หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
เมื่อนายกฯ ทักษิณเยือนพม่า

โลกทรรศน์ อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1357

ยังคงเป็นที่สงสัยกันไม่หาย เมื่อนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร เยือนพม่าอย่างเร่งด่วน ไม่มีการแจ้งเหตุล่วงหน้า และผลของการเจรจาในรายละเอียดก็ไม่มีการเผยแพร่ต่อสาธารณะ ยิ่งถ้าผู้นำประเทศอ้างว่า การเดินทางไปกับคณะครั้งนี้ ทำเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ ความสงสัยนี้ขยายไปในวงกว้างทั้งในประเทศและนานาชาติ แน่นอน เป็นความสงสัยของสื่อมวลชน นักลงทุน นักการทูตและภาครัฐของหลายประเทศ ไม่มีชาวบ้านโดยเฉพาะคนไทยในต่างจังหวัดถาม เพราะมักได้ฟังแต่การหาเสียงห้ามซักถาม

แต่ควรยอมรับความจริงข้อหนึ่ง ผู้ที่สร้างความสงสัยนี้คือ ตัวท่านนายกฯ ทักษิณเอง

การทูตยุคใหม่หรือวาระซ่อนเร้น

ท่านนายกฯ ทักษิณได้อธิบายทั้งก่อนและหลังการเดินทางด่วนไปพม่าในหลายๆ เรื่อง อาทิ มีการเจรจาปัญหาแรงงาน และปัญหายาเสพติด เรื่องความร่วมมือทางทหารซึ่งนี่เป็นการเจรจาทวิภาคี เรื่องอีกเรื่องหนึ่งคือ การเจรจาพหุภาคี

ท่านนายกรัฐมนตรีกล่าวอย่างภูมิใจว่า ท่านเป็นผู้นำอาเซียนคนแรกที่เดินทางไปเยือนเนปยีดอ เมืองหลวงใหม่พม่า และมีการโทรศัพท์พูดถึงความห่วงใยของอาเซียนกับท่านประธานาธิบดีอาโรโยของฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นประธานของอาเซียนในปัจจุบัน เรื่องที่อ้างนั้นคือ ความคืบหน้าของประชาธิปไตยในพม่า

แต่เรื่องอันอ่อนไหวนี้ท่านให้รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยเป็นคนอธิบายเพิ่มเติมว่า เกี่ยวข้องกับประเด็นการปล่อยตัว นางออง ซาน ซูจี อย่างไรก็ตาม นานาชาติรวมทั้งหลายภาคส่วนในเมืองไทย ไม่เชื่อเรื่องที่ยกหูโทรศัพท์คุยกับผู้นำอาเซียน เรื่องการปล่อยตัวผู้นำฝ่ายค้านหญิงเหล็กในพม่า

มีเหตุผลหลายอย่างที่สนับสนุนความขี้สงสัยของฝ่ายต่างๆ มากมาย

ไม่มีใครเชื่อเลยว่า นี่คือการทูตยุคใหม่ของท่านนายกรัฐมนตรีของไทยและผู้นำของโลกจำนวนมาก ท่านอาจจะโมโหข้าราชการกระทรวงต่างประเทศว่า ติดกับพิธีการมาก แต่นอกจากข้าราชการของไทยแล้ว ผมไม่คิดว่าข้าราชการกระทรวงต่างประเทศที่ไหนในโลก ไม่เข้าใจโลกาภิวัตน์ ยิ่งกว่านั้นจะมีข้าราชการคนไหนขัดขวางผู้นำของประเทศ ที่ทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติหรือ

เรื่องทั้งหมดนี้เพราะหลายคนเชื่อว่าการเดินทางไปพม่าครั้งนี้มี วาระซ่อนเร้น ด้วยเหตุผลหลายประการ

ประการแรก ต้องเริ่มต้นทำความเข้าใจการเดินทางครั้งนี้จากทางพม่าก่อน บทวิเคราะห์ของคนพม่าอธิบายเรื่องนี้ดีที่สุด Aung Zaw เขียนบทความเรื่อง Thaksin"s Mystery Trip (www.irrawaddy.online Commentary AUGUST 03, 2006) เขาเขียนวิเคราะห์เอาไว้อย่างน่าสนใจว่า การเดินทางเร่งด่วนของนายกรัฐมนตรีของไทย มาจากการตัดสินใจเชิญจากทางผู้นำพม่าอย่างแน่นอน อีกทั้งเขายังเน้นให้สังเกตดีๆ ว่าไม่มีข่าวการเยือนครั้งนี้ จากสื่อของทางการพม่าเลย นั่นหมายถึง เขาแนะให้เรามองเห็นถึงความชาญฉลาดของ พลเอกตาน ฉ่วย ผู้นำของพม่าและการตอบสนองอย่างดีจากทางผู้นำไทย

เป็นไปได้มากว่า มีการเจรจาสองต่อสองมากกว่าซึ่งวิธีนี้ช่วยซ้อนวาระส่วนตัวของผู้นำดีมาก นักวิเคราะห์ชาวพม่าท่านนี้ชี้ให้เห็นว่า ท่านพลเอกตาน ฉ่วย เป็นนักยุทธศาสตร์ทางการเมืองที่เก่งมากซึ่งรู้ดีว่า จะหยิบใช้แผนงานการเมืองอย่างไร เพื่อพยายามลดความโกรธแค้นของนานาชาติ ถึงความล่าช้าของกระบวนการเป็นประชาธิปไตย และการปฏิรูปการเมืองในพม่า

ท่านนายพลนักวางแผนของพม่าได้คำนวณแล้วว่าการเคลื่อนไหวของพม่า และการตัดสินใจครั้งนี้เป็นเวลาที่ถูกต้องแล้ว ต่อการจัดการศัตรูต่อระบบการปกครองของเขา ในแง่มุมเดียวกัน ท่านนายกฯ ของไทยในความคิดของผู้นำพม่า นายกฯ ทักษิณก็ไม่ใช่คนหน้าใหม่ หรือผู้ไม่ประสีประสาทางการเมือง ท่านนายกฯ ของไทยฉลาดเฉลียวทางการเมือง ที่จะยอมเดินตามแผนการลดแรงกดดันจากนานาชาติของพม่า

เรื่องนี้ผู้นำของไทยในสายตาของประชาคมโลกคือเพื่อนบ้านพม่าที่วิพากษ์วิจารณ์พม่าน้อยที่สุด

ประการที่สอง ความสัมพันธ์ระหว่างพม่าและไทยในระยะหลังมักมีแต่เรื่องที่เป็นวาระซ่อนเร้น เกือบจะเสียทุกเรื่อง โดยเฉพาะเมื่อผู้นำที่เก่งกาจของพม่าหว่านผลประโยชน์ต่างๆ ให้กับไทยและประเทศต่างๆ ในอาเซียน

ยิ่งเมื่อตุลาคม 2547 เมื่อไทย อาเซียนและโลกตะวันตกได้สูญเสียช่องทางการติดต่อเชื่อมโยงกับพม่า นั่นคือ เมื่อ พลเอกขิ่น ยุ้นต์ ถูกกำจัดออกไปจากศูนย์กลางอำนาจของพม่า การเดินทางอย่างรีบด่วน และลับมากของผู้นำไทย ก็เท่ากับว่าเป็นความสำเร็จ หลังจากทางการไทยพยายามจะต่อให้เชื่อมติดกับศูนย์กลางอำนาจใหม่ในพม่ามาเป็นเวลานาน

ครั้นเมื่อย้อนกลับไปดูผลประโยชน์ต่างๆ ที่ฝ่ายไทยมีในพม่า เป็นเรื่องยากที่ท่านนายกฯ ของไทยจะปฏิเสธได้ว่า ธุรกิจโทรคมนาคมและดาวเทียมของบริษัทครอบครัวของท่านเจริญก้าวหน้าขึ้นมาอย่างบังเอิญในพม่า ในช่วงที่ท่านเป็นผู้นำของประเทศและเป็นผู้บุกเบิกความเข้าใจและการเข้าไปช่วยพัฒนาพม่าในด้านต่างๆ

เรื่องธุรกิจโทรคมนาคมของบริษัทครอบครัวท่านนายกฯ ที่ได้ขายไปให้กับบริษัทเทมาเส็กของสิงคโปร์แล้ว ยังเป็นสิ่งที่สร้างความสับสนให้กับฝ่ายต่างๆ จนถึงทุกวันนี้ ทำไมยังมีข่าวจากสื่อมวลชนไทยว่า เจ้าหน้าที่บริษัทโทรคมนาคมของครอบครัว ยังคงทำงานและบริหารกิจการในพม่าต่อไป

แม้แต่ก่อนที่ท่านนายกฯ ทักษิณจะเดินทางไปพม่าครั้งนี้หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ก็ยังรายงานว่า มีเจ้าหน้าที่ของบริษัทเดินทางไปพม่าล่วงหน้า

เมื่อความจริงค่อยๆ ปรากฏ

ถ้าสิ่งที่เจ้าหน้าที่บริษัทธุรกิจโทรคมนาคมที่เคยเป็นของครอบครัวนายกฯ ชี้แจงว่า บริษัทเพียงทำหน้าที่ขายอุปกรณ์ ให้หน่วยงานรัฐบาลพม่า เป็นเรื่องจริง และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเยือนพม่าอย่างเร่งด่วนของนายกรัฐมนตรีไทย (มติชน 12 สิงหาคม 2549 หน้า 3) ภาพที่น่าสนใจกว่าก็ค่อยๆ ปรากฏออกมา กล่าวคือ บริษัทครอบครัวของท่านนายกฯ อาจจะกำลังโอนย้ายกิจการธุรกิจโทรคมนาคมในพม่าให้กับบริษัทเทมาเส็กของสิงคโปร์อย่างเป็นขั้นตอน

น่าตื่นเต้นที่สุด บริษัทครอบครัวไทยอาจจะมีการย้ายการลงทุนจากธุรกิจโทรคมนาคม ไปสู่ธุรกิจพลังงาน โดยเริ่มวางแผนธุรกิจด้านพลังงานที่พม่านี่เอง แน่นอน ธุรกิจพลังงานนี้เป็นการลงทุนในระดับภูมิภาค ไม่ใช่เฉพาะพม่าเท่านั้น

คำอธิบายของท่านนายกฯ ทักษิณเองทำให้ภาพนี้ชัดเจนขึ้น ท่านกล่าวในรายการวิทยุนายกฯ ทักษิณคุยกับประชาชนว่า "...ที่ตนไปพม่า ปตท. เราไปได้สัมปทานบ่อขุดก๊าซมา เขาสำรวจมาแล้วปรากฏว่า พบทั้งก๊าซ พบทั้งน้ำมัน กำลังอยู่ระหว่างการนำขึ้นมาใช้ ปรากฏว่าก๊าซที่พบบ่อเดียว มีเกือบเท่าอ่าวไทย..." (กรุงเทพธุรกิจ 12 สิงหาคม 2549 )

การค้นพบน้ำมันจำนวนมหาศาลในพม่า การย้ายการลงทุนจากธุรกิจโทรคมนาคมไปสู่พลังงาน และเสียงเรียกตามสายตรงจากหน่วยข่าวกรองพม่าคือ ภาพแห่งวาระซ้อนเร้นที่ค่อยๆ เผยตัวออกมา ดังนั้น ระหว่างที่พูดในรายการวิทยุวันเสาร์นั้น ท่านนายกฯ จึงไม่ลืมการกล่าวถึงความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของพม่า การซื้อสินค้าไทยและไทยต้องเป็นเพื่อนที่ดีของพม่า

แต่ทั้งหมดนี้อาจจะมาทีหลังและเป็นมูลค่าน้อยนิดเมื่อเทียบกับมูลค่า และผลประโยชน์ของบริษัทข้ามชาติที่เข้าไปลงทุนด้านพลังงานในพม่า

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลย การนัดหมายล่วงหน้าเพื่อเยือนกัมพูชาเพราะเดินหน้าเจรจากับนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ช่างเป็นเรื่องบังเอิญเหลือเกิน การเจรจาระหว่างไทยกับกัมพูชาก็มีเนื้อหาที่เชื่อมโยงธุรกิจพลังงานในกัมพูชาคือ ความต้องการพลังงานเพื่อป้อนอุตสาหกรรมในกัมพูชาจะเกิดขึ้นจากการเจรจาเรื่องปัญหาทับซ้อนทางทะเล พร้อมกับข้อเสนอ สูตรการให้ความช่วยเหลือด้านเงินกู้จากไทย การว่าจ้างบริษัทรับเหมาก่อสร้างไทยและการซื้อวัสดุก่อสร้างไทย สินค้าไทย

ฟังดูเป็นสูตรความช่วยเหลือจากไทยที่มีระบบคิดแบบเดียวกับไทยช่วยเหลือพม่า

อย่างไรก็ตาม ถ้าเราเอาอดีตเป็นบทเรียน เงินกู้ต่อพม่าตกอยู่กับบริษัทกระดาษหรือนอมินีของไทย ธุรกิจโทรคมนาคมไทย ก็เติบโตขึ้นในพม่าด้วยกลไกอันนี้ มาคราวนี้ เพียงเปลี่ยนจากธุรกิจโทรคมนาคมเป็นธุรกิจพลังงาน ที่มีสูตรความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเป็นกลไกหนึ่งนั่นเอง

รอรูปธรรมความร่วมมือระหว่างไทย-พม่า-กัมพูชาปรากฏออกมา เราจะเห็นวาระที่ซุกซ่อนเหล่านั้นเผยโฉมออกมาเอง

หน้า 26