|
||||||||||||||
|
โจทย์ไม่เปลี่ยน!
ตำแหน่ง ไทย บนเวทีโลก
วัชรา จรูญสันติกุล และอุไรวรรณ ภู่วิจิตรสุทิน กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2549 วัชรา จรูญสันติกุล และอุไรวรรณ ภู่วิจิตรสุทิน เก็บตกประเด็นสนทนาที่ว่า "จีนกำลังก้าวขึ้นมาเป็น Super Power ในระบบเศรษฐกิจโลกช่วงศตวรรษที่ 21 นี้" ขณะที่โจทย์เดิมยังมีคำถามอยู่ว่า ประเทศไทยจะมีตำแหน่งอยู่ตรงไหน? หากว่าสหรัฐอเมริกาถึงคราวตกต่ำและอ่อนแอ จนไม่สามารถเป็นที่พึ่งพาได้ต่อไป กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ในงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2549 ของธนาคารแห่งประเทศไทย ภายใต้หัวข้อเรื่อง "ประเทศไทยการก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจเอเชียยุคใหม่" หรือ "Positioning Thailand in the New Asian Economy" มีข้อสรุปที่เห็นพ้องตรงกันว่า ในซีกโลกเศรษฐกิจทางเอเชียตะวันออกที่มีจีนเข้ามาเสริมสร้างพลังขับเคลื่อนใหม่นี้ กำลังโยกตัวขึ้นสู่การเป็น Super Power ค่อนข้างแน่นอนในศตวรรษที่ 21 นี้ หลังจากที่สหรัฐอเมริกา ก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าโลก มีอำนาจทางเศรษฐกิจมหาศาลในศตวรรษที่ 19 ต่อเนื่องถึงศตวรรษที่ 20 มาแล้ว ถึงแม้ว่าจีนอาจจะต้องใช้เวลาอีกเป็นสิบปีกว่าที่ระบบเศรษฐกิจจะมีความพร้อมและเข้มแข็งมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยมีอินเดียเข้ามามีส่วนช่วยผลักดันอีกแรงหนึ่ง ดร.บัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย สายเสถียรภาพทางการเงิน เปิดประเด็นในวงสัมมนาในบริบทสุดท้าย ที่เป็นไฮไลต์ของการสัมมนาว่า "โจทย์ไม่เปลี่ยน!" เกี่ยวกับตำแหน่งประเทศไทยบนเวทีแข่งขันทางการค้าในระดับโลก จากที่มีการประเมินกันในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ว่าเอเชียจะมีความรุ่งโรจน์ทางเศรษฐกิจในวงจรของเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง โดยที่มีจีนและอินเดียเป็นจุดโฟกัส ในขณะที่เมื่อไม่นานมานี้ ไฟแนนเชียล ไทมส์ หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของยุโรป โดยไซมอน วาร์ด ในการประเมินเศรษฐกิจสหรัฐ ในหัวข้อเรื่อง "รวมข้อมูลน่าเชื่อถือคาดการณ์ภาวะถดถอย" หรือ "A powerful cocktail of data for predicting recession" ซึ่งระบุคำถามสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อตลาดเงินและนักลงทุน คือสหรัฐกำลังเดินหน้าสู่ภาวะตกต่ำอย่างรุนแรง หรือเลวร้ายยิ่งกว่าหรือไม่ ถึงแม้ว่าจะมีนักเศรษฐศาสตร์ข้างเสียงส่วนน้อยลง เตือนว่าความถดถอยจะเกิดขึ้นในปีนี้หรือปีหน้า ไฟแนนเชียล ไทมส์ ชี้ว่า นับจากอดีตดัชนีชี้นำบ่งบอกภาวะถดถอยตลอด 50 ปีที่ผ่านมา สะท้อนว่าความกังวล ของกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ส่วนน้อย ที่เตือนถึงความเป็นไปได้อาจเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในปีนี้ และปีหน้านั้น เป็นความวิตกเร็วเกินไป โดยก่อนหน้านี้ เศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะเติบโตแบบชะลอตัวต่อเนื่อง หากธนาคารกลางสหรัฐ ใช้นโยบายคุมเข้มการเงินอย่างต่อเนื่อง ความเสี่ยงเกิดภาวะถดถอยจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่เปิดเผยออกมา ปรากฏว่าดัชนีผู้ผลิตหลักในเดือนกรกฎาคมก็ชะลอตัวอย่างไม่คาดคิด โดยเพิ่มขึ้นเพียง 0.4% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นเท่ากับระยะเวลาเพียงครึ่งเดือนของเดือนมิถุนายน ส่วนดัชนีผู้บริโภคไม่รวมพลังงาน กับอาหารค่อนข้างนิ่งเพิ่มขึ้นเพียง 0.2% ซึ่งถือเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบ 5 เดือน เทียบเดือนต่อเดือน ตัวเลขเหล่านี้ช่วยปัญหาเงินเฟ้อดีขึ้นเล็กน้อย แต่ตัวเลขข้างต้นถือว่าผันผวนเปลี่ยนแปลงขึ้นๆ ลงๆ เทียบเดือนต่อเดือน ทั้งนี้ อัตราเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐมีการชะลอตัวลงจากที่ขยายตัวเพิ่ม 5.6% ในไตรมาสแรกปีนี้ มาเหลือเพียงการขยายตัวเพิ่ม 2.5% จนทำให้ธนาคารกลางสหรัฐต้องเปลี่ยนการตัดสินใจในนโยบายการเงิน หยุดชะงักการขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น หรือ Fed Fund Rate จากที่ขึ้นมาถึง 17 ครั้งมาตั้งแต่ปี 2004 ทำให้บรรดานักลงทุนคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนนี้ โดยเฉพาะสหรัฐกำลังแบกหนี้ท่วมตัวเอง เนื่องจากภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึงปีละ 8 แสนล้านดอลลาร์ อาจจะส่งผลต่อเงินดอลลาร์เสื่อมค่าลงยาวในที่สุด ในขณะที่โจทย์คำถามมีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้นว่า เมื่อซีกโลกหนึ่งทางตะวันตก กำลังถูกกดดันจากระบบเศรษฐกิจให้ชะลอตัวลง ส่วนอีกซีกโลกหนึ่งฝั่งตะวันออกกำลังรุ่งโรจน์นั้น ประเทศไทยจะก้าวย่างอยู่ตรงไหน?.. ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าระหว่างประเทศของไทย มานานกว่า 20 ปี กล่าวย้ำในระหว่างร่วมวงสัมมนาว่า "เมื่อ 1,000 กว่าปีก่อน มาร์โคโปโลบอกว่า เอเชียคือ ศูนย์กลางของเศรษฐกิจใหม่ แต่ต่อมา 700 ปีไม่รู้ว่า เอเชียไปอยู่ตรงไหนของโลก แต่ตอนนี้ เอเชียกำลังจะกลับมาใหญ่ และวันนี้ ก็เป็นเรื่องจริง เมื่อจีนเปิด 'เส้นทางสายไหม' ใหม่ จากจีนสู่อินเดียและสู่คาซัคสถาน จึงไม่น่าสงสัยเลยว่า เอเชียมาแรงแน่ โดยที่จีนและอินเดียจะเป็นจุดโฟกัส" สำหรับบทบาทของไทยนั้น โจทย์ก็คือ ทำให้สินค้าไทยสามารถยืนแข่งขันบนเวทีการค้าโลกและในภูมิภาคให้ได้ แต่ประเทศไทยในวันนี้จะต้องมีรัฐบาลที่ดีที่เข้มแข็ง บวกกับมีประสิทธิภาพ และมีระบบตรวจสอบนโยบายที่ดี บวกกับมีประสิทธิภาพ เพื่อที่จะสร้างยุคแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม หรือมี Competition Regime นายเกริกไกร จีระแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าระหว่างประเทศของไทยอีกท่านหนึ่ง ก็กล่าวสำทับว่า วันนี้ต้องกลับมาย้อนเวลาหาอดีต 'Back to the future' เพื่อยืนยันว่า แนวทางเปิดเสรีการค้าของไทย ในช่วงเวลาที่ผ่านมาเป็นสิ่งที่เดินมาถูกทางแล้ว และไม่ได้เสียเปล่า เป็นเพราะว่าเรามีเป้าหมายปฏิรูปที่ชัดเจน โดยเฉพาะการเปิดประตูการค้าสู่ภูมิภาคเอเชียด้วยกัน "แต่ต้องยอมรับว่า ในช่วงเวลา 12 ปีที่เราทำนโยบายการค้านี้มา ประเทศไทยยังคงย่ำอยู่ที่เดิม" ขณะที่ในวันนี้ที่เรามองจีนอย่างเชื่อมั่น ถ้าพูดอย่างนี้เมื่อ 40 ปีที่แล้ว เราติดคุกแน่ "วันนี้ ถ้า 'เหมา (ประธานเหมา เจ๋อ ตุง)' ยังอยู่ หรือ 'เติ้งเสี่ยวผิง' ยังอยู่ เขาจะรู้สึกอย่างไร? ผมคิดว่า จีนมีความกล้าหาญในการนำเสนอ vision ของการปฏิรูปเปิดการค้าเสรีตามแนวทางที่เป็น liberalization" แต่เมื่อเราถามตัวเองว่า จะทำยังไงกับกระบวนการผลผลิต Productivity การพัฒนาทรัพยากรบุคคล แนวทางการเจรจาทางการค้า Negotiation และกระบวนการวิจัยพัฒนา R&D (Research and Development) ซึ่งคำคอบก็คือ ต้องสามารถแข่งขันได้ Competition "ผมย้ำว่า เรามาถูกทางแล้ว กับแนวทาง Asia First และ FTA Quick เพียงแต่เราต้องปรับตัวให้เป็นยุคสมัยแบบเสรีนิยม Liberal Regime จริง!"
|