีเซล อัตราส่วน 10 : 90 ซึ่งไทยจะเน้นการใช้น้ำมันจากพืช โดยเฉพาะผลปาล์มน้ำมัน เพราะไทยเป็นแหล่งปลูกปาล์มน้ำมันที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก โดยปัจจุบันไทยมีพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันประมาณ 2 ล้านไร่ มีผลผลิตประมาณ 5 ล้านตัน/ปี และมีผู้ปลูกปาล์มน้ำมันประมาณ 25,000 ราย

โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งเป้าหมายพื้นที่เพาะปลูกปาล์มน้ำมันทั่วประเทศภายในปี 2552 จำนวน 5 ล้านไร่ ซึ่งคาดว่าจะสามารถผลิตไบโอดีเซลได้ประมาณ 5 ล้านลิตร/วัน และถ้ามีการส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซลอย่างจริงจังมากขึ้น จะส่งผลให้ประเทศประหยัดน้ำมันดีเซลได้ร้อยละ 10 หรือประมาณ 5 ล้านลิตร/วัน

อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่ไบโอดีเซลยังไม่เป็นที่นิยมในขณะนี้ คือ ประชาชนผู้บริโภคยังขาดความเชื่อมั่นในตัวไบโอดีเซล ว่าจะส่งผลกระทบต่อระบบเครื่องยนต์หรือไม่ และผลการทดลองที่เป็นข้อพิสูจน์เรื่องผลกระทบที่จะไม่เกิดขึ้น กับเครื่องยนต์ยังไม่มีความชัดเจน ประกอบกับปัญหาด้านการผลิตปาล์มน้ำมันที่เกษตรกรไม่ให้ความสนใจในการปลูกเท่าที่ควร รวมทั้งการตั้งโรงงานผลิตไบโอดีเซลมีการลงทุนค่อนข้างสูง ทำให้ผู้ประกอบการรายใหม่เกิดขึ้นยาก ดังนั้น จากปัญหาและอุปสรรคในการผลิต วัตถุดิบ และขาดความเชื่อมันในตัวไบโอดีเซลของผู้บริโภค ทำให้ไบโอดีเซลอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดในขณะนี้

จากสถานการณ์ราคาน้ำมันแพงเช่นนี้ ทางการคงต้องเร่งหาแนวทางรณรงค์การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับมาตรการประหยัดการใช้พลังงานอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความรู้สึกว่าพลังงานมีอยู่อย่างจำกัด

ส่วนประเด็นเรื่องพลังงานทดแทน ควรมีการพัฒนา ส่งเสริมและสนับสนุนอย่างจริงจัง และต่อเนื่อง โดยเฉพาะการใช้พลังงานทดแทนอย่างแก๊สโซฮอล์และไบโอดีเซล ที่ควรเน้นไปที่การแก้ปัญหาต้นธารด้านการผลิต ที่ปัจจุบันยังคงประสบปัญหาทั้งการขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิต ราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น การขาดพื้นที่เพาะปลูกพืชที่ใช้ในการผลิต ตลอดจนการประชาสัมพันธ์ด้านความชัดเจนเรื่องความปลอดภัย และประสิทธิภาพ เพื่อให้ผู้ใช้รถยนต์มีความมั่นใจมากขึ้น