หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ผีประชานิยม จะหลอกหลอนการเมืองไทยไปอีกนาน

คอลัมน์ ดุลยภาพดุลพินิจ โดย ศ.ผาสุก พงษ์ไพจิตร มติชนรายวัน วันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10392

นักวิเคราะห์จำนวนมากให้ข้อสรุปว่า ประชานิยมภายใต้ระบอบทักษิณเป็นมหันตภัยต่อเมืองไทย มิใช่แต่ว่าระบอบทักษิณ จะได้สร้างกลุ่มคนรวยใหม่แบบกาฝาก ที่จะเข้าครอบงำการเมือง และดำเนินนโยบายประชานิยมให้พวกเขาอยู่ในอำนาจ โดยกีดกันกลุ่มนักธุรกิจรอบนอกออกไป แต่ในท้ายที่สุดระบอบดังกล่าวจะทำลายเศรษฐกิจสังคมไทยอย่างสิ้นเชิง

ผู้คนที่ต้องการกำจัดผู้นำประชานิยมภายใต้ระบอบทักษิณ กระจุกอยู่ในชนชั้นนำ และชนชั้นกลางของเมืองไทยเท่านั้น แต่คนส่วนใหญ่ที่ชนบท โดยเฉพาะที่ภาคเหนือตอนบน และที่อีสานด้านตะวันออกสุดไปทางชายแดน ซึ่งเป็นบริเวณที่มีระดับความยากจนสูงด้วยนั้น ยังต้องการระบอบทักษิณด้วยความประทับใจในนโยบายประชานิยม ในการเลือกตั้งครั้งต่อไปพวกเขายังคงเป็นผู้ออกเสียงเลือกตั้งที่มีจำนวนมากที่สุด

ดังนั้น ตราบที่ทักษิณยังเป็นหัวหน้าพรรคไทยรักไทย และยังมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะเป็นนายกรัฐมนตรีอีก พรรคนี้ก็จะได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งให้กลับมาตั้งรัฐบาลอย่างท่วมท้นอีก สำหรับผู้ที่ต่อต้านระบอบทักษิณแน่ๆ มีเพียงภาคใต้และกรุงเทพฯ สำหรับคนในหัวเมืองทั่วๆ ไป ยังมีทัศนคติแบบกลางๆ

(วิเคราะห์จากผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549)

อะไรคือรากฐานของประชานิยม อะไรทำให้นักการเมืองแนวประชานิยมแบบทักษิณพุ่งขึ้นมาเป็นใหญ่ได้

จากประสบการณ์ของละตินอเมริกา คำตอบคือความเหลื่อมล้ำในสังคม การที่ช่องว่างระหว่างเมืองและชนบทสูงขึ้น และการที่สังคมไทยได้กลายเป็นสังคมที่มีความไม่เท่าเทียมกันสูงทั้งในด้านรายได้ ทรัพย์สิน การศึกษา และสถานภาพ เป็นเชื้อที่ทำให้ประชานิยมแบบทักษิณเติบโตเร็ว รวมทั้งช่องว่างระหว่างชนบท เมืองที่ห่างขึ้นๆ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วเมื่อ 40 ปีที่ผ่านมา

ข้อมูลสถิติที่มีอยู่ชี้ว่าเมื่อปี ค.ศ.1962 คนไทยกลุ่มรวยที่สุด 20 เปอร์เซ็นต์ ได้รับรายได้ประมาณร้อยละ 49 ของประเทศ

ครั้นถึงปี ค.ศ.2004 สัดส่วนนี้เพิ่มเป็นร้อยละ 55.2 หมายความว่าคนรวย 20% ของประเทศขณะนี้มีรายได้ มากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งหมดของประเทศ

ในทางกลับกันคนไทยที่จนที่สุด 20% ของประเทศเคยมีรายได้คิดเป็นร้อยละ 6 ของรายได้ทั้งหมด แต่ขณะนี้ได้รับเพียง 4.2% คือกลุ่มคนรวยรวยขึ้นแต่คนจนจนลง สำหรับกลุ่มคนจนนั้นกระจุกตัวอยู่ในเขตชนบทของภาคเหนือและภาคอีสานมากที่สุด

และหากเปรียบเทียบช่องว่างระหว่างคนรวยสุดและคนจนสุดระหว่างประเทศต่างๆ พบว่ากรณีของไทยเลวลงกว่าประเทศอื่นๆ (ขอให้ดูตัวเลขในตาราง) คือเมื่อทศวรรษ 1970-1980 คนรวยมีรายได้มากกว่าคนจน 8.1 เท่า ในทศวรรษ 1990 เพิ่มเป็น 13.2 เท่า

ในประเทศพัฒนาแล้วของยุโรปและญี่ปุ่นช่องห่างต่ำระหว่าง 3 ถึง 5 เท่าเท่านั้นเองและลดลงด้วย สำหรับประเทศเพื่อนบ้านของไทย แม้จะสูงขึ้นบ้างแต่ก็ไม่มากเท่าของไทย (ดูตาราง)

ขณะเดียวกันอุปสรรคขัดขวางการนำนโยบายต่างๆ เพื่อการปฏิรูประบบการศึกษา ระบบภาษี ระบบถือครองทรัพย์สิน รวมทั้งที่ดินให้มีความเป็นธรรม และลดทอนความเหลื่อมล้ำไม่ให้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กลับคงตัวอยู่และเพิ่มขึ้นทุกๆ วัน ภาวะเช่นนี้ก็ยิ่งเป็นเชื้อทำให้ประชานิยมเจริญเติบโต

ภัยจากผีประชานิยมจะหมดสิ้นไป ก็ต่อเมื่อสังคมไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมแนวราบ โดยที่ความเหลื่อมล้ำระหว่างเมือง และชนบทลดลง และการแบ่งแยกระหว่างคนรวยคนจนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ที่ประเทศอังกฤษและยุโรปเหนือขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม โดยผ่านสหภาพแรงงาน และขบวนการผู้หญิง ประสบความสำเร็จในการก่อตั้งรัฐบาล ที่ดำเนินนโยบายปฏิรูปการศึกษา (การศึกษาฟรีสำหรับทุกคนจนถึงระดับปริญญาตรี) สวัสดิการสังคม นำนโยบายภาษีมรดก และภาษีทรัพย์สินมาใช้เพื่อป้องกันไม่ให้ความมั่งคั่งในกลุ่มคนรวย ยิ่งกระจุกตัวสูงขึ้นต่อไปอีก โดยไม่ส่งผลดีกับระบบเศรษฐกิจทุนนิยม

ที่ญี่ปุ่นวิกฤตการณ์ภายหลังความพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง บังคับให้ชนชั้นนำต้องปฏิรูปที่ดิน กำจัดบริษัทผูกขาด ในบรรดาธุรกิจขนาดใหญ่ทั้งหลาย นำเอาภาษีมรดกมาปรับใช้ เพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐีกลายเป็นกาฝากของสังคม และป้องกันไม่ให้ความเหลื่อมล้ำเพิ่มสูงขึ้นไปอีก ขณะเดียวกันก็มีการปรับอัตราภาษีมรดกในช่วงคลื่นเศรษฐกิจ ไม่ให้เป็นผลเสียกับแรงจูงใจในระบบทุนนิยมเสรี สังคมญี่ปุ่น จึงกลายเป็นสังคมที่มีความเท่าเทียมกันมากอย่างยิ่งสังคมหนึ่งในโลก แม้เมื่อเทียบกับอังกฤษ และสหรัฐอเมริกา

ทั้งอังกฤษและญี่ปุ่นไม่เคยมีนักการเมืองประชานิยมแบบทักษิณ

ที่เมืองไทยชนชั้นนำและชนชั้นกลางผู้ซึ่งต้องการกำจัดประชานิยมแบบทักษิณ ดูเหมือนจะเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา

เพราะอะไร ?

เพราะว่าขณะนี้กลุ่มคนที่มั่งคั่งที่สุด 2% ของประเทศคือสมาชิกของชนชั้นนำและชนชั้นกลางของไทย ซึ่งจำนวนมากมีบทบาทต่อต้านระบอบทักษิณอยู่นั่นเอง และพวกเขาก็มีอำนาจในทางการเมือง และเศรษฐกิจเสียจนสามารถสร้างอุปสรรคปิดกั้น ไม่ให้มีการนำนโยบายปฏิรูปที่จะส่งผลลดความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ และทรัพย์สินมาปฏิบัติใช้

พรรคประชาธิปัตย์ได้เสนอนโยบายลดการผูกขาด และการปฏิรูปการศึกษา เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายหาเสียง ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ที่คาดว่าจะมีขึ้น ก่อนปลายปีนี้ นับว่าเขยิบเข้าใกล้ชุดนโยบายปฏิรูป ซึ่งจะส่งผลลดความเหลื่อมล้ำในสังคมลงได้บ้าง แต่ก็เป็นนโยบายส่วนน้อย

สำหรับนโยบายปฏิรูปสำคัญอื่นๆ นั้น สังคมไทยอาจจะต้องมีวิกฤตจึงจะเป็นไปได้ และถ้าหากไม่มีวิกฤตเกิดขึ้น จนเป็นแรงผลักดันที่สำคัญแล้ว ก็ยังมีคำถามอีกว่า พรรคประชาธิปัตย์ แม้หากว่าชนะการเลือกตั้งครั้งต่อไป จนเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้แล้ว อาจจะยังทำให้ประชาชนที่เลือกพรรคผิดหวัง ดังที่เป็นมาในอดีต โดยไม่ดำเนินนโยบายปฏิรูปดังที่สัญญาไว้หรือเปล่า?

หน้า 6