หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ยุคต่อไปของเศรษฐกิจไทย : เงินเฟ้อหรือเงินฝืด

เศรษฐศาสตร์ชวนเชื่อ : ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ กรุงเทพธุรกิจ วันเสาร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2549

เป็นระยะเวลาเกินกว่าหนึ่งทศวรรษที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลก ปราศจากปัญหาเงินเฟ้อและไม่ต้องเดือดร้อนเหมือนในทศวรรษ 1970-1980 จนกระทั่งความสบายใจที่ได้รับเริ่มประสบกับการความท้าทายจากราคาน้ำมันของโลกที่ปรับสูงขึ้นอีกวาระหนึ่ง การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันมีความเด่นชัดนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 และมีแนวโน้มว่าอาจจะอยู่ในระดับที่สูงจนถึง พ.ศ.2551 แม้ว่ายังมีความเป็นไปได้ราคาอาจอ่อนตัวลง ถ้าสถานการณ์ในประเทศผู้ผลิตน้ำมันดีขึ้น

โดยทั่วไปแล้วเศรษฐกิจในหลายประเทศอาจได้รับความเสียหายจากภาวะเงินเฟ้อ และราคาน้ำมันไม่มากนัก ด้วยเหตุที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจ รวมทั้งการเป็นแหล่งผลิตสินค้าราคาถูกของประเทศเกิดใหม่ที่สำคัญบางประเทศ ช่วยให้ปัญหาเงินเฟ้อ ไม่แพร่กระจายไปยังสาขาเศรษฐกิจอื่นๆ ปัจจัยบวกเหล่านี้น่าจะดำเนินต่อไปอีกระยะหนึ่ง (ยกเว้นภาวะราคาสินค้าโภคภัณฑ์หรืออาหารที่คาดคะเนได้ยาก) แต่ด้วยบทบาทที่น้อยกว่าในช่วงที่ผ่านมา

ในการมองทิศทางภาวะเศรษฐกิจในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะปานกลาง (5-6ปี) การคาดคะเนภาวะเงินเฟ้อ กำลังจะมีความสำคัญยิ่ง เนื่องจากเป็นการฉายภาพที่ต้องเริ่มต้นจากภาวะอัตราเงินเฟ้อ ที่อยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง มิได้ต่ำมากเหมือนช่วงปีก่อนๆ นอกจากนี้ การคาดการณ์เงินเฟ้อล่วงหน้า จะมีส่วนช่วยให้นโยบายเศรษฐกิจ สามารถป้องกันภาวะเงินเฟ้อมิให้เร่งตัวมากเกินไป มิฉะนั้นแล้ว ความรุนแรงของภาวะเงินเฟ้อจะทำให้นโยบายมหภาคจำเป็นต้องหดตัวอย่างหนัก ซึ่งจะยิ่งทำให้เศรษฐกิจต้องชะลอตัวอย่างรุนแรงในช่วงระยะต่อจากนั้น

อย่างไรก็ตาม การพยากรณ์อัตราเงินเฟ้อในยุคต่อไป ซึ่งเป็นการพยากรณ์ในกรอบระยะปานกลาง เช่น 5 ปีหรือยาวกว่านั้นมิใช่สิ่งที่ง่ายนัก เพราะอัตราเงินเฟ้อจะได้รับผลกระทบจากเงื่อนไขการเปลี่ยนแปลงที่ยังมาไม่ถึง รวมทั้งนโยบายมหภาคซึ่งเป็นนโยบายระยะสั้น และอาจเปลี่ยนแปลงไปจากที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ในทางทฤษฎีเราทราบกันดีว่าอัตราเงินเฟ้ออาจเป็นผลของแรงกดดันจากด้านอุปสงค์หรือด้านอุปทานก็ได้ และโดยข้อเท็จจริงก็เป็นเช่นนั้นกล่าวคือถ้านับจากภายหลังการสิ้นสุดลงของสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา และไม่นับภาวะเงินเฟ้อในปัจจุบัน เศรษฐกิจโลกได้ผ่านยุคภาวะเงินเฟ้อมาแล้วอย่างน้อย 7 ครั้ง ได้แก่

(1) ช่วงที่สงครามโลกครั้งที่สองเพิ่งยุติ

(2) ช่วงสงครามเกาหลี

(3) ช่วงเงินเฟ้ออ่อนๆ ค.ศ. 1955-1957

(4) ช่วงสงครามเวียดนามที่มีการใช้งบประมาณทางทหารสูง

(5) ช่วงวิกฤตการณ์ราคาอาหารและน้ำมันโลกครั้งที่ 1

(6) ช่วงวิกฤตการณ์น้ำมันโลกครั้งที่ 2

(7) ช่วงอิรักรุกรานคูเวต ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงมากในช่วงระยะเวลาสั้นๆ

ยุคของภาวะเงินเฟ้อจำนวนสี่ครั้งแรกนั้นมีสาเหตุหลักมาจากแรงดึงทางด้านอุปสงค์ ส่วนสามครั้งสุดท้าย เป็นผลมาจากปัจจัยทางด้านอุปทานเป็นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะน้ำมันโลก ซึ่งสามารถสร้างผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าได้เป็นอย่างมาก

ในแง่นี้ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จึงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญมาตลอดกว่าสามทศวรรษที่ผ่านมานี้ ส่วนการเปลี่ยนแปลงทางด้านอุปสงค์ เช่น นโยบายการเงิน-การคลังก็มีบทบาทไม่น้อย แต่มิใช่ปัจจัยร่วมที่เกิดขึ้นเหมือนกันทุกประเทศ ประเทศที่บริหารอุปสงค์อย่างไม่ระมัดระวัง จะมีอัตราเงินเฟ้อสูงกว่าประเทศอื่นๆ ส่วนประเทศที่ให้ความสำคัญกับการกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้ออย่างอนุรักษนิยม เช่น ประเทศพัฒนาแล้วจะมีอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำกว่า

จากประสบการณ์ของประเทศไทย ภาวะราคาสินค้ามักเปลี่ยนแปลงตามภาวะตลาดโลก โดยในช่วงที่ประสบกับปัญหาราคาน้ำมันโลกได้มีการบริหารอุปสงค์อย่างเข้มงวด ซึ่งมีส่วนทำให้สามารถรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจได้ในเกณฑ์ที่น่าพึงพอใจ ส่วนในช่วงวิกฤตการณ์ค่าเงิน ค่าเงินบาทที่ตกต่ำอย่างหนักทำให้ราคาสินค้านำเข้าเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก จนกลายเป็นปัญหาเงินเฟ้อ

ในปัจจุบันโครงสร้างอัตราเงินเฟ้อของโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไป ประเทศในเอเชียบางประเทศรวมทั้งไทย เริ่มมีอัตราเงินเฟ้อค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนา ที่เคยเผชิญปัญหาเงินเฟ้ออย่างหนัก เช่น ประเทศในละตินอเมริกา และยุโรปตะวันออก กลับประสบความสำเร็จในการรักษาเสถียรภาพทางราคา ซึ่งแตกต่างไปจากอดีตเป็นอย่างมาก

คำถามคือการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างนี้มีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไปในช่วง 5-6 ปีข้างหน้าหรือไม่ ซึ่งถ้าดำเนินต่อไปอย่างเด่นชัดมากขึ้นปัญหาเงินเฟ้อจะกลายเป็นจุดด้อยประการหนึ่งของเศรษฐกิจไทย ทั้งในแง่ของขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้ากับต่างประเทศในระยะยาว และในแง่ของการบริหารเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อันเป็นสถานะในระยะสั้น

ปัจจัยสำคัญที่น่าจะมีผลต่อความเป็นไปได้ในการเข้าสู่ยุคภาวะเงินเฟ้อ หรือว่ายังคงอยู่ในยุคภาวะเงินฝืดมีดังต่อไปนี้

(ก) เป้าหมายเงินเฟ้อในประเทศพัฒนาแล้ว (Low inflation targets)

ตั้งแต่สิ้นสุดวิกฤตการณ์น้ำมันโลกครั้งที่สองเมื่อกลางทศวรรษ 1980 ภาวะเงินเฟ้อของประเทศอุตสาหกรรม ได้ลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง โดยการปรับนโยบายการเงิน ให้เคร่งครัดกับการรักษาเป้าหมายเงินเฟ้อ (Inflation Targeting) นั้น มีบทบาทสำคัญในประเทศอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ การกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อมีแนวโน้ม ที่จะยังคงเป็นที่ยอมรับต่อไป ตลอดทศวรรษข้างหน้า ซึ่งจะช่วยรักษาอัตราเงินเฟ้อรวมทั้งต้นทุนสาขาบริการ ของประเทศพัฒนาแล้ว ให้อยู่ในระดับต่ำ

(ข) โลกาวิวัตน์ทางการค้าและเทคโนโลยี (Globalization)

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและโลกาภิวัตน์ทางการค้า (ซึ่งรวมถึงการเข้าสู่เวทีโลกของจีน) เป็นพลังผลักดันให้เศรษฐกิจโลก มีต้นทุนการผลิตลดลง และมีผลิตภาพการผลิต (Productivity) เพิ่มขึ้น กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางด้านอุปทานนี้ น่าจะมีบทบาทสำคัญต่อไปตลอดทศวรรษข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม ถ้าความตึงเครียดจากการแข่งขันทางการค้าและความล้มเหลวของการเจรจาพหุภาคีมีความเป็นไปได้สูงขึ้น การกีดกันทางการค้าและภาวะไร้ระเบียบของระบบการค้าโลกอาจเป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจการค้าโลกได้ และทำให้อัตราเงินเฟ้อของสินค้าและบริการไม่ต่ำเหมือนทศวรรษที่ผ่านมา

(ค) ปัจจัยเสี่ยงด้านพลังงาน (Energy prices)

ในช่วง 5 ปีข้างหน้าปัญหาราคาน้ำมันสูงอาจจะยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ แม้ว่าเมื่อคิดเป็นตัวเลขอัตราการเพิ่ม ของราคาน้ำมันโลกแล้ว จะลดต่ำลงถ้าราคาขึ้นสู่ระดับสูงสุดแล้ว ในแง่ทฤษฎีนั้น ศาสตราจารย์พอล ครุกแมน ตั้งข้อสังเกตว่าตลาดน้ำมันโลกมีดุลยภาพมากกว่าหนึ่งดุลยภาพ ราคาน้ำมันจึงสามารถทรงตัวในระดับต่ำมาก หรือไม่ก็สูงมากเป็นเวลานาน

นอกจากนี้ การขุดเจาะและผลิตในแหล่งใหม่ๆ มีต้นทุนที่แท้จริงสูงกว่าเดิมมาก โอกาสที่ราคาน้ำมันโลกจะกลับเข้าสู่ระดับที่ต่ำเหมือนช่วงทศวรรษ 1990 คงจะใช้เวลานานพอสมควร การก่อการร้ายและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง น่าจะไม่สามารถยุติลงได้ในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า ต้นทุนการผลิตและความไม่แน่นอนด้านอุปทานของพลังงานปิโตรเลียม จึงยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อไป

(ง) สงครามและการเงินเพื่อการสงคราม (War and war finance)

ความรุนแรงในตะวันออกกลางมีแนวโน้มการขยายตัวกว้างขึ้นกว่าเดิม และมิได้จำกัดอยู่เฉพาะในอิรักอีกต่อไป สงครามนั้นจะนำไปสู่รายจ่ายทางการทหารที่มีความยืดหยุ่นต่ำต่อราคาสินค้าและเป็นปัจจัยเสี่ยงที่คาดการณ์ผลได้ยากมาก รายจ่ายเพื่อการสงครามจะมากถึงขนาดสร้างแรงกดดันต่อภาวะเงินเฟ้อหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่าสงครามในภูมิภาคต่างๆ ของโลกขยายอาณาเขตบริเวณกว้างขวางเพียงไรและเป็นสงครามภาคพื้นดินที่สร้างอุปสงค์ต่อสินค้าอย่างกว้างขวางหรือไม่ เพียงใด

อย่างไรก็ตาม ในกรณีเลวร้ายที่สงครามขยายตัวมาก โอกาสที่รัฐบาลสหรัฐและรัฐบาลที่เผชิญสงคราม จะลดแรงกดดันทางงบประมาณ ด้วยวิธีการเพิ่มภาษี (tax finance) เพื่อรองรับรายจ่ายทางการทหาร โดยไม่สร้างแรงกดดัน ต่อเงินเฟ้อมากนัก คงจะเป็นไปได้ยาก ความขัดแย้งที่เสี่ยงต่อภาวะสงครามจึงเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวัง แม้ว่าในการพยากรณ์เศรษฐกิจจะประเมินตัวเลขที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจนได้ยากก็ตาม

(จ) สภาพคล่องและอัตราดอกเบี้ย (Monetary condition)

ภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจของไทยและภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวของสหรัฐ ที่เริ่มต้นก่อนเกิดเหตุการณ์ 11 กันยายนเล็กน้อย นโยบายการเงินของไทยและสหรัฐตลอดจนหลายประเทศในเอเชียมุ่งกระตุ้นการใช้จ่ายอย่างมาก ผลที่ตามมาคืออัตราดอกเบี้ยที่ต่ำเป็นเวลานาน ได้ส่งผลให้โครงสร้างการสะสมทุนอ่อนแอลง สภาพคล่องถูกใช้ไปในโครงการลงทุนที่มีอัตราผลตอบแทนไม่สูงเท่าที่ควรรวมทั้งเป็นการเร่งการบริโภคสินค้าคงทุน เช่น ยานยนต์และอสังหาริมทรัพย์ที่อ่อนไหวต่อภาวะอัตราดอกเบี้ย

ทิศทางการอ่อนตัวของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ประเทศไทย และหลายประเทศในเอเชีย พยายามรักษาเสถียรภาพค่าเงินของตนให้ใกล้เคียงค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ผลทางบวกนั้นคือ การเพิ่มพูนของทุนสำรองระหว่างประเทศ (บางส่วนเพิ่มขึ้นตามค่าเงินสกุลอื่นๆ และราคาทองคำ และอีกส่วนซึ่งมีความสำคัญมาก คือการขยายสภาพคล่องภายในประเทศที่เกิดจากการซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐ เข้าไว้ในบัญชีทุนสำรองระหว่างประเทศ)

สภาพคล่องภายในประเทศที่ขยายตัวตามมาโดยอัตโนมัตินี้ เป็นปัจจัยที่กดอัตราดอกเบี้ยภายในประเทศ ให้อยู่ในระดับที่ต่ำ ซึ่งถ้าดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลานาน โอกาสแห่งยุคเงินเฟ้อจะมีอยู่สูงมากโดยที่การใช้จ่ายเกินตัวของภาคเอกชน จะมิใช่การสะสมทุนในโครงการที่มีคุณภาพสูง ในแง่นี้การปรับตัวของอัตราดอกเบี้ย เนื่องมาจากการเร่งตัวของปัญหาเงินเฟ้อในขณะนี้ จึงเป็นการทำให้นโยบายอัตราดอกเบี้ยมีความปกติมากขึ้น แต่ถ้าทิศทางค่าเงินสหรัฐยังคงอ่อนตัว และยังมีการแทรกแซงค่าเงินภายในประเทศให้ใกล้เคียงค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ

สภาพคล่องล้นเกินจะสร้างแรงกดดันต่อภาวะเงินเฟ้อในอนาคตอย่างน่าเป็นห่วง ประชาชนเอง ก็มีความคุ้นเคยกับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาก ในขณะที่ธนาคารกลางที่ขาดอิสระจากดุลยพินิจทางการเมือง จะไม่สามารถปรับนโยบายอัตราดอกเบี้ย และอัตราแลกเปลี่ยนให้ยืดหยุ่นตามภาวะที่เป็นจริงของตลาดได้

(ฉ) นโยบายการคลัง (Fiscal balance)

การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลังของภาครัฐ ภายใต้ภาวการณ์ที่ธนาคารกลางดำเนินนโยบายการเงิน ที่ช่วยกระตุ้นรายจ่ายร่วมด้วยเป็นกลยุทธ์ทางนโยบายที่อันตรายอย่างยิ่ง

บัญชีดุลงบประมาณของภาครัฐจะดูดีกว่าแนวโน้มพื้นฐาน การขาดดุลงบประมาณที่แท้จริงในเชิงโครงสร้าง (Structural Fiscal Deficits) ซึ่งพยายามไม่นับรายได้ภาครัฐที่ผันผวนตามวัฏจักรธุรกิจจะสูงกว่าตัวเลขดุลงบประมาณที่ปรากฏอยู่ในขณะนี้ ประเทศไทยมีแนวโน้มเผชิญปัญหาการขาดดุลงบประมาณและฐานะทางการคลังที่เปราะบางรวดเร็วกว่าที่เคยคาดคิดไว้มาก

การเสพติดโครงการประชานิยมและการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งทางด้านการเงินและการคลังควบคู่กัน กำลังกลายเป็นปัญหาระยะยาวที่ยากต่อการเปลี่ยนแปลง จึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะนำเศรษฐกิจไทย เข้าสู่ยุคใหม่แห่งภาวะเงินเฟ้อ

เศรษฐกิจไทยนั้นกำลังถูกทดสอบยกแรกโดยปัญหาราคาพลังงาน ซึ่งอาจจะผ่านพ้นไปได้ไม่ยากนัก ถ้าโชคดีที่การประนีประนอมในตะวันออกกลาง ประสบความสำเร็จ และโลกาภิวัตน์ทางการค้า และเทคโนโลยียังช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อต่อไปได้อีก แต่ความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจไทย จะเข้าสู่ยุคของภาวะเงินเฟ้อนั้น มีอยู่สูงตามนโยบายการเงิน-การคลัง ที่ยังค่อนข้างประมาทในปัญหานี้อยู่มาก

สุขนิยมแห่งการมองโลกในแง่ดีที่แพร่หลายอยู่ในหมู่ผู้มีอำนาจ มิได้สะท้อนความสำเร็จในนโยบายเศรษฐกิจ หากทว่าเป็นการเปิดทางไปสู่ความลำบากของประชาชนในอนาคต และจะสะท้อนความล้มเหลวอย่างเห็นได้ชัดถ้าประเทศอื่นๆ มิได้ประสบปัญหาภาวะเงินเฟ้อตามไปด้วย

ทุนสำรองระหว่างประเทศ พฤษภาคม สิ้นปี

% การเปลี่ยนแปลง

2549 2543
จีน 925.0 166.0 * 457.2
ญี่ปุ่น 843.0 347.0 142.9
ไต้หวัน 261.0 107.0 143.9
เกาหลีใต้ 225.0 96.0

134.4

สหภาพยุโรป 202.0 240.0 -15.8
รัสเซีย 181.0 28.0 546.4
อินเดีย 157.0 40.0 292.5
ฮ่องกง 127.0 108.0 17.6
สิงคโปร์  126.0 80.0 57.5
มาเลเซีย 79.0 26.0 203.8
ไทย 57.7 32.7 220.5
ที่มา : United Overseas Bank, Quarterly Global Outlook (Q3, 2006) และธนาคารแห่งประเทศไทย