|
||||||||||||||
|
ถึงเวลา ระบบเงินไทย
มีอิสระ
ลดพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐ
วัชรา จรูญสันติกุล และอุไรวรรณ ภู่วิจิตรสุทิน กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2549 วัชรา จรูญสันติกุล และอุไรวรรณ ภู่วิจิตรสุทิน จับประเด็นข้อเสนอให้การขับเคลื่อนของระบบการเงินไทย ต้องมีอิสระลดพึ่งพาเงินสหรัฐ ขณะที่ ดร.ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ ตั้งคำถามสำคัญ...ทำอย่างไร? ให้ระบบการเงินไทยได้เข้าไปเชื่อมโยงกับโลกมากกว่าภูมิภาค กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ทอม ชิลเลอร์ แห่งไฟแนนเชียล ไทมส์ ที่เขียนบทความเรื่อง "เอเชียต้องลดพึ่งพาตลาดสหรัฐ" หรือ "Asia must reduce its reliance on America's markets" ได้ชี้ให้เห็นว่าการเติบโตอย่างต่อเนื่องของเอเชีย ถือเป็นประเด็นถกเถียงกันมากขึ้น เพราะเป็นประเด็นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกและพัฒนาการระหว่างประเทศ "เพราะตลอด 40 ปีที่ผ่านมา ส่วนแบ่งของจีดีพีเอเชียเทียบกับทั่วโลก เพิ่มขึ้น 2 เท่าเป็น 30% และการเติบโตรวดเร็วใน 4 ช่วงอายุคนก่อให้เกิดพลวัตการขับเคลื่อนที่ควรมีอยู่ต่อเนื่องไปจนถึงอนาคตซึ่งยังไม่อาจคาดการณ์ได้ จึงเกิดความวิตกว่า รากฐานเศรษฐกิจเอเชียจะแข็งแกร่งหรือไม่อย่างไร? สิ่งใดจำเป็นต้องดำเนินการ เพื่อลดความเปราะบางของภูมิภาค อันเกิดจากภาวะตื่นตระหนกในต่างประเทศ" บทความดังกล่าวค่อนข้างสอดคล้องกับการจับประเด็นในงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2549 ของธนาคารแห่งประเทศไทย ในหัวข้อเรื่อง "ความเชื่อมโยงทางการเงินในเอเชียตะวันออก และนัยต่อการเจริญเติบโต และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของภูมิภาค" หรือ Role of Financial Integration in East Asia in Promoting Regional Growth and Stability เสนอโดย ดร.ชัยพัฒน์ พูนพัฒน์พิบูลย์ ดร.สุรัช แทนบุญ และนางสาวพรนภา ลีลาพรชัย นักวิชาการสายนโยบายการเงิน สรุปว่า ปัจจุบันความเชื่อมโยงทางการเงินระหว่างประเทศของภูมิภาคอยู่ในระดับต่ำ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับกลุ่มประชาคมยุโรปแล้ว ประเทศในภูมิภาคควรสร้างความเชื่อมโยงทางการเงินให้เกิดขึ้น เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะภาคการเงิน ที่ช่วยให้เกิดเสถียรภาพเศรษฐกิจ แต่ต้องมีมาตรการเพื่อลดความเสี่ยงของวิกฤตการณ์ด้านการเงิน ที่อาจจะเกิดขึ้นภายหลังการเชื่อมโยงทางการเงิน โดยเฉพาะเมื่อเศรษฐกิจจีน และอินเดียมีบทบาทในภูมิภาคเอเชียมากขึ้น ได้ส่งผลให้เกิดความเชื่อมโยง และความร่วมมือกันในภาคการเงิน ระหว่างประเทศในภูมิภาคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจาก ความเชื่อมโยงจะทำให้สินทรัพย์ในภูมิภาคมีขนาดใหญ่เป็นที่สนใจของนักลงทุน และยังช่วยกระจายความเสี่ยง แต่ความร่วมมือนี้ไม่ควรมองเพียงประเทศในภูมิภาค แต่ต้องมองถึงความร่วมมือในภูมิภาคอื่น ทั้งนี้ ปัจจุบันความเชื่อมโยงทางการเงินในภูมิภาคเอเชีย อยู่ในระดับต่ำทั้งด้านผลผลิต ปริมาณและราคา โดยทางด้านผลผลิตแสดงถึงภูมิภาคที่มีข้อจำกัดการเคลื่อนย้ายเงินทุน ในแง่ปริมาณแสดงถึงประเทศในภูมิภาคส่วนใหญ่ ต้องพึ่งพาสินเชื่อ และเงินทุนจากยุโรป มากกว่าในกลุ่มประเทศภูมิภาคเดียวกัน โดยเฉพาะเงินจากยุโรปไหลมา กลุ่มประเทศเอเชียสูงกว่าเงินที่ไหลจากเอเชียด้วยกันถึง 4 เท่าในปัจจุบัน ส่วนเรื่องราคาก่อนการลอยตัวค่าเงินหยวนนั้น ซึ่งอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ยเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกัน แต่หลังลอยตัวค่าเงินหยวนแต่ละประเทศเคลื่อนไหวในทิศทางที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ การเชื่อมโยงทางการเงินของประเทศในเอเชียจะช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตจากการค้าขายในภูมิภาคมีมากขึ้น การลงทุนที่จะเกิดตามมา โดยปัจจุบัน ญี่ปุ่นถือครองเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐสูงเช่นเดียวกับจีน หากนำเงินลงทุนของทั้งสองประเทศมาลงในเอเชีย ก็จะช่วยกระจายความเสี่ยงลงทุน และช่วยพัฒนาระบบสถาบันการเงินให้เข้มแข็ง ท้ายสุด เศรษฐกิจในภูมิภาคจะมีการเติบโตสูงขึ้น แต่ในทางกลับกัน การเชื่อมโยงทางการเงิน อาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อภูมิภาค ในเรื่องการเคลื่อนย้ายเงินทุน ความเสี่ยงจากนวัตกรรมใหม่ เพราะเมื่อประเทศหนึ่งมีปัญหาด้านการเงิน ก็จะส่งผลต่อประเทศอื่น ซึ่งเป็นเรื่องต้องระวัง โดยเฉพาะเสถียรภาพทางด้านการเงิน และโอกาสที่จะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับประเทศตลาดใหม่ เมื่อประเทศเปิดเสรีในขณะไม่มีความพร้อม เงินทุนเคลื่อนย้ายไหลออกสูงเทียบกับจีดีพี ดังตัวอย่าง ประเทศไทยที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ มีเงินทุนไหลออกถึง 26% ของจีดีพี ขณะที่หลายประเทศก็เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ทำให้ต้องใช้เวลานาน 40 เดือนกว่าที่เศรษฐกิจจะกลับเข้าสู่ปกติ โดยที่มีระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่ยืดหยุ่นมากขึ้น มีภาระหนี้สินลดลง รวมถึงจัดการความเสี่ยงที่โปร่งใสมากขึ้น ทำให้กลุ่มประเทศในเอเชียจำเป็นต้องสร้างความร่วมมือป้องกันความเสี่ยงด้านต่างๆ เพื่อลดการพึ่งพากองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟ ดร.ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยหรือทีดีอาร์ไอ นำเสนอว่า ความเชื่อมโยงทางการเงินระหว่างประเทศในภูมิภาค ยังมีข้อจำกัดหลายด้าน โดยเฉพาะข้อเสนอให้มีความร่วมมือระหว่างกัน เพื่อสร้างระบบการเงินและเศรษฐกิจให้เข้มแข็ง และเพื่อป้องกันความเสี่ยง เพราะปัจจุบันความร่วมมือป้องกันในประเทศก็ยังถือว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก และเป็นเหตุผลที่การลงทุนระหว่างประเทศในเอเชียด้วยกัน มีน้อยกว่าจากตะวันตก เนื่องจากมีต้นทุนในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนที่สูงกว่า เพราะทุกประเทศใช้อัตรากลางในการแลกเปลี่ยนด้วยดอลลาร์สหรัฐ โดยที่ความต้องการรวมสกุลเงินในเอเชียยังเป็นแค่ความฝัน "ถึงเวลาแล้วที่ประเทศในเอเชียที่ถือครองทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศรวมกันมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลก จะต้องพยายามนำเงินทุนสำรองมา Recycle Surplus ให้เป็นเงินทุนสนับสนุนในระยะยาว หรือ Long Term Financing ไม่ใช่เป็นแค่เงินทุนระยะสั้นเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งจะเป็นโอกาสให้เกิดการพัฒนาตลาดเงินทุนของเอกชนในภูมิภาคขึ้นมา ไม่ใช่มีเพียง Asian Bond Fund ที่เป็นการระดมทุนระยาวให้กับภาครัฐ" ประธานทีดีอาร์ไอ ย้ำว่า ตอนนี้มาถึงคำถามที่ว่า จะทำอย่างไร? ที่จะทำให้ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในภูมิภาคเอเชียเป็น 'อิสระ' ที่สามารถลดพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยที่ผ่านมา เห็นได้ว่า ส่วนต่างของเงินบาทเทียบเงินดอลลาร์สหรัฐนั้นมีแค่ 0.37% ขณะที่ส่วนต่างของเงินบาทกับเงินเยน นั้นมีถึง 1.18% แม้กระทั่งดอลลาร์สิงคโปร์ ที่เปิดเสรีมากกว่า ก็มีส่วนต่างกับเงินดอลลาร์สหรัฐเพียง 0.48% แต่มีส่วนต่างกับเงินเยนถึง 2% "และคำถามสำคัญก็คือ ทำอย่างไรให้ระบบการเงินไทยเข้าไปเชื่อมโยงกับโลก มากกว่าจะทำให้เพียงเชื่อมโยงกับภูมิภาค"
|