|
||||||||||||||
|
ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากไข้หวัดนก
หน้าต่างเศรษฐกิจ : เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2549 กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ดูเหมือนว่าปีนี้ข่าวไข้หวัดนกไม่ได้รับความสนใจมากเหมือนปีก่อนๆ คงเป็นเพราะว่าช่วงนี้มีข่าวที่น่าสนใจเกิดขึ้นหลายเรื่องด้วยกัน มีทั้งข่าวการเมือง ข่าวสงครามระหว่างอิสราเอลกับเลบานอน และข่าวการจับกุมผู้ก่อการร้ายที่วางแผนก่อวินาศกรรมในอังกฤษและสหรัฐอเมริกา ในอดีตนั้น ชาวโลกได้เผชิญกับหายนะจากเชื้อไวรัสไข้หวัดมาหลายครั้ง ครั้งล่าสุดก่อนหน้านี้เป็นการระบาดของไข้หวัดสเปน (Spanish Flu) เกิดขึ้นเมื่อปี 1918 ซึ่งตรงกับช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 การระบาดครั้งนั้น ทำให้ประชากรโลก ล้มหายตายจากไปกว่า 20 ล้านคน ว่ากันว่า จำนวนคนตายจากไข้หวัดมีมากกว่าจำนวนคนตายจากสงครามโลกครั้งที่ 1 เสียอีก ความสูญเสียนี้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ สภาพจิตใจ ภาวะเศรษฐกิจ และการเมือง ของประเทศที่ต้องเจอกับการระบาดของไข้หวัดสเปนอย่างรุนแรง จนถึงวันนี้ ยอดผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดนกในประเทศไทยจะมีไม่มากนัก เราก็ไม่ควรประมาทเชื้อไวรัส H5N1 อาจแผลงฤทธิ์ขึ้นมาเมื่อไรก็ได้ โดยธรรมชาติของไวรัสนั้น หากได้ติดเครื่องแล้ว การระบาดจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นทวีคูณ ยากแก่การควบคุมอย่างยิ่ง ต้องขอชมหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงเกษตร ที่ได้ทำหน้าที่กันอย่างสุดฝีมือ จนควบคุมการระบาดไว้ได้ในระดับหนึ่ง เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank หรือ ADB) ได้ทำการศึกษาถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการระบาดของไข้หวัดนกที่จะเกิดขึ้นกับทวีปเอเชีย โดยได้ว่าจ้างให้ทีมนักเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดทำการประเมินมูลค่าความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ภายใต้ข้อสมมติว่า หากเกิดการระบาดจะมีประชากรในประเทศติดเชื้อประมาณร้อยละ 20 ของประชากร และมีผู้เสียชีวิตร้อยละ 0.5 ของจำนวนผู้ติดเชื้อทั้งหมด ซึ่งการวิเคราะห์ผลกระทบ มีสถานการณ์สมมติสองกรณี คือ กรณีผลกระทบระดับไม่รุนแรง และกรณีผลกระทบระดับค่อนข้างรุนแรง สถานการณ์แรก กรณีผลกระทบไม่รุนแรง การระบาดส่งผลให้การจับจ่ายใช้สอย เพื่อซื้อหาสินค้าของคนในประเทศ การส่งออก และการลงทุน ลดลงร้อยละสามเป็นระยะเวลาติดต่อกันหกเดือน และคนงานที่ติดเชื้อเจ็บป่วย จนไม่สามารถมาทำงานได้เป็นเวลาสองสัปดาห์ และอาจมีคนงานบางส่วนขาดงานต่อไปอีก เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับโรคระบาด สถานการณ์นี้จะทำให้กำลังซื้อรวมและการใช้จ่ายเพื่อการลงทุนของทวีปเอเชียหายไปประมาณ 99.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.8 ล้านล้านบาท) คิดเป็นร้อยละ 2.3 ของ GDP รวมของเอเชีย ด้านการผลิต มูลค่าการผลิตจะลดลงประมาณ 14.2 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 5.4 แสนล้านบาท) คิดเป็นร้อยละ 0.3 ของ GDP รวมของเอเชีย สำหรับประเทศไทยกำลังซื้อรวมและการใช้จ่ายเพื่อการลงทุนจะหายไปประมาณ 9.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.8 แสนล้านบาท) คิดเป็นร้อยละ 6.3 ของ GDP ของไทย มูลค่าการผลิตจะลดลงประมาณ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,900 ล้านบาท) คิดเป็นร้อยละ 0.3 ของ GDP ของไทย ถ้าเป็นสถานการณ์ที่สองซึ่งรุนแรงกว่า การระบาดจะทำให้ประชาชนและนักลงทุนขาดความเชื่อมั่น กำลังซื้อและการลงทุน จะลดต่ำลงกว่าเดิมเป็นเวลาติดต่อกันสองปี ส่งผลให้การผลิตและการจ้างงานลดลงตามไปด้วย กำลังซื้อรวมและการใช้จ่ายเพื่อการลงทุนของทวีปเอเชียหายไปประมาณ 282.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 10.7 ล้านล้านบาท) คิดเป็นร้อยละ 6.5 ของ GDP รวมของเอเชีย ด้านการผลิต มูลค่าการผลิตจะลดลงประมาณ 14.2 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 5.4 แสนล้านบาท) คิดเป็นร้อยละ 0.3 ของ GDP รวมของเอเชียเหมือนกันในกรณีแรก แต่ในระยะยาวแล้ว ความเสียหายทางด้านการผลิตจะมีมากกว่านี้ เนื่องจากการบริโภคและการลงทุนที่ลดลง ทำให้ผู้ผลิตต้องลดการผลิต ส่งผลให้มีปัญหาการว่างงานเพิ่มขึ้นในระยะยาว ผลกระทบต่อประเทศไทย กำลังซื้อรวมและการใช้จ่ายเพื่อการลงทุนจะหายไปประมาณ 17.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.7 แสนล้านบาท) คิดเป็นร้อยละ 11.4 ของ GDP ของไทย มูลค่าการผลิตจะลดลงประมาณ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,900 ล้านบาท) คิดเป็นร้อยละ 0.3 ของ GDP ของไทย ตามมาด้วยปัญหาด้านการผลิตและการว่างงานในระยะยาว เห็นตัวเลขแล้วคงพอจะเห็นภาพว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจะมากมายขนาดไหน น่าแปลกใจที่ไม่มีพรรคการเมืองนำเรื่องนี้ เป็นประเด็นในการหาเสียงเลย ทั้งๆ ที่มูลค่าความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นมากกว่ามูลค่าการลงทุนในโครงการใหญ่ๆ ของรัฐบางโครงการเสียอีก หรือทุกพรรคคิดเหมือนกันว่าจะผลักภาระให้กับข้าราชการประจำแต่เพียงฝ่ายเดียว? ประสิทธิภาพในการควบคุมโรคระบาดจะมีมากน้อยแค่ไหนนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับความร่วมมือของประชาชนทุกคนอีกด้วย หากเราปล่อยปละละเลยไม่ใส่ใจคิดว่าธุระไม่ใช่ ตัวเลขสมมติเหล่านี้อาจกลายเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงก็ได้ ถึงวันนั้นจะมานั่งเสียใจทีหลังก็คงจะสายเกินไปเสียแล้ว
|