หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
วาระประชาชน ความท้าทายของพรรคประชาธิปัตย์

หน้าต่างความคิด : เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณะเศรษฐศาสตร์ กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2549

ตลอดเวลาเกือบสองสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ คุณอภิสิทธิ์มาพบกับพวกเราผ่านทางจอโทรทัศน์ทุกวัน และอีกไม่นานผู้ใช้รถใช้ถนนทั้งหลายจะได้เห็นคุณอภิสิทธิ์ไปทุกหนแห่ง งานนี้พรรคประชาธิปัตย์คงต้องใช้เงินมากโขเลยทีเดียว ลำพังแค่ค่าโฆษณาช่วงหลังข่าวก็ตกประมาณสองแสนบาทต่อครั้งเข้าไปแล้ว

นอกจากจะใช้สื่อมาช่วยในการสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกต่อคุณอภิสิทธิ์ให้เกิดขึ้นในใจประชาชนแล้ว ช่องทางเหล่านี้ยังเป็นเครื่องมือในการนำเสนอนโยบายที่นำไปใช้สู้กับพรรคไทยรักไทยในการเลือกตั้ง นโยบายหลักของพรรคประชาธิปัตย์ก็คือ "วาระประชาชน" ซึ่งประกอบไปด้วยนโยบายต่างๆ เช่น เรียนฟรี รักษาฟรี ลดค่าครองชีพ ลดค่าน้ำมัน เป็นต้น หลายคนได้ตั้งข้อสังเกตว่านโยบายเหล่านี้มีสาระสำคัญ ไม่แตกต่างไปจากนโยบายประชานิยมของพรรคไทยรักไทยมากนัก

นโยบายที่ออกมาจึงถูกวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง สาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะความไม่ชัดเจนในเนื้อหา เพราะถึงวันนี้ยังไม่มีการชี้แจงกันอย่างเป็นทางการว่า จะทำให้นโยบายเหล่านี้เป็นจริงขึ้นมาได้อย่างไร อีกสองสัปดาห์กว่าคุณอภิสิทธิ์และทีมงานจะมาชี้แจงรายละเอียดให้ได้ทราบกัน

เป็นที่น่าสังเกตว่าไม่ค่อยมีสมาชิกพรรคออกมาตอบโต้ผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์นโยบายมากนัก ส่วนใหญ่หัวหน้าพรรคเป็นคนออกมาชี้แจง และดูเหมือนว่าการชี้แจงแต่ละครั้ง คุณอภิสิทธิ์ "จงใจ" เพิ่มรายละเอียดของนโยบายให้ชัดเจนขึ้น เหมือนการต่อจิ๊กซอว์ทีละชิ้น คอการเมืองทั้งหลายเลยต้องคอยตามข่าวกันอยู่ตลอด แถมการทิ้งช่วงเวลาปล่อยให้มีการออกมาแสดงความเห็นยังเป็นประโยชน์ต่อพรรคอย่างน้อยสองเรื่องด้วยกัน

เรื่องแรก หากมองในทางการตลาด แม้จะมีคนเห็นด้วยบ้างไม่เห็นด้วยบ้างก็ตาม คุณอภิสิทธิ์และนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ได้กลายเป็นหัวข้อสนทนาของประชาชน รายการโทรทัศน์ รายการวิทยุ และเป็นข่าวในหนังสือพิมพ์อย่างต่อเนื่อง แค่นี้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในการประชาสัมพันธ์ระดับหนึ่งแล้ว

เรื่องที่สอง การทิ้งช่วงเวลา ไม่นำเสนอนโยบายโดยละเอียดออกมาให้หมดในคราวเดียว ช่วยให้พรรคมีความยืดหยุ่น ในการปรับเปลี่ยนรายละเอียด ข้อมูลที่ผู้คนวิพากษ์วิจารณ์กันซึ่งดูไปแล้วเหมือนจะเป็นการโจมตีพรรค กลับกลายเป็นว่า คนเหล่านี้กำลังทำหน้าที่ที่ปรึกษาของพรรคไปโดยไม่ได้ตั้งใจ ทุกความเห็นที่แสดงออกมาเป็นการอุดรอยรั่ว ให้กับรายละเอียดของนโยบาย กว่าจะครบสองอาทิตย์ ช่องโหว่ใหญ่ๆ ก็คงถูกคนช่วยกันอุดไปจนเกือบหมด

เมื่อวันพุธที่ 9 สิงหาคม คุณอภิสิทธิ์ได้ให้จิ๊กซอว์เพิ่มมาอีกสองสามชิ้น เพื่อยืนยันว่านโยบายของพรรคไม่ใช่นโยบายระยะสั้น หากนำไปใช้จะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

โจทย์ที่น่าสนใจประการหนึ่งก็คือ การเพิ่มรายได้ลดรายจ่าย เพื่อให้ความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น เพราะแค่ประเด็นนี้อย่างเดียว หากจะทำให้สำเร็จจริงก็ต้องปรับปรุงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน

ยกตัวอย่างเช่น การเพิ่มรายได้ด้วยการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ เพื่อช่วยผู้มีรายได้น้อย เป็นการเพิ่มภาระต้นทุนการผลิตสินค้าของผู้ผลิตด้วยเช่นกัน คงไม่มีใครยอมแบกรับภาระเหล่านี้ไว้ทั้งหมด สินค้าหลายอย่างอาจต้องปรับราคาขึ้น ส่วนจะกระทบกับค่าครองชีพของประชาชนมากแค่ไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับเพิ่มขึ้นค่าแรงว่ามีผลต่อต้นทุนมากน้อยเพียงใด

อีกเรื่องที่ต้องคิดควบคู่กันไปคือ จะปรับค่าแรงของผู้ใช้แรงงานในอุตสาหกรรมใดบ้าง ถ้าเลือกปรับเฉพาะบางอุตสาหกรรม ก็ถือเป็นการเลือกปฏิบัติ ครั้นจะปรับทุกอุตสาหกรรมผลกระทบต่อค่าครองชีพก็ยิ่งมีมากกว่าเดิมอีก หากเลือกบรรเทาผลกระทบด้วยการลดภาษี รายได้ของรัฐก็ลดลง ต้องไปหาเงินจากที่อื่นมาชดเชยอีก คำถามก็คือ ใครจะเป็นผู้รับภาระ?

การลดค่าครองชีพยิ่งยากเข้าไปใหญ่ ค่าครองชีพที่แพงขึ้นนี้เป็นเพราะปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาน้ำมัน ถึงแม้จะเอากำไรของ ปตท. มาล้างหนี้ ก็คงช่วยได้เพียงระยะสั้น ตราบใดที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังพุ่งขึ้นไปไม่หยุดแบบนี้ สุดท้ายราคาน้ำมันในบ้านเราก็เพิ่มขึ้นอยู่ดี

ทางเลือกหนึ่งสำหรับการแก้ปัญหา คือการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจใหม่ทั้งหมด เพื่อลดการพึ่งพิงน้ำมัน แต่ก็นั่นแหละ ถ้าไม่ใช้น้ำมัน เราจะใช้อะไร? ในระยะสั้น คงหาพลังงานทางเลือกอื่น มาแทนน้ำมันได้ไม่ง่ายนัก ปัญหานี้จึงต้องแก้ในระยะยาว พรรคประชาธิปัตย์จะเป็นรัฐบาลได้นานขนาดนั้นเชียวหรือ? หรือจะใช้นโยบายลดภาษีมาช่วยอีก?

ที่ยุ่งไปกว่านั้น ค่าครองชีพของประเทศถูกกำหนดด้วยปัจจัยทางด้านกำลังซื้อและการผลิต เมื่อรายได้ของประชาชนเพิ่มขึ้นกำลังซื้อ ย่อมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย หากการผลิตไล่ตามกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นไม่ทัน ของแพงขึ้น ค่าครองชีพก็จะแพงขึ้นไปอีก ยิ่งถ้าอยู่ในช่วงการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นช่วงที่กำลังการผลิตของประเทศ มีความไม่แน่นอน โอกาสเกิดความไม่สมดุลระหว่างกำลังซื้อ และการผลิตย่อมมีสูงขึ้นตามไปด้วย

นอกจากนี้แล้ว เงื่อนไขทางการเมืองก็เป็นปัจจัยสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน พรรคต้องมีเสียงสนับสนุนมากพอ เพื่อคานอำนาจการต่อรองของพรรคร่วมรัฐบาลอื่น หรือไม่ก็ต้องเป็นพรรคที่มีเสียงข้างมากเด็ดขาดเพียงพรรคเดียวไปเสียเลย ถึงจะผลักดันนโยบายเหล่านี้ได้ตลอดรอดฝั่ง

คิดแล้วก็เหนื่อยแทนทีมงานของพรรคประชาธิปัตย์ ลำพังแค่โจทย์เพิ่มรายได้ลดรายจ่ายก็แทบแย่แล้ว เมื่อพ่วงประเด็นอื่นๆ เข้าไปอีกก็ยิ่งท้าทายมากขึ้นอีก ตอนนี้เราก็ได้แต่อดใจรอ แล้วคอยดูว่าอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า คุณอภิสิทธิ์และทีมงานจะมีทีเด็ดอะไรมาอวดพวกเรา