หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ระเบิดเวลา วิกฤติน้ำมันของไทย

วัชรา จรูญสันติกุล กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2549

วัชรา จรูญสันติกุล รวบยอดปัญหาวิกฤติน้ำมันของไทย ไฮไลต์สำคัญจากวงสัมมนาวิชาการปี 2549 ของธนาคารแห่งประเทศไทย ถึงเวลาที่ไทยต้องมีนโยบายพลังงานและน้ำมันแห่งชาติ ก่อนที่วิกฤตการณ์น้ำมันรอบที่สามในวันนี้ จะลุกลามใหญ่ใน 5 ปีข้างหน้า

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ :

โครงสร้างพลังงานและน้ำมันของไทยกำลังไปสู่ระบบผูกขาดมากขึ้นโดยอาจจะเหลือ 'ผู้เล่นรายใหญ่' เพียง 2 รายที่จับมือเป็นพันธมิตรกัน ระหว่าง ปตท. กับ กฟผ. กลายเป็น 'ผู้กุมชะตา' พลังงานของประเทศในอนาคตอันใกล้ และเป็น 'ผู้กำหนด' ราคาซึ่งจะส่งผลกระทบกับ 'ผู้บริโภค' ให้ต้องรับภาระทั้งหมด หากรัฐบาลไม่ทบทวน หรือปรับเปลี่ยนนโยบายด้านพลังงาน ของประเทศเสียใหม่ ในช่วงที่ราคาน้ำมันตลาดโลก ยังคงมีราคาแพงขึ้นระยะ 5 ปีจากนี้ไป

โดยไทยอาจเป็นประเทศหนึ่งในโลกที่มีต้นทุนพลังงานแพงที่สุดถึงหน่วยละ 14-18 บาท แทนที่จะเป็น 5-6 บาท คือเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่าตัว หากจัดการแผนพลังงานหมุนเวียนมาใช้ไม่ทันกาล

เนื้อหาดังกล่าวเป็นไฮไลต์สำคัญหนึ่งในงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2549 ของธนาคารแห่งประเทศไทย โดย ดร.ยรรยง ไทยเจริญ นางสาวจริยา เปรมศิลป์ และนางสาววัสยา ลิ้มธรรมมหิศร นักเศรษฐกรสายนโยบายการเงิน ได้นำเสนอบทความเรื่อง การสิ้นสุดของยุคราคาน้ำมันต่ำ : บทเรียนและความท้าทายสำหรับยุทธศาสตร์พลังงานของไทย ระบุว่า

ราคาน้ำมันมีแนวโน้มสูงต่อเนื่อง จากอุปสงค์ของน้ำมันที่ยังขยายตัวของจีนและอินเดียที่มีประชากร 2 ใน 5 ของโลก และมีการขยายตัวเศรษฐกิจที่สูง จึงทำให้คาดการณ์ว่า มีโอกาสน้อยมากที่ราคาน้ำมันจะกลับไปอยู่ในระดับต่ำในอดีตระหว่างปี 1986-2000 ดังนั้น ทุกประเทศจำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์ด้านพลังงาน เพื่อรองรับสถานการณ์พลังงานของโลก ที่กำลังเปลี่ยนแปลง

ถึงแม้ประเทศไทยได้พบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ซึ่งช่วยลดสัดส่วนการพึ่งพาการใช้พลังงานน้ำมันลง แต่เศรษฐกิจไทยยังเปราะบางต่อการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน จากการนำเข้าน้ำมันกว่า 90% ของปริมาณการใช้น้ำมัน หากไทยไม่เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำมันที่ดีพอ ฐานะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจากการนำเข้าน้ำมันที่สูงจะสูงขึ้น และหลังจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกได้เพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่าตัวตั้งแต่ต้นปี 2002 และมีท่าทีจะปรับตัวสูงขึ้นต่อไปอีก

โดยประเมินว่า ระยะ 5 ปีข้างหน้าระหว่างปี 2007-2011 ในกรณีธรรมดาหากราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยที่ 71 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไทยจะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดตั้งแต่ 1.3% ถึง 2.8% ของจีดีพี และกรณีเลวร้ายที่สุด หากราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยที่ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไทยจะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูง 1.7% ถึง 3.8% ของจีดีพี ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจระยะยาวได้ โดยราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทุก 1% จะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว 0.03% ดังนั้น ในกรณีเลวร้ายที่สุด เศรษฐกิจของไทยในช่วง 5 ปีจากนี้ไปจะขยายตัวต่ำกว่า 4% ต่อปี อยู่ในระดับ 3.7-3.8% ต่อปีเท่านั้น

เมื่อพิจารณาโครงสร้างราคาน้ำมันในปัจจุบัน พบว่า มีการเก็บภาษีในหลายรูปแบบ ได้แก่ ภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล ภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งเงินเข้ากองทุนน้ำมัน และกองทุนอนุรักษ์พลังงาน แต่ไม่ชัดเจนว่า มีการกำหนดภาษีเพื่อสะท้อนต้นทุนในมิติต่างๆ ที่สามารถช่วยจัดการกับปัญหาการตลาดที่ล้มเหลว

ประเด็นคงไม่ใช่ว่าภาษีของไทยควรอยู่ในระดับเดียวกันกับประเทศอื่น เช่น อียู เพราะรายได้นั้นแตกต่างกันมาก แต่ที่น่าสนใจคือ ภาษีน้ำมันของไทยไม่ได้สะท้อนต้นทุนในหลายมิติให้ถูกต้อง ทำให้ไทยพึ่งพาการใช้น้ำมันมากเกินไป หากรัฐต้องการให้เอกชนหันมาพัฒนาพลังงานทดแทน ภาครัฐจำเป็นต้องสร้างแรงจูงใจผ่านการอุดหนุนการผลิตหรือการใช้พลังงานรูปแบบใหม่ ซึ่งต้องใช้งบประมาณมาก โดยราคาน้ำมันที่ต่ำมากใน 20 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้สร้างแรงจูงใจให้ภาคเศรษฐกิจต่างๆ ใส่ใจกับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

นอกจากนี้ ประสบการณ์ในปี 2004-2005 ชี้ว่า รัฐบาลไม่ได้พิจารณาจากตลาดน้ำมันอย่างเพียงพอ เกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันและแนวโน้มข้างหน้า ทำให้มองเห็นว่าการนำมาตรการ 'ตรึงราคาน้ำมัน' ในประเทศมาใช้จนเกิดผลเสียและความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว

ท้ายบทความชี้ว่า ประเทศไทยจำเป็นอย่างยิ่งต้องแก้ไขปัญหาด้วยการหาพลังงานอื่นมาชดเชย โดยเฉพาะการใช้พลังงานชีวภาพ หากนำมาผสมชดเชยเบนซินในสัดส่วน 10% และดีเซลในสัดส่วน 20% ก็จะช่วยลดภาระต้นทุนด้านขนส่งที่ยังต้องพึ่งพาน้ำมันถึง 80% ในปัจจุบันได้

ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการพลังงานของไทย ได้ร่วมวิพากษ์วิจารณ์ในเวทีสัมมนาครั้งนี้ กล่าวว่า ในโลกปัจจุบันควรจะต้องส่งเสริมให้มีการแข่งขันในกิจการพลังงานโดยอยู่บนพื้นฐานที่เท่าเทียมกัน และยกเลิกการเข้าไปแทรกแซงหรือบิดเบือนราคา เพื่อให้ราคาสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง โดยหากต้องการช่วยคนจนก็ใช้วิธีอื่นได้ เพราะถ้าใช้เรื่องราคาน้ำมันอาจจะก่อให้เกิดช่องโหว่ได้

วิกฤตการณ์น้ำมันโลก 2 ครั้งที่เป็นบทเรียนจากอดีต ไทยเคยมีการควบคุมราคาน้ำมัน ซึ่งสุดท้ายแทนที่จะเป็นผลดี ต่อผู้บริโภคกลับกลายเป็นผลเสีย ทำให้รัฐต้องยกเลิกการควบคุมราคา และหันมาใช้ค่าตลาดในการควบคุมราคาน้ำมันแทน

แต่ขณะนี้ ไทยก็ยังมีการเข้าแทรกแซงราคาค่อนข้างมาก ซึ่งหากยังคงแทรกแซงต่อไป ก็จะทำให้เกิดผลเสียเหมือนในอดีตได้ โดยเฉพาะโครงสร้างราคาพลังงานถูกบิดเบือน โดยในปัจจุบันแม้ดีเซล และเบนซินจะสูงขึ้น แต่ก็ยังมีการควบคุมราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ทำให้คนหันไปใช้แอลพีจีเพิ่มขึ้นสูงผิดปกติ เนื่องจากมีการชดเชยราคาถึงลิตรละ 1.90 บาท

โดยในครึ่งแรกของปีนี้การใช้แอลพีจีเพิ่มขึ้นถึง 50% ซึ่งการเพิ่มขึ้นนี้สุดท้ายจะนำไปสู่รายได้ภาษีที่ลดลงเฉลี่ย 150 ล้านบาทต่อเดือน หรือ 900 ล้านบาท ในช่วง 6 เดือนแรกของปี ดังนั้น ปัญหาแอลพีจียังเป็นปัญหาที่น่าหนักใจ ตราบที่รัฐไม่ยกเลิกการอุดหนุนราคาก๊าซ

"โครงสร้างพลังงานของไทยมีความไม่เหมาะสม โดยใช้เบนซิน ดีเซลแพงแล้ว แต่แอลพีจียังถูก จึงควรลดความต่างของราคาน้ำมันกับก๊าซลง ราคาแอลพีจีควรขึ้น แต่คงทำได้ยากเพราะรัฐมนตรีกลัวการขึ้นแอลพีจี ทั้งๆ ที่จริงแล้วคนจนก็ไม่ได้ใช้ นอกจากนี้ กองทุนน้ำมันก็ควรยกเลิกไป เพราะเป็นเครื่องมือที่รัฐใช้เข้าแทรกแซงราคาน้ำมัน"

เช่นเดียวกันกับด้านไฟฟ้าของไทย ก็มีปัญหาจากการที่ไม่สนับสนุนให้มีการแข่งขัน ซึ่งจะนำไปสู่การคิดริเริ่มสร้างสรรค์ใหม่ๆ ซึ่งจะทำให้ไทยมีไฟฟ้าราคาถูก นอกจากนี้ การพัฒนาพลังงานหมุนเวียนของไทยก็จะต้องพิจารณา เกี่ยวกับความคุ้มค่าด้านเศรษฐศาสตร์ให้ชัดเจน

ดร.ปิยสวัสดิ์ตบท้ายว่า รัฐบาลในอนาคตหากไม่ปรับเปลี่ยนนโยบายด้านพลังงานเสียใหม่ ระบบซื้อขาย และลงทุนในกิจการพลังงานครบวงจร ของรัฐวิสาหกิจใหญ่ ที่มีสัญญาผูกพันในระยะยาว จะนำไปสู่การผูกขาดในที่สุด โดยทำลายคู่แข่งขันภาคเอกชน และในตอนท้ายความเดือดร้อนจะตกอยู่กับผู้บริโภคต้องใช้พลังงานแพง