หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
วาระแห่งชาติของ ปรีดิยาธร

วัชรา จรูญสันติกุล กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2549

วัชรา จรูญสันติกุล เก็บตกประเด็นจากงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2549 ของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่มีเนื้อหาโดนใจนักธุรกิจและนักวิชาการ ที่เข้าร่วมประชุมระดมสมอง

ในยามที่ประเทศไทยมีระบบการเมืองอ่อนแอ และไร้ซึ่งสถานภาพของ "ผู้นำประเทศ" อย่างสิ้นเชิงในวันนี้ ซึ่งทำให้เกิดเป็นสุญญากาศในการปกครองที่ขาดทิศทางชัดเจน และขาดวิสัยทัศน์ของผู้บริหารที่จะนำพาประเทศ ให้ฝ่าคลื่นลมในกระแสเศรษฐกิจของโลกได้อย่างต่อเนื่อง และมั่นคง แต่บทสรุปของผลการสัมมนาวิชาการประจำปี 2549 ของธนาคารแห่งประเทศไทย ภายใต้หัวข้อที่โดดเด่นว่า "ประเทศไทยกับการก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจเอเชียยุคใหม่" หรือ "Positioning Thailand in the New Asian Economy" เมื่อวันที่ 9-10 สิงหาคมที่ผ่านมา

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้สอดแทรกคำสรุปเข้ามาได้ตรงกับบรรยากาศของประเทศไทย อย่างเหมาะสมที่สุดในวันนี้ ราวกับการประกาศเป็น "วาระแห่งชาติ" ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้เข้าร่วมสัมมนานับพันคน

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า การจัดประชุมสัมมนาวิชาการในครั้งนี้ จะไม่ได้ภาพที่ครบถ้วนเลย หากว่าไม่มีคำสรุปในงานวิจัยที่ชัดเจน โดยเฉพาะจุดอ่อนที่สำคัญที่สุดของไทยคือปัญหาเรื่องการศึกษาซึ่งที่ผ่านมา แม้หลายรัฐบาลจะมีความพยายามปรับปรุงมาตลอดแต่ก็ไม่เคยทำได้จริงจัง โดยส่วนที่สำคัญที่สุดคือ การอบรมให้ความรู้ในวัยเด็กตั้งแต่อายุ 2-6 ขวบ ที่จะต้องให้อาหารที่ดีที่สุดและมีคุณค่ากับพวกเขา เพื่อที่เขาจะได้ใช้ในการพัฒนาสมองและสติปัญญาในการเรียนรู้

ซึ่งทั้งกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ และองค์กรท้องถิ่น จะต้องร่วมมือกันเพื่อพัฒนาเด็ก จุดอ่อนอีกอย่างหนึ่งของการศึกษาคือ ความต่างระหว่างโรงเรียนรัฐ และเอกชน โรงเรียนเมือง และชนบท ที่มีความต่างกันมาก

ทั้งนี้ งานวิจัยของนักวิชาการธนาคารแห่งประเทศไทย เสนอว่า การลงทุนกับเด็กเล็กจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด และได้ผลตอบแทนมากที่สุด เพราะพวกเขาจะมีโอกาสเรียนรู้ได้มาก ตั้งแต่เยาว์วัย แทนที่จะไปลงทุนในช่วงที่อายุมากๆ เพราะนอกจากจะมีต้นทุนแพงแล้วยังได้รับผลตอบแทนที่ต่ำลงด้วย อีกประการหนึ่งที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันคือ การลงทุนกับเด็กที่ด้อยโอกาส เพื่ออุดช่องว่างในการเข้ามาสู่กระบวนการเรียนรู้ในระบบการศึกษาให้มากขึ้น

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ยังแสดงวิสัยทัศน์ที่เปิดกว้าง ว่า การพัฒนาการศึกษาของไทยจำเป็นต้องพัฒนามากที่สุด เพราะอาจจะต้องใช้เวลานานที่นานถึง 10 ปี แต่ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำ ซึ่งในระหว่างที่รอเวลา 10 ปีนี้ ประเทศต้องมีการพัฒนาในด้านพลังงานที่พึ่งพาน้ำมันสูงสุด

ประเทศไทยจำเป็นต้องพยายามปรับโครงสร้างระบบการขนส่งที่ประหยัดพลังงานมากขึ้น ซึ่งต้องเชื่อมโยงกับโครงการเมกะโปรเจค ที่อาจจะกลายเป็นของหวานอีกชิ้นสำหรับบางคน แต่การพัฒนาโครงการในระบบการขนส่งนี้ สามารถที่จะเลือกจุดสำคัญก่อนซึ่งเป็นการเชื่อมโยงระหว่างถนนกับรถไฟ หรือถนนกับน้ำที่เป็นท่าเรือ

ขณะเดียวกัน อุปสรรคอีกด้าน เพื่อเตรียมพร้อมการเข้าสู่เศรษฐกิจเอเชียยุคใหม่ ที่มีจีนและอินเดียเป็นจุดโฟกัส โดยภาครัฐยังต้องยกเลิกอุปสรรคที่กีดขวางการเข้ามาแข่งขันของต่างชาติ โดยจะต้องเปิดเสรีเพื่อให้มีการแข่งขัน และจะต้องพัฒนาโครงสร้างอุตสาหกรรมให้สามารถแข่งขันได้ยั่งยืน

โดยต้องหันมาพัฒนาภาคอุตสาหกรรม 10 อันดับต้นที่มีมูลค่าส่วนเกินเพียงเล็กน้อย เนื่องจากต้องใช้วัตถุดิบนำเข้ามาก ให้หันมาใช้วัตถุดิบในประเทศมากขึ้น ด้วยการเพิ่ม Supply Chain นอกจากนี้ ยังต้องพัฒนาระบบการเงินร่วมกัน เพื่อการค้าขายในภูมิภาคอาเซียนด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาต้องใส่ใจในเรื่องที่จะต้องไม่ทำลายธรรมชาติ ต้องเป็นการพัฒนาที่เสริมสร้างธรรมชาติ เพราะตลอดระยะเวลา 45 ปีของการพัฒนาประเทศมานี้ มีการใช้ธรรมชาติที่มากเกินไป

"ผลงานวิจัยของแบงก์ชาติ ในการสัมมนาครั้งนี้หลายเรื่องเป็นงานวิจัยเชิงลึก ทั้งการพัฒนาด้านการศึกษา พลังงาน มีข้อเสนอแนะที่ดี หากพรรคการเมืองใดสนใจนำไปเป็นนโยบายของพรรคก็เป็นที่ยินดี"

โดย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ออกตัวในการให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวรอบนอกว่า "ตัวผมไม่มีความถนัดด้านการเมือง แม้ก่อนหน้านี้ มีหลายคนชักชวนให้ไปเล่นการเมือง เค้าก็ชวนไปลงเฉยๆ แต่ 2 ฝั่ง (พรรคการเมืองใหญ่) ไม่ชวน ตรงกลางก็มีมาชวน เป็นคนกลางเข้ามาชวนไปพรรคนู้น พรรคนี้ แต่ผมก็ยิ้ม เราต้องเข้าใจว่าเรามีความสามารถแค่ไหน ไม่ใช่ว่าทำตรงนี้แล้วจะไปทำอย่างอื่นได้"

แต่กระนั้นก็ตาม เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ถ้าหากว่า ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ที่เคยเป็นทั้งนักการธนาคาร นักบริหารในภาคเอกชน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในยุคคุณอานันท์ ปันยารชุน จะจบวาระการทำงานเพียงแค่การเกษียณอายุ 60 ปีในตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยในเดือนสิงหาคมปี 2550 ทั้งที่โดยบุคลิกในการทำงานของเขานั้น มีความยืดหยุ่นสูง ซึ่งหากว่า ม.ร.ว.ปรีดิยาธร คิดทบทวนเสียใหม่กับบทบาทที่จะก้าวเข้ามาสู่เวทีการเมือง เพื่อช่วงชิงชัยชนะการเลือกตั้งในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็ไม่ใช่สิ่งเป็นเรื่องเพ้อฝันสำหรับเขาเลย

เพียงแต่ว่า ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ต้องย้ำเตือนกับตัวเองว่า นอกจากการมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนของผู้นำแล้ว เขาจะต้องเป็นผู้นำที่มีจิตสำนึกของนักประชาธิปไตย เปิดใจกว้างกับการวิพากษ์วิจารณ์ มีหลักจริยธรรมบริหารประเทศที่ไม่ยิ่งหย่อนกว่าการเป็นนายธนาคารกลางของชาติ และสำคัญที่สุด ก็คือ การมีทีมงานสนับสนุนที่เข้มแข็งเท่าๆ กับทีมงานวิชาการของธนาคารแห่งประเทศไทย