|
||||||||||||||
|
ทุนการเมือง : ทักษิณ vs
อภิสิทธิ์
คอลัมน์ ระดมสมอง โดย ดร.วิมุต วาณิชเจริญธรรม ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3819 (3019) ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมามีความเคลื่อนไหว ทั้งจากฟากหัวหน้าพรรคไทยรักไทย และฟากของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่สะท้อนให้เห็นถึงสถานะในขณะนี้ ของ "ทุนการเมือง" ที่หนุนหลังหัวหน้าพรรค ทั้งสอง "ทุนการเมือง" ที่กล่าวถึงนี้มิใช่เงินทุนหรือ ขุมกำลังทางการเงินที่หนุนหลังหัวหน้าพรรค การเมือง หากแต่เป็นคำเรียกโดยรวมที่สะท้อน ถึงความไว้วางใจ ความน่าเชื่อถือ และความยินยอมที่ประชาชน มอบให้แก่นักการเมือง (โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีตำแหน่งบริหารในรัฐบาล) ในอันที่จะเป็นพลังผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคม ผ่านการดำเนินนโยบายสาธารณะ นักการเมืองที่เพิ่งก้าวเข้ารับตำแหน่งในการบริหารประเทศมักจะมี "ทุนการเมือง" สูง ดังในกรณีของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อครั้งได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 5 ปีก่อน หรือในกรณีของ นายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ ที่เข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การคลังในช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ทั้ง พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ และนายธารินทร์ได้รับแรงสนับสนุนอย่างล้นหลามจากประชาชนในการเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ แรงสนับสนุนนี้เองที่เป็นพลังผลักดันช่วยให้ทั้งสอง สามารถนำแนวคิดนโยบายของตนมาปฏิบัติให้ เกิดผลงานเป็นรูปธรรมสำเร็จได้ แรงสนับสนุนจากมวลชนนี้จึงเปรียบได้ดั่ง สินค้าทุนที่หน่วยเศรษฐกิจต้องใช้เพื่อเป็นปัจจัย ในการผลิต เพราะมีลักษณะของความเป็นสินทรัพย์ และมีความคงทนถาวร (ระดับหนึ่ง) หน่วยเศรษฐกิจไม่อาจผลิตสินค้า โดยไร้สินค้าทุนฉันใด นักการเมืองก็มิอาจผลักดันนโยบายเศรษฐกิจให้เกิดผลงานได้ หากขาดซึ่งทุนการเมืองฉันนั้น อย่างไรก็ดี แม้ทุนการเมืองจะมีความคงทนถาวรอยู่บ้าง แต่เมื่อครั้นจะถึงคราหดหายไป ทุนการเมืองก็สูญสลายไปได้ในชั่วพริบตา ดังในกรณีของนายธารินทร์ช่วงปลายของการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาล นายชวน หลีกภัย ทุนการเมืองของนายธารินทร์ถูกกัดกร่อนโดยข้อครหาเรื่องเงินบริจาคของหลวงตา และการจัดการขายทอดตลาดหนี้ที่มีปัญหาโดยบริษัทจัดการสินทรัพย์ จนในที่สุดทุนการเมืองที่มีมหาศาลในช่วงต้น ของการเข้ารับตำแหน่งได้หดหายไป แทบไม่เหลือ ทำให้ทั้งตัวเขาและรัฐบาลของ นายชวน หลีกภัย ไม่สามารถผลักดันนโยบายเศรษฐกิจใดๆ ออกมาช่วยเยียวยาภาวะ เศรษฐกิจที่ซบเซาในเวลานั้นได้เลย เหตุการณ์คล้ายๆ กันกำลังเกิดกับ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ในขณะนี้ ทุนการเมืองของ ฯพณฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกฯรักษาการ ถูกทำลายด้วยความ เคลือบแคลงใจของสังคม ในเรื่องผลประโยชน์ของตระกูล ที่ทับซ้อนกันกับผลประโยชน์ของชาติ รวมไปถึงเรื่องของความซื่อสัตย์สุจริตในการทำงาน จนแทบไม่น่าเชื่อเลยว่านี่คือบุคคลคนเดียวกันกับที่เคยอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในระบอบประชาธิปไตยได้ครบ 4 ปี เป็นรายแรก และเคยนำพรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งทั่วไป ด้วยคะแนนเสียงที่ล้นหลาม เพียงพอที่จะสามารถตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ อาการของคุณทักษิณในช่วงที่ผ่านมาสะท้อนถึงภาวะการขาดแคลนทุนการเมืองอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะด้วยการปล่อยคำพูด ที่สร้างความฮือฮา แต่กลับกัดกร่อนทุนการเมือง ลงลึกจนถึงขั้นติดลบ อย่างเช่นกรณีเรื่อง "ผู้มีบารมี" "อาจารย์คณะรัฐศาสตร์" "คนกรุงถูกหลอก" หรือแม้กระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้ที่หลุดปากออกมาว่า "เลือกผมเป็นนายกฯถือเป็นบุญของประเทศ" หากคุณทักษิณอยากทราบถึงชะตากรรมของนักการเมืองที่หมดสิ้น "ทุนการเมือง" หรือย่ำแย่ถึงขั้นมี "ทุนการเมือง" ติดลบนั้น มิต้องมองออกไปไกลตัว สอบถามนักการเมืองอาวุโสผู้ที่เคยถูกม็อบสีลมขับไล่ หรือไม่ก็ขอความรู้ จากหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านท่านหนึ่ง ที่ท่านเคยนัดแนะไปร่วมรับประทานหูฉลามด้วยกันก็ได้ ท่านก็จะทราบดีว่าประชาชน ภาคธุรกิจ หรือแม้แต่นักการเมืองร่วมพรรค เขาเหล่านั้นไม่เคยเลยสักครั้งที่จะยืนเคียงข้างผู้นำที่สิ้นแล้วซึ่ง "ทุนการเมือง" สัญญาณในขณะนี้บ่งชี้ชัดถึงภาวะแห่งการเปลี่ยนแปลงตัว ผู้นำรัฐบาล ในขณะที่ "ทุนการเมือง" ของคุณทักษิณร่อยหรอลงจนติดลบ "ทุนการเมือง" ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กลับเริ่มพอกพูนขึ้นมา จนพอมองเห็นภาพ "หนุ่มมาร์ค" ในร่างของนายกรัฐมนตรีตัวเลือกได้ลางๆ ทางคุณอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์เองก็คงทราบดีเช่นกัน จึงได้เริ่มออกแคมเปญหาเสียงชูทั้งตัวคุณอภิสิทธิ์ และนโยบายเศรษฐกิจของพรรคในสัปดาห์ที่ผ่านมาเพื่อเสริมฐานเสียงและต่อยอด "ทุนการเมือง" ของคุณอภิสิทธิ์ขึ้นไปอีก เริ่มต้นจากคอนเซ็ปต์ "วาระประชาชน" ที่วางประชาชนเป็นศูนย์กลางของการออกแบบนโยบายเศรษฐกิจ และการจัดแบ่งนโยบายออกเป็น 3 ด้านหลักๆ อันได้แก่ 1.ด้านการแก้ไขปัญหาความยากจน ที่ประกอบด้วยการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ การลดราคาเชื้อเพลิงและพลังงาน รวมไปถึงการจัดตั้งกองทุนเศรษฐกิจพอเพียง 2.ด้านการศึกษา ที่บรรจุไว้ด้วยแพ็กเกจของฟรีสารพัด ไม่ว่าจะเป็นค่าเล่าเรียน หนังสือแบบเรียน อาหารเสริมเด็กก่อนวัยเรียน และโรงเรียนอนุบาลเด็กเล็กใกล้บ้าน 3.ด้านสุขภาพ ที่ภาครัฐจะเพิ่มทั้งการให้ บริการที่ครอบคลุมด้วยจำนวนแพทย์และโรงพยาบาลที่เพิ่มมากขึ้นจากปัจจุบัน และคุณภาพการรักษาที่สะท้อนได้จากค่ารักษาพยาบาลที่จัดสรรให้มากขึ้น ค่าตอบแทนหมอและพยาบาล ที่ปรับเพิ่มสูงขึ้น เป็นต้น สิ่งที่ปรากฏนี้ถือได้ว่าเป็นครั้งแรกที่ 2 พรรคการเมืองใหญ่ใช้นโยบายทางเศรษฐกิจที่ เป็นรูปธรรมจับต้องได้ มาแข่งขันกันชิงคะแนนเสียง เมื่อพรรคหนึ่งนำเสนอเมนูนโยบาย A ให้กับประชาชน อีกพรรคจำเป็นต้องสรรหาเมนูนโยบาย B มาแข่งสู้ พรรคไทยรักไทยประสบความสำเร็จจากสูตรผสมการตลาดเข้ากับนโยบายเศรษฐกิจในรูปแบบที่นำมาปฏิบัติได้จริง และเรียกคะแนนนิยมจากประชาชนได้อย่างล้นหลามจนถูกเรียกขานกัน ว่าเป็นนโยบายประชานิยม พรรคประชาธิปัตย์ จึงต้องมีนโยบาย "ขายตรง" แบบคล้ายคลึงกันออกมาสู้ หากจะอ่านนโยบายและมาตรการต่างๆ ใน "วาระประชาชน" ข้างต้นนี้โดยมิได้ดูชื่อพรรคการเมืองก่อนแล้ว เราคงไม่สามารถระบุได้ว่า นี่คือนโยบายของประชาธิปัตย์ หรือนโยบายของไทยรักไทยกันแน่ เพราะนโยบายต่างๆ ใน "วาระประชาชน" นี้มีลักษณะของนโยบายเชิง รัฐสวัสดิการและการแก้ปัญหาในระยะสั้นที่พอเข้าไปเป็นรัฐบาลแล้ว จะสามารถนำไปปฏิบัติให้เห็นผลกันได้โดยพลัน เฉกเช่นแนวทางการ "ขายตรง" ของพรรคไทยรักไทย ด้วยเหตุนี้ความแปลกใหม่ของการชูนโยบาย หาเสียงจึงยังหนีไม่พ้นกุศโลบายเดิมๆ ของการแข่งขันเลือกตั้งนั่นคือ "คะแนนจากประชาชน มาก่อน" เพราะในที่สุดแล้วนโยบายที่แต่ละ พรรคชูขึ้นมาหาเสียง ต่างมิได้เป็นสิ่งที่กลั่นกรองออกมา โดยมีงานศึกษาวิจัยในเชิงลึกเป็นตัวตั้ง ประเพณีปฏิบัติที่กลายเป็นบรรทัดฐานว่า นโยบายที่ออกมา "นำ" งานวิจัย มิใช่ปฏิสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้าม ดังที่ควรจะเป็น ยังคงดำรงอยู่เช่นเดิม คุณอภิสิทธิ์แม้จะไม่มีความสำเร็จในฐานะนักธุรกิจอยู่เบื้องหลัง แต่ก็มีข้อได้เปรียบกว่าตัวเลือก ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีรายอื่นๆ ตรงที่มีภูมิหลังทางการศึกษาที่แน่นพอ ที่จะเข้าถึงงานวิจัยทางด้านเศรษฐศาสตร์ชั้นสูง และมีวุฒิภาวะเพียงพอที่จะนำเอาบทเรียนและผลการวิจัยมาประยุกต์ใช้เพื่อประกอบการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ กล่าวได้ว่าในตัวคุณอภิสิทธิ์มี "ทุนมนุษย์" (หรือ human capital) ที่เกินพอสำหรับการนำวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ มาสร้างนวัตกรรมทางนโยบายเศรษฐกิจ ที่เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงต่อประเทศไทย น่าเสียดายที่จุดแข็งนี้ยังมิได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ คุณอภิสิทธิ์และพรรค ประชาธิปัตย์ยังไม่สามารถ "นำเสนอ" แนวนโยบายที่ สมน้ำสมเนื้อกับ "ทุนมนุษย์" ที่คุณอภิสิทธิ์มีในครอบครองได้ ซึ่งหากคุณอภิสิทธิ์ ยังไม่สามารถสร้าง ผลงานได้สมกับความคาดหวังเหมือนดั่งที่สปอต "วาระประชาชน" เรียกเสียงวิจารณ์ได้มากกว่าเสียงชื่นชมแล้วละก็ สักวันหนึ่งคุณอภิสิทธิ์อาจ พบว่าตัวเขาเองก็ประสบกับ ชะตากรรมของนักการเมืองที่ทุนการเมืองหดหายไปด้วยเช่นกัน หน้า 50
|