หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
วัน สันติภาพ และเสรีไทย

โดย วรากรณ์ สามโกเศศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มติชนรายวัน วันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10386

วันที่ 16 สิงหาคมของทุกปีเป็น "วันสันติภาพไทย" ตามมติคณะรัฐมนตรี วันนี้เป็นวันสำคัญของชาติที่มีคนรู้จักไม่มากนัก ทั้ง ๆ ที่มีนัยสำคัญต่อสังคมไทยอย่างยิ่ง

"16 สิงหาคม" มีความเป็นมาอย่างไร ผู้เขียนขอนำ "คำประกาศสันติภาพ" ของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ที่ประกาศเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2488 ดังต่อไปนี้

"...โดยที่ประเทศไทยได้เคยถือนโยบายอันแน่วแน่ที่จะรักษาความเป็นกลางอย่างเคร่งครัด และจะต่อสู้การรุกรานของต่างประเทศทุกวิถีทาง ดังปรากฏเห็นได้ชัดจากการที่ได้มีกฎหมายกำหนดหน้าที่คนไทยในเวลารบ เมื่อพุทธศักราช 2484 อยู่แล้วนั้น ความจำนงอันแน่วแน่ดังกล่าวนี้ได้แสดงให้เห็นประจักษ์แล้ว ในเมื่อญี่ปุ่น ได้ยาตราทัพเข้าในดินแดนประเทศไทยในวันที่ 8 ธันวาคม พุทธศักราช 2484 โดยได้มีการต่อสู้การรุกรานทุกแห่ง และทหาร ตำรวจ ประชาชน พลเมืองได้เสียชีวิตไปในการนี้เป็นอันมาก

เหตุการณ์อันปรากฏเป็นสักขีพยานนี้ ได้แสดงให้เห็นอย่างแจ่มแจ้งว่าประกาศสงครามเมื่อวันที่ 25 มกราคม พุทธศักราช 2485 ต่อบริเตนใหญ่และสหรัฐอเมริกา ตลอดทั้งการกระทำทั้งหลายซึ่งเป็นปรปักษ์ต่อสหประชาชาตินั้น เป็นการกระทำอันผิดจากเจตจำนงของประชาชนชาวไทย และฝ่าฝืนขืนขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และกฎหมายบ้านเมือง ประชาชนชาวไทยทั้งภายในและภายนอกประเทศ ซึ่งอยู่ในฐานะที่จะช่วยเหลือสนับสนุนสหประชาชาติ ผู้รักที่จะให้มีสันติภาพในโลกนี้ได้กระทำทุกวิถีทางที่จะช่วยเหลือสหประชาชาติดังที่ สหประชาชาติส่วนมากย่อมทราบอยู่แล้ว ทั้งนี้เป็นการแสดงเจตจำนงของประชาชนชาวไทยอีกครั้งหนึ่ง ที่ไม่เห็นด้วยต่อการประกาศสงคราม และการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อสหประชาชาติดังกล่าวมาแล้ว

บัดนี้ ประเทศญี่ปุ่นได้ยอมปฏิบัติตามคำประกาศของสหรัฐอเมริกา บริเตนใหญ่ จีน และสหภาพโซเวียต ซึ่งได้กระทำ ณ นครปอตสดัมแล้ว สันติภาพจึงกลับคืนมาสู่ประเทศไทย อันเป็นความประสงค์ของประชาชนชาวไทย

ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงขอประเทศโดยเปิดเผยแทนประชาชนชาวไทยว่า การประกาศสงครามต่อสหรัฐอเมริกา และบริเตนใหญ่เป็นโมฆะไม่ผูกพันประชาชนชาวไทย ในส่วนที่เกี่ยวกับสหประชาชาติ ประเทศไทยได้ตัดสินที่จะให้กลับคืนมา ซึ่งสัมพันธไมตรีอันดีอันเคยมีมากับสหประชาชาติเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พุทธศักราช 2484 และพร้อมที่จะร่วมมือเต็มที่ทุกทางกับสหประชาชาติในการสถาปนาเสถียรภาพในโลกนี้...."

คำประกาศยืนยันการไม่ต้องการร่วมรบกับญี่ปุ่นนี้คงไม่มีความหมายอย่างใด ต่อฝ่ายพันธมิตรที่ไทยได้ประกาศสงครามด้วย หากไม่มีขบวนการลับที่เรียกว่าเสรีไทยภายใต้การนำของนายปรีดี พนมยงค์ อดีตนายกรัฐมนตรี และต่อมาผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ สนับสนุนคำประกาศนี้ ขบวนการนี้ได้ตั้งขึ้น เพื่อต่อต้านการยึดครองประเทศไทยของญี่ปุ่น โดยใช้ทุกวิถีทางที่จะทำให้ประเทศพันธมิตร(สหประชาชาติ) เห็นว่ามีคนไทยรักชาติจำนวนมากมิได้เห็นด้วยกับการร่วมสงครามนั้น

ศ.ดร.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ปรีดีพนมยงค์ศาตราภิชาน ของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ได้เขียนไว้ในเอกสาร "ความสำคัญของขบวนการเสรีไทย (2549) ว่า "…….การที่อังกฤษถือว่าไทยเป็นคู่สงครามนี้เป็นเรื่องล่อแหลมมาก เป็นเรื่องน่ากลัวมาก น่ากลัวที่ว่าถ้าเราแพ้สงครามอังกฤษจะจัดการกับเราอย่างไร เราอาจต้องเสียค่าปฏิกรรมสงคราม เราอาจต้องเสียเอกราช กองทัพของเราอาจถูกปลดอาวุธ ประเทศของเราอาจถูกกองทหารต่างชาติยึดครองระยะหนึ่ง เราอาจเสียดินแดนบางส่วน ตัวอย่างเหล่านี้คนไทยในสมัยนั้น ทราบได้จากกรณีหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และถ้านึกถึงในขณะนี้ ตัวอย่างของประเทศเยอรมนี และญี่ปุ่นก็เห็นได้ชัดเจนและที่จริงแล้วก็มีแนวคิดเหล่านี้อยู่ในรัฐบาลอังกฤษพอสมควร......."

".......เกี่ยวกับการประกาศในวัน "สันติภาพ" และขบวนการเสรีภาพนั้น อังกฤษเองก็ยอมรับการมีขบวนการเสรีไทย และปฏิบัติการของขบวนการ รวมทั้งการช่วยเจรจาและท่าทีชัดเจนของสหรัฐอเมริกาที่ไม่ถือว่าไทยเป็นคู่สงคราม ทำให้ไทยไม่เสียเอกราช กองทัพไทยไม่ต้องเข้าพิธียอมจำนน หลังสงครามกองทัพของเราไม่ถูกปลดอาวุธ กองทัพจักรวรรดิอังกฤษเพียงเข้ามาระยะหนึ่งปลดอาวุธ และรับอาวุธทหารญี่ปุ่น เราไม่ต้องทำสนธิสัญญาสันติภาพ เราไม่เสียดินแดนที่เป็นของเราแท้ ๆ แม้ว่าในช่วงหนึ่งของสงครามเคยปรากฏข้อเสนอในอังกฤษ ให้ยึดครอง หรือเฉือนดินแดนภาคใต้ออกจากประเทศไทยไป เพื่อประกันความมั่นคงของมาลายูของอังกฤษ หรือจีนชาติบางครั้ง เคยคำนึงถึงการเข้ามายึดครองบางส่วนของอินโดจีน ซึ่งคงคุกคามมาถึงภาคเหนือและภาคอีสานของไทย สรุปได้ว่าหลังสงคราม ไทยอยู่ในฐานะก้ำกึ่งถูกลงโทษบ้าง แต่ไม่ถึงกับถูกว่าเป็นประเทศผู้แพ้สงครามชัดเจน ไม่เสียเอกราชทั้ง ๆ ที่ไทยประกาศสงครามกับอังกฤษ และสหรัฐอเมริกา และส่งกองทัพบุกเข้าไปในรัฐฉานซึ่งขณะนั้น เป็นของพม่าอาณานิคมของอังกฤษ เรารอดพ้นการเสียเอกราชมาได้ เหตุสำคัญมากคือการดำเนินการของขบวนการเสรีไทย......."

"16 สิงหาคม" มีนัยสำคัญมากกว่านั้น เพราะก่อนหน้าที่ที่จะถึงวันประกาศสันติภาพ ได้เกิดการปลุกจิตสำนึก และระดมพลังของคนไทยธรรมดาทุกหมู่เหล่าให้เข้ามามีส่วนร่วมในชีวิตของประเทศชาติ ยังไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ไทยยุคใหม่

ศ.ดร.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ได้เขียนต่อไปว่า "…….เสรีไทยนั้นประกอบด้วยบุคคลอาชีพต่าง ๆ กันคือมีทั้งทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ตำรวจ พ่อค้า คหบดี ผู้แทนราษฎร นิสิต นักศึกษา ข้าราชการฝ่ายพลเรือน ครูประชาบาล กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล รวมตลอดถึงประชาราษฎร......."  ".......ขบวนการเสรีไทยประกอบด้วยสมาชิกจากหลายชนชั้น มีลักษณะเป็นองค์กรแนวร่วม มีอุดมการณ์ร่วมกัน คือความเป็นอิสรเสรีของประเทศชาติ หรืออีกนัยหนึ่งคือชาตินิยม อันประกอบขึ้นมาจากประชาชน พิจารณาในแง่ประวัติศาสตร์สังคมไทย อุดมการณ์ และการจัดองค์การ ของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม ของคณะเสรีไทยนี้มีความสำคัญและมีความหมายมากอย่างยิ่ง เพราะเดิมมาสังคมไทยถูกครอบงำโดยอุดมการณ์ศักดินา การประกอบประเทศชาติอาศัยอำนาจรัฐ ชุมชนท้องถิ่น และประชาชน แม้ดำรงอยู่ก็ถูกละเลยเหมือนเป็นส่วนที่ไม่มีชีวิต เสรีไทยเป็นขบวนการที่ชุมชนท้องถิ่นและประชาชนมีบทบาท ได้ฟื้นคืนมีชีวิตเป็นพลังสำคัญที่ผลักดันและกำหนดแนวทางของประเทศชาติ อีกทั้งพลังการเคลื่อนไหวในส่วนของประชาชนนี้ ยังได้สะท้อนให้ส่วนรัฐและรัฐบาลหวนกลับมาตอบสนองเป็นรัฐและรัฐบาลของประชาชาติมากยิ่งขึ้น

".......ประชาชนชาวบ้านธรรมดาและปัญญาชนของประชาชนธรรมดาเหล่านี้เป็น พลพรรคเสรีไทยที่มีอาวุธครบมือมีประมาณ 10,000 คน ส่วนใหญ่คนของพลพรรคคือชาวบ้านธรรมดา พวกเขาเป็นกำลังพื้นฐานของขบวนการ จัดตั้งขึ้นเป็นหน่วย กระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในภาคกลางและภาคอีสาน หน่วยพลพรรคที่มาจากประชาชนที่ใหญ่ และเข้มแข็งในภาคกลาง คือที่ประจวบคีรีขันธ์ ภายใต้การนำของนายชาญ บุญนาค ในภาคอีสานคือที่สกลนคร ภายใต้การนำของนายเตียง ศิริขันธ์ และเนื่องจากขบวนการและการต่อต้านญี่ปุ่นของพลพรรคในคำของท่านเสรีไทยพิสุทธิ์ สุทัศน์ ณ อยุธยา "เป็นสงครามลับที่ทหารเสรีไทยและพลพรรคต้องแอบแฝงภายใต้กำบัง (cover) ของป่าทึบหรือของประชาชนในท้องถิ่น เพื่อลอบตัดเสบียงอาหาร ก่อวินาศกรรมเพื่อขัดขวางการเดินทัพหรือการลำเลียงยุทโธปกรณ์ของฝ่ายศัตรู....... ถ้าเสรีไทยและพลพรรคมิได้มีป่าหรือประชาชนในป่าและในชนบทช่วยคุ้มครอง ย่อมถูกกวาดล้างได้ง่ายจากกองทัพญี่ปุ่น งานสงครามลับย่อมต้องล้มเหลว ฉะนั้นประชาชนจึงเกิดความสำนึกว่าตนเองได้มีส่วนช่วยเหลือบ้านเมืองในยามคับขันได้มาก และอย่างดียิ่ง......." ขบวนการในลักษณะนี้ต้องพึ่งประชาชน ขณะเดียวกันการเข้าขบวนการก็คือ การปลุกจิตสำนึกของประชาชนพร้อมกันไปด้วย……."

บุคคลเหล่านี้ได้จากไปแล้วตามกาลเวลา ทิ้งไว้แต่เรื่องเล่าขานชื่อเสียง และเกียรติภูมิ บทเรียนจากท่านเหล่านี้ ผู้ซึ่งมีพระคุณต่อชนรุ่นหลัง เป็นอุทาหรณ์สำหรับสังคมไทยในอนาคต สำหรับการต่อสู้เพื่อเอกราชของชาติ

ประวัติศาสตร์ย่อมซ้ำรอยเสมอ ถ้าเราไม่มีความสำนึกในประวัติศาสตร์แล้ว ถือได้ว่าเรากำลังใช้ชีวิตอยู่บนความประมาทอย่างยิ่ง

หน้า 6