หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ทิศทางภาวะเงินเฟ้อ (1)

เศรษฐศาสตร์ชวนเชื่อ : ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2549

การพยากรณ์เศรษฐกิจให้ภาพที่มีประโยชน์มากแต่มีข้อจำกัดถ้าหากมีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างที่สำคัญบางประการ หรือเมื่อเกิดผลกระทบจากปัจจัยที่มิใช่เศรษฐกิจ การทำนายอนาคตต้องอาศัยทั้งทัศนะทางทฤษฎี ข้อสมมติ ตัวเลขข้อมูลและวิธีการวิเคราะห์หรือประมาณการ ในหลายกรณี การติดตามสังเกตข้อมูลข่าวสารที่อาจเกี่ยวข้อง จึงมักเป็นที่นิยมเพราะช่วยสร้างความมั่นใจในการทำนายได้บ้าง

ในขณะที่การปรับค่าพยากรณ์อยู่บ่อยครั้งเป็นความหวังที่จะลดความเสี่ยงจากการพยากรณ์ นักวิเคราะห์บางส่วนอาจปรับค่าประมาณการให้ขึ้นลงตามข้อมูลล่าสุดโดยให้น้ำหนักกับตัวเลขล่าสุดค่อนข้างมาก ซึ่งคงจะไม่เป็นการเพิ่มข้อบกพร่องถ้าเป็นตัวแปรที่ค่อนข้างนิ่งเช่น ตัวแปรอัตราเงินเฟ้อที่ปกติเคยค่อนข้างนิ่ง และขึ้นอยู่กับราคาสินค้าควบคุมที่เปลี่ยนแปลงช้า ทว่าแนวทางนี้จะมีความแม่นยำน้อยลง เมื่อภาวะเงินเฟ้อและราคาน้ำมันโลกมีความแปรปรวนมากขึ้น ๆ

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยเริ่มเผชิญกับปัญหาภาวะเงินเฟ้อมากขึ้นและกำลังติดกลุ่มประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อสูง ทั้งที่ปัญหาราคาน้ำมันโลกได้สร้างแรงกดดันต่อทุกประเทศทั่วโลก ที่เป็นเช่นนี้สาเหตุหนึ่ง มาจากการเร่งกระตุ้นอุปสงค์รวมมากเกินไป ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกขยายตัวอย่างดีอยู่แล้ว อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะความนิ่งนอนใจในอดีตเนื่องจากมีภาวะเงินฝืด (deflation) เกิดขึ้นทั่วโลก

เป็นความจริงที่ปัญหา “Stagflation” ในขณะนี้ยังอ่อนแรงเมื่อเทียบกับวิกฤตการณ์น้ำมันโลกในอดีต อัตราเงินเฟ้อของโลก ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่สูงมากนัก ในขณะที่อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลก กลับสามารถขยายตัวได้ อย่างน่าพึงพอใจ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นยังมีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจโลกต่ำกว่าในอดีตเป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองไปข้างหน้า ความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อนับว่าเบาบางกว่าที่ควรจะเป็น นักวิเคราะห์จำนวนมาก มีทัศนะที่มิได้เปลี่ยนแปลงไปมากนักเมื่อเทียบกับสถานการณ์ช่วงปลายปี 2548 ในแง่ที่มองว่าราคาน้ำมันโลก น่าจะผ่อนคลายลงหลังจากที่ปรับสูงขึ้นมามากแล้ว นอกจากนี้ฐานตัวเลขที่สูง อาจทำให้คาดการณ์กันว่าอัตราเงินเฟ้อ ช่วงครึ่งหลังของปี 2549 น่าจะลดลงซึ่งมีผลต่อทิศทางของอัตราดอกเบี้ยด้วย

การส่งสัญญาณของทางการว่าจะไม่ปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นอีกตลอดช่วงที่เหลือของปีนี้เป็นอีกกระแสหนึ่ง ที่ทำให้ตลาดคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะผ่อนคลายลง กระนั้นก็ตามความมั่นใจของทางการนี้มิได้หมายความว่า การส่งสัญญาณดังกล่าว จะเป็นไปอย่างถูกต้อง แรงกดดันเงินเฟ้ออาจมิได้ผ่อนคลายลง ดังจะเห็นได้จากดัชนีราคาผู้ผลิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับวัตถุดิบ และสินค้าขั้นกลางที่เร่งตัวในอัตราสูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งย่อมสร้างแรงกดดันต่อราคาผู้บริโภคและการปรับราคาสินค้าควบคุมในระยะต่อๆ ไป

การอ่านสัญญาณภาวะเงินเฟ้อ โดยพิจารณาความไม่แน่นอนในเชิงโครงสร้าง อาจช่วยให้การบริหารความเสี่ยงในระดับมหภาค มีความรอบคอบ และมีการเผื่อความไม่แน่นอนที่คาดการณ์ได้ยากไว้ให้ชัดเจน

ปัญหาภาวะเงินเฟ้อในปัจจุบันมีแนวโน้มที่ยังน่าเป็นห่วง และด้วยเหตุที่แรงกดดันทางด้านต้นทุนเริ่มเพิ่มสูงขึ้น จึงต้องอาศัยการปรับตัวล่วงหน้ามากกว่าปกติ การกระตุ้นอุปสงค์รวม จะสร้างผลเสียอย่างมาก เพราะเป็นการเพิ่มปัญหาต้นทุน และภาวะเงินเฟ้อให้หนักยิ่งขึ้นโดยที่มิได้มีประสิทธิผลในการกระตุ้นการผลิตและการจ้างงานเท่าใดนัก

ถึงแม้ว่าทัศนะที่มองโลกในแง่ดีดังกล่าวข้างต้น จะมีข้อมูลในอดีตสนับสนุน การวิเคราะห์และการดำเนินนโยบายมหภาค ยังควรคำนึงถึงความเสี่ยงในหลายประเด็นดังนี้

(1) แนวโน้มราคาน้ำมันโลก

เมื่อปลายปี 2548 ราคาน้ำมันโลก (Dubai) ได้ปรับเพิ่มมาที่ 52 เหรียญต่อบาร์เรลจากระดับเดิมประมาณ 20 เหรียญต่อบาร์เรล จึงอาจถือว่ายังเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่มากนัก

(โดยเฉพาะสำหรับประเทศพัฒนาแล้วซึ่งมีการปรับโครงสร้างการผลิตให้ลดการพึ่งน้ำมันปิโตรเลียมมาก่อนเป็นอย่างดี) ยิ่งถ้าหากพิจารณาราคาน้ำมันโลกตามราคาที่แท้จริง (Real Price of Oil) โดยเปรียบเทียบกับสินค้าผู้บริโภคด้วยแล้ว จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าราคาขณะนั้น ยังอยู่ในระดับที่คิดเป็นเพียงประมาณครึ่งหนึ่งของราคาสูงสุดเมื่อปี 2522 เท่านั้น

ทว่าในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2549 ราคาน้ำมันได้ปรับสูงขึ้นค่อนข้างเหนือความคาดหมายของตลาดสู่ระดับ 72 เหรียญต่อบาร์เรล อันเป็นการบ่งบอกความรุนแรงในระดับที่เริ่มแตกต่างจากปีที่ผ่านมา นักวิจัยของ Morgan Stanley ได้คาดการณ์ไว้เมื่อไม่นานมานี้ว่า ราคาน้ำมันโลก (Brent/West Texas) จะอยู่ที่ระดับเฉลี่ยประมาณ 73 เหรียญต่อบาร์เรล และในสถานการณ์ที่มีความรุนแรงในตะวันออกกลาง (hot)

อาจเพิ่มสูงถึง 100 เหรียญต่อบาร์เรล โดยที่อุปทานใหม่ที่จะเข้ามาสู่ตลาดได้จะต้องรอเวลาจนถึงปี 2551 จึงมีความเป็นไปได้สูง ที่ราคาน้ำมันโลกจะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญตลอด 2 ปีข้างหน้า


ทิศทางภาวะเงินเฟ้อ (2)

เศรษฐศาสตร์ชวนเชื่อ : ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2549

(2) ความเสียหายจากปัญหาราคาน้ำมัน

ในขณะที่การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันปิโตรเลียมยุควิกฤตการณ์น้ำมันโลก ส่งผลให้ภาวะเศรษฐกิจต้องชะลอตัวเกือบจะทันที ประสบการณ์ดังกล่าวหาได้เกิดขึ้นในช่วงครึ่งแรกของทศวรรษ 2000 นี้ไม่ การที่ราคาน้ำมันโลก ได้สร้างความเสียหายให้แก่เศรษฐกิจโลกน้อยมากในช่วงที่ผ่านมา นอกจากจะมีสาเหตุมาจากการที่ราคาที่แท้จริง ของน้ำมันมิได้อยู่ในระดับสูงมากนักแล้ว

ที่สำคัญ ยังมีสาเหตุมาจากการที่ราคาน้ำมันเกิดจากความตึงตัวทางด้านอุปสงค์ตามการขยายตัวที่รวดเร็วของเศรษฐกิจโลก และการผลิตของประเทศเกิดใหม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งจีน อินเดีย และรัสเซีย ซึ่งบริโภคน้ำมันปิโตรเลียมในสัดส่วนที่เข้มข้น

ศาสตราจารย์เจมส์ แฮมมิลตัน (James D. Hamilton) นักเศรษฐศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านปิโตรเลียมได้ชี้ให้เห็นว่า วิกฤตการณ์น้ำมันในอดีตนำไปสู่ภาวะชะลอตัว เพราะเกิดจากความกระทบกระเทือนของอุปทานน้ำมันโลก ได้แก่ การควบคุมปริมาณการส่งออกของกลุ่มโอเปคเพื่อตอบโต้ประเทศตะวันตกในปี 1973 การล้มล้างการปกครองในอิหร่านปี 1979 หรือการรุกรานคูเวตของอิรักในปี 1990 สำหรับหลายปีที่ผ่านมา การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันโลก มาจากภาวะตึงตัวทางด้านอุปสงค์ อันเป็นการปรับต้นทุนตามธรรมชาติของความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น เศรษฐกิจจึงยังขยายตัวได้ดี

อย่างไรก็ตาม แม้การวิเคราะห์ของศาสตราจารย์แฮมมิลตันจะมีเหตุผลดี ทว่าการปรับเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันในช่วงระยะหลังๆ โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมาเริ่มปรากฏชัดว่ามาจากปัญหาทางด้านอุปทาน ความแปรปรวนของราคาน้ำมันมีความสัมพันธ์สูงกับการโจมตีของการก่อการร้ายและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งถ้ารุนแรงมากขึ้นความเสียหายของภาวะเศรษฐกิจก็จะปรากฏให้เห็น

(3) ปัจจัยซ้อน

ความจริงแล้ว ปัญหาเงินเฟ้อในปัจจุบันเริ่มขึ้นท่ามกลางแนวโน้มราคาสินค้าในตลาดโลกลดต่ำเรื่อยมา นับตั้งแต่กลางทศวรรษ 1980 การแข่งขันทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศและโลกาภิวัตน์ทางการค้า มีผลกระทบให้ต้นทุนการผลิตลดต่ำลงพร้อมๆ กับผลิตภาพการผลิต (productivity) ที่เพิ่มขึ้น จนกระทั่งหลายประเทศต้องประสบกับปัญหาภาวะเงินฝืด (deflation) การก้าวสู่เวทีของจีนนับเป็นปัจจัยอีกประการหนึ่ง ที่มีผลต่อโครงสร้างราคาสินค้า

นอกจากนี้ สินค้าโภคภัณฑ์หรือพืชผลยังมีราคาค่อนข้างต่ำ มิได้สร้างปัญหาค่าครองชีพเหมือนยุควิกฤตการณ์น้ำมันครั้งที่หนึ่ง ซึ่งมีวิกฤติราคาสินค้าโภคภัณฑ์ผสมด้วย

นี่หมายความว่าในทศวรรษนี้ การเร่งตัวของภาวะเงินเฟ้อตามราคาพลังงานถูกบดบังด้วยปัจจัยซ้อนหลายประการ เราจะสังเกตได้ว่าดัชนีราคาพื้นฐานผู้บริโภค (Consumer core inflation) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน เพิ่มสูงขึ้นในอัตราที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับดัชนีราคาที่รวมทุกหมวด (Headline inflation) ลักษณะดังกล่าวนี้แตกต่างจากยุคอดีตที่ดัชนีราคาทั่วไป และดัชนีราคาน้ำมันเคลื่อนไหวในลักษณะที่ใกล้เคียงกันมาก

ประเด็นคือโลกาภิวัตน์ทางการค้าและการเป็นแหล่งสินค้าราคาถูกของจีน จะช่วยให้ราคาสินค้านำเข้าของประเทศต่างๆ อยู่ในระดับที่ต่ำได้นานเพียงใด ซึ่งแม้ว่าปัจจัยดังกล่าวนี้น่าจะปัญหาได้นานพอสมควร แต่อาจค่อยๆ ลดบทบาทลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าราคาน้ำมันโลกรวมทั้งราคาพืชผลเพิ่มสูงขึ้นอีกอย่างรวดเร็ว

การพยากรณ์ภาวะเงินเฟ้อไม่ควรมีการประเมินความแปรปรวนไว้ต่ำเกินไป และการปรับประมาณการลงตามตัวเลขล่าสุด ควรให้มั่นใจว่าการแกว่งลงของตัวเลขดัชนีเงินเฟ้อในบางเดือนนั้น เป็นสัญญาณที่บ่งชี้ทิศทางอย่างแท้จริง เพราะอัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวเข้าสู่ระดับที่สูงจะยิ่งมีความแปรปรวนขึ้นลงได้มาก

ดังนั้น แม้จะโชคดีอยู่ไม่น้อยที่ภาวะเงินเฟ้อในปัจจุบันเริ่มต้นมาท่ามกลางภาวะเงินฝืด ทว่าแรงกดดันที่ยาวนานและรุนแรงอาจสร้างปัญหาที่ยากยิ่งต่อการแก้ไข ปัจจัยลบทั้งที่เป็นปัจจัยเศรษฐกิจและมิใช่เศรษฐกิจจึงควรค่าแก่ความระมัดระวัง และควรถือเป็นสัญญาณที่นำไปสู่การป้องกันปัญหาภาวะเงินเฟ้อ ที่อาจเพิ่มสูงขึ้นอีกหลายระลอกในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า

ดัชนีอัตราเงินเฟ้อ (อัตราการเปลี่ยนแปลงคิดเป็นร้อยละต่อปี)
2545 2546 2547 2548 2549 ไตรมาส1 
เม.ย.
พ.ค. มิ.ย.
ดัชนีราคาสินค้าผู้บริโภค (Headline inflation) 0.7 1.8 2.7 4.5 5.7 6.0 6.2 5.9
ดัชนีราคาพื้นฐานของผู้บริโภค (Core inflation) 0.4 0.2 0.4 1.6 2.6 2.9 2.7 2.7
ดัชนีราคาผู้ผลิต (Producer price inflation) 4.1 2.9 10.1 9.2 8.7 8.7 11.6 10.7
- สินค้าสำเร็จรูป 2.2 2.5 4.4 8.6 6.5 7.1 9.7 6.7
- สินค้าขั้นกลาง -0.2 6.4 10.3 8.0 9.0 8.3 11.8 13.4
- สินค้าวัตถุดิบ 3.6 7.4 10.8 16.4 20.7 19.5 20.7 23.7
ดัชนีราคาผู้บริโภคของมาเลเซีย 1.8 1.2 1.4 3.0 3.7 4.6 3.9 3.9
ดัชนีราคาผู้ผลิตของมาเลเซีย 4.4 5.7 8.9 6.8 10.0 6.9 11.1 -
ดัชนีราคาผู้บริโภคของจีน -0.8 1.2 3.9 1.8 1.2 1.2 1.4 1.5
ดัชนีราคาผู้บริโภคของสหรัฐ 1.6 2.3 2.7 3.4 3.7 3.5 4.2 4.3
ดัชนีราคาพื้นฐานของสหรัฐ 2.4 1.4 1.8 2.2 2.1 2.3 2.4 2.6

ที่มา : กระทรวงพาณิชย์ และแหล่งอื่นๆ