|
||||||||||||||
|
เลิกรายการ
ยูบีซีอะคาเดมี
แฟนเทเชีย เถอะ
คอลัมน์ ชีวิตเศรษฐกิจ โดย ดร.ฉวีวรรณ สายบัว ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3819 (3019) มีโอกาสได้ติดตามชมรายการ อะคาเดมี แฟนเทเชีย ซีซั่น 3 (หรือ AF 3) อีกครั้ง ซึ่งเมื่อรายการเพิ่งเริ่มต้นไปเพียงวีกที่ 3 (จากระยะเวลาของรายการทั้งหมด 10 วีก) ก็เกิดเหตุการณ์ที่สร้างความตกตะลึงหรือช็อกคนดูรายการทั่วประเทศ (ผ่านทางยูบีซีและโมเดิร์นไนน์ทีวี) จากเหตุการณ์ที่นักล่าฝันในรายการที่มีความแตกต่างและโดดเด่นมากที่สุด (จากนักล่าฝันทั้งหมด 13 คน) ของ AF 3 คือ น้องพชร พูลสวัสดิ์ หรือ น้องเพชร วี 2 ต้องออกจากบ้านออกจากรายการไป เพียงในวีกที่ 3 ที่ผ่านมา แบบชนิดค้านสายตาคนดูทั้งประเทศสุดๆ (ทั้งๆ ที่ด้วยคุณสมบัติและความสามารถทั้งปวง เธอน่าจะได้เป็นเดอะวินเนอร์หรืออย่างน้อยที่สุดติด 1 ใน 3 ของนักล่าฝันที่จะได้รับรางวัลในท้ายที่สุดของ AF 3) เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวมันจึงได้สร้างผลกระทบในทางทำลายความรู้สึกของผู้คนแบบเกินไปจริงๆ ยิ่งประกอบกับการบังคับให้คนดูต้องโหวตผ่าน SMS เข้าไปเชียร์นักล่าฝันที่ตนชื่นชอบผ่านทางระบบทรูมูฟเท่านั้น (เป็นการทำธุรกิจด้วยจิตใจและสปิริตที่คับแคบและตื้นเขินมาก ไม่คำนึงถึงสิทธิและอธิปไตยของผู้บริโภค และมีปัญหาในเรื่องซีเอสอาร์หรือความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจ) จึงทำให้เกิดความรู้สึกที่ไม่ดีต่อรายการขึ้นมาก รายการจืดชืดลงสนิทและเกิดคำถามหรือปัญหาขึ้นในใจของผู้ติดตามชมรายการขึ้นมาว่า "รายการนี้มีไปเพื่ออะไร ?" "เพื่อค่าเพื่อประโยชน์อะไร ?" และคนที่ติดตามชมรายการต้องกลับมาพิจารณาตนเองว่า สมควรที่จะเข้าร่วมสังฆกรรม หรือติดตามดูรายการนี้ต่อไปหรือไม่ ? และจนกระทั่งถึงคำถามว่า "รายการนี้ควรจะเลิกไปเสียเลยจะดีกว่ารึเปล่า ?" ผู้เขียนเคยเขียนบทความถึงรายการนี้ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจมาก่อนเมื่อปีที่แล้วภายใต้ชื่อเรื่อง "มองปัญหาคนในสังคมไทยผ่าน เรียลิตี้โชว์ อะคาเดมี แฟนเทเชีย 2 ถึง 4 ตอนจบ" โดยเฉพาะเพื่อวิจารณ์ถึงส่วนที่เป็นจุดอ่อนสุด จุดในทางทำลายสุด หรือจุดที่เป็นปัญหาสุดของรายการ (ซึ่งอาจจะทำให้ส่วนดีของรายการมันห่างไกล หรือไม่ทัดเทียมกับส่วนที่เสียหรือสร้างความเสียหายให้เกิดขึ้น) ก็คือปัญหาในเรื่องวิธี กติกาหรือเกณฑ์ที่ใช้ในการตัดสินนักล่าฝันให้ต้องออก หรือให้ได้อยู่ในบ้านในรายการต่อไป และจนถึงได้เป็นเดอะวินเนอร์และตำแหน่งรองอื่นๆ ในที่สุด โดยใช้ผลโหวตเข้ามาเชียร์นักล่าฝันที่ตนชื่นชอบ จากผู้ชมทางบ้านผ่านทาง SMS (และดังกล่าวในปีนี้ก็ให้ผ่านระบบทรูมูฟเท่านั้น) (popular vote) และโดยไม่ฟังเสียงจากคณะผู้วิจารณ์ (commentators) ซึ่งมีความชำนาญ และประสบการณ์อยู่ในแวดวงเพลง และดนตรีของไทย ซึ่งถูกเชิญมาให้วิจารณ์การแสดงการร้องเพลงในคอนเสิร์ตทุกวันเสาร์ของนักล่าฝันแต่ละคน การตัดสินโดยกติกาหรือแนวทางของรายการที่วางเอาไว้ดังกล่าวมันจึงให้ผลออกมาในทางบิดเบี้ยว พลิกหรือค้านสายตาคนดูสุดๆ และมันบ่งบอกหรือสะท้อนให้เห็นการตัดสินกันไปผิดๆ การเลือกได้คนผิดๆ ไม่ยุติธรรม ไม่เป็นธรรม ไร้รสนิยม ไร้มาตรฐาน และมันไปสร้างและส่งเสริมสนับสนุนค่านิยมผิดๆ ค่านิยมที่สับสน และค่านิยมที่ต่ำเตี้ยที่ดำรงอยู่มากแล้วในสังคมไทยให้มันเฟื่องฟูและเลวร้ายลงไปอีก และที่มันออกมาเป็นผลเช่นนั้นและสร้างปัญหาในทางทำลายได้ดังกล่าวข้างต้น (ซึ่งไม่อาจคิดกันเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ซีเรียสมาก) เพราะมันมีเหตุที่มาและเป็นอยู่ของคนไทยและสังคมไทย ซึ่งแม้จนถึงปัจจุบันก็ยังถือได้ว่า เป็นสังคมที่คร่ำครึโบราณมาก (primitive society) เป็นสังคมระบบอุปถัมภ์ สังคมที่ยึดถือระบบพวกพ้อง ระบบเส้นสาย สังคมที่ผู้คนผูกพันกันเชิงอารมณ์ (emotional ties) ในแง่สีเดียวกัน โรงเรียนเดียวกัน สถาบันเดียวกัน รุ่นเดียวกัน จังหวัดเดียวกัน ภาคเดียวกัน เป็นเพื่อนและญาติพี่น้องกัน ทำให้นักล่าฝันที่มีพวกพ้องมากและมีพ่อแม่พี่น้องญาติร่ำรวย ก็ช่วยกันโหวตให้กันมาก และผู้หญิงซึ่งเป็นคนโหวตส่วนใหญ่ ก็ชอบแต่จะโหวตนักล่าฝันผู้ชายที่หน้าตาหล่อ เป็นที่ต้องตาต้องใจโดยไม่คิดถึงเรื่องอื่นกันเลย พฤติกรรมการโหวตจึงเป็นไปตามสิ่งและปัจจัยดังกล่าวที่ครอบงำผู้คนในสังคมไทย (ซึ่งตรงกันข้ามกับผู้คน และสังคมที่เจริญแล้วจะเป็นคนที่ใช้เหตุผล และสังคมที่ใช้เหตุผล (rational man/rational society) และโดยขาดหรือแทบจะไม่ให้ "ค่า" ไม่ให้ "ความหมาย" ไม่ให้ "ความสำคัญ" กับเรื่อง "พรสวรรค์" "คุณภาพ" "ศักยภาพ" และ "ความสามารถ" และแม้แต่ "ความเป็นมนุษย์ที่ดี" ของนักล่าฝันกันเลย นี่เป็นที่มาของอุปสรรคอันใหญ่โตของการพัฒนาเชิงคุณภาพ และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศทุกด้าน และปัญหาในลักษณะเดียวกันนี้มันก็เกิดให้เห็นเป็นวัฒนธรรมหรือพฤติการณ์แห่งชาติ (national behavior) ในทุกเรื่องของสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการเมืองที่ยังไม่เป็นประชาธิปไตยก็มาจากปัญหาของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง ที่ไม่สามารถโหวตหรือออกเสียงเลือกตั้งอย่างเป็นอิสระ (independent vote) จากความผูกพันเชิงอารมณ์ จากระบบอุปถัมภ์ จากระบบพวกพ้อง และการเมืองที่ใช้อำนาจและเงินซื้อเสียงได้ที่มันครอบงำ และพันธนาการผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมกันอยู่อย่างหนัก (ดังนั้นยากที่สังคมไทยจะได้ผู้นำที่แท้ (authentic leader) และแม้จะแก้ไขหรือปรับปรุงรัฐธรรมนูญกันอย่างไรก็ยากที่จะได้ประชาธิปไตยกันจริง) หรือนอกจากนี้แล้วก็ทำนองเดียวกันกับระบบการให้เกียรติ/เกียรติยศ การให้ตำแหน่งและรางวัล (reward system) ก็อยู่บนพื้นฐานหรือครอบงำโดยระบบอุปถัมป์ ระบบเส้นสาย ระบบของความเป็นพวกพ้องเดียวกัน พวกใครพวกมัน พวกมึงพวกกู ทำให้เกิดการบิดเบี้ยวผิดเพี้ยนกันไปหมด จนเป็นที่มาของวัฒนธรรมหรือคำพูด "ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป" คนดีจริง คนเก่งจริงในสังคมไทยจึงหาได้ยาก (หรือกลายเป็นข้อยกเว้น) และอยู่ได้ยากในสังคมไทย รวมทั้งสิ่งดีๆ และของที่มีคุณภาพมาตรฐานจึงโผล่ขึ้นมาให้เห็นและเกิดขึ้นได้ยากมากในสังคมไทย และสถานการณ์เหล่านี้เป็นที่มาของกระบวนการการทำลายตนเองและทำลายคนอื่นของสังคมไทย (self destruction) กลับมาอีกครั้งในกรณีของน้องเพชร วี 2 ที่เป็นนักล่าฝันที่มีความแตกต่างและโดดเด่นชัดเจนที่สุดจากนักล่าฝันที่เหลือของ AF 3 (และในสายตาของผู้เขียนก็โดดเด่นมากที่สุดในจำนวนนักล่าฝันทั้งหมดที่เคยมีมาทั้งใน AF 1 AF 2 และ AF 3) เมื่อได้เห็นเธอในรายการ AF 3 ตั้งแต่ครั้งแรกก็รู้สึกประทับใจ รู้เลยว่าเธอไม่ธรรมดา ไม่เหมือนเด็กไทยโดยทั่วไป แม้เธอจะอายุเพียง 18 ปี แต่เธอมีความเป็นตัวของตัวเองมาก (independent character) มีเอกลักษณ์ มีแนวทาง มีความคิดอ่านเป็นของตนเอง เข้าใจผู้อื่น เป็นคนจิตใจดี ใจกว้าง ใจเปิด ใจใหญ่ และมีความเป็นมนุษย์มาก เธอเป็นคนมีความรักและให้ความหมายความสำคัญมากกับเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน เป็นอดีตนักเรียน AFS และประทับใจและนิยมชมชื่นความมีจิตใจดีของผู้คนในประเทศยากจนในละตินอเมริกาที่เธอมีประสบการณ์ได้สัมผัส และในนักคิดและนักปฏิวัติชาวละตินอเมริกันอย่าง เช กูเวรา และเธอก็เป็นคนมีค่านิยมและทัศนคติที่ดีและมีความคิดอ่านไม่ตื้นเขินเลย (ไม่เหมือนเด็กไทยโดยทั่วไปในปัจจุบัน) คนเก่งและคนที่มีความสามารถอย่างเธอเลือกเองที่จะเรียนต่อในมหาวิทยาลัยรามคำแหงในสาขาที่เธอชื่นชอบ และเธอมีความสุขมากในการเรียนที่นี่ (น่าประทับใจมากที่เธอสามารถออกไปจากกรอบค่านิยมเดิมๆ ได้) การเป็นมนุษย์และเป็นคนที่มีบุคลิกภาพดังกล่าวมาเหล่านั้นของน้องเพชร กล่าวได้ว่าเป็นลักษณะ หรือเป็นบุคลิกภาพที่ต้องมีสำหรับการเป็นคนที่จะมีขีดความสามารถในการพัฒนาตนเอง ความสามารถในการเรียนรู้ เธอจึงเป็นคนที่มีความเก่ง มีฝีมือ มีทักษะที่จะทำอะไรได้ดีทุกอย่าง ดังเช่นที่เธอมีพรสวรรค์ และความสามารถในการร้องเพลงอย่างเยี่ยมยอด เธอสามารถเป็นแบบ (model) หรือภาพ (figure) ของการสร้างและพัฒนาเด็กไทยพันธุ์ใหม่ (ที่แตกต่างไปจากเดิม หรือที่เป็นปัญหาหนักมากในวันนี้) น่าสนใจมากว่าทำไมยังมีเด็กไทยอย่างน้องเพชร หลงเหลืออยู่ทั้งที่สภาพแวดล้อมทางสังคม วัฒนธรรมไทย ไม่เอื้อเลยที่จะยังมีเด็กไทย ที่สามารถรักษาความเป็นตัวของตัวเองได้ ส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมด ล้วนมีบุคลิกลักษณะแบบผู้ตาม (dependent personality) อันเป็นสาเหตุของการพังลงของทรัพยากรมนุษย์ไทยในปัจจุบัน ซึ่งการศึกษาไทยอย่างที่เป็นมาและเป็นอยู่ก็ช่วยอะไรไม่ได้แถมยังซ้ำเติมปัญหาให้หนักยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าเจ้าของและผู้ผลิตรายการตลอดจนทุกๆ คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการผลิต และถ่ายทอดรายการไปสู่ผู้ชมทั่วประเทศ ไม่ทำอะไรเพื่อเป็นการแก้ไขปรับปรุงรายการในส่วนที่เป็นจุดอ่อนสุด จุดในทางทำลายสุดหรือที่เป็นปัญหาสุดดังชี้ให้เห็นมาในบทความนี้กันบ้าง คิดเพียงง่ายๆ พูดออกมาง่ายๆ ให้ยอมรับกันง่ายๆ ว่ามันเป็นพ็อปพูลาร์โหวต (ไม่รู้แปลว่าอะไร) เป็นไปตามกติกา หรือมันก็เป็นแค่เกม (unfair and destructive game) มันก็เป็นเรื่องน่าเศร้าและน่าเสียใจและช้าหรือเร็วรายการก็คงทำลายตัวเองลงไปในที่สุด (ใช้อำนาจผูกขาดหากินบนความอ่อนแอบนต้นทุนค่าใช้จ่ายของคนอื่นของสังคม) อย่างไรก็ตาม สำหรับน้องเพชร หรือน้องพชร พูลสวัสดิ์ เอง ด้วยความที่เธอเป็นมนุษย์ที่ดีและน่ารักมากดังกล่าว เธอจึงรับเหตุการณ์ผลโหวตที่ค้านสายตาคนดูทั่วประเทศแบบสุดๆ ที่เกิดขึ้นกับเธอได้อย่างน่านับถือและน่าชื่นชมยิ่ง เธอมีอาการสงบ ถ่อมใจ ไม่ได้รู้สึกผิดหวัง เสียใจอะไร มีความสุขที่ได้ทำทุกอย่างออกมาดีที่สุดแล้ว และด้วยความเข้าใจทุกอย่างเป็นอย่างดี เธอเป็นสาวน้อยที่ยิ่งใหญ่สมตัวทีเดียวและเป็นเพชรเม็ดงาม และแน่ใจว่าไม่ว่าเธอจะอยู่ที่ไหน และทำอะไรในชีวิตในอนาคตต่อไปก็น่าจะไปได้ดี ขอให้น้องเพชรโชคดี หน้า 49
|