|
||||||||||||||
|
อ้อย-น้ำตาล...ระวังปีศาจตัวใหม่
คอลัมน์ จอดป้ายประชาชื่น วุฒิ สรา wutsara2000@yahoo.com มติชนรายวัน วันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10379 หลังจากตั้งคำถามบางประเด็นเกี่ยวกับการเปิดเสรีอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ก็เป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่ง เมื่ออาจารย์ "อำนวย ปะติเส" ผู้ประสานงาน 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย กรุณาชี้แจงและให้ข้อมูลเพิ่มเติม ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันไปพลางๆ ระหว่างที่การเมืองยังวุ่นวาย อาจได้วิธีการหรือแนวทางใหม่ๆ ในการพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย เพื่อรอให้รัฐบาลใหม่มาตัดสินใจว่าจะปรับรื้อเปลี่ยนแปลงอย่างไร ประเด็นที่เห็นตรงกันก็คือ ควรปรับปรุงระบบอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายใหม่ เพราะที่ผ่านมามีปัญหามากมาย และเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ แต่จะปรับปรุงอย่างไร จะเปิดเสรีมากน้อยแค่ไหน คงต้องพิจารณากันอย่างรอบด้าน เพราะมีปัจจัยและผู้ที่เกี่ยวข้องมากมาย เรื่องคณะกรรมการทั้งหลายแหล่ที่มีมากมายเกินเหตุ ต้องยุบๆ ไปบ้าง เรื่องการกำหนดราคาอ้อย ที่มีสูตรการคำนวณซับซ้อนยุ่งยาก และเป็นเหตุให้ทะเลาะกันเป็นประจำระหว่างตัวแทนโรงงานกับชาวไร่อ้อย ก็ควรปรับปรุงหาวิธีใหม่ที่มีตัวแปรน้อย ง่ายและชัดเจน ส่วนประเด็นที่โรงงานน้ำตาลทรายเสนอให้ทำ Contract Farming หรือการทำสัญญาผูกพันระยะยาวกับชาวไร่อ้อย เพื่อร่วมกันพัฒนาทั้งเรื่องพันธุ์ การจัดการดูแล เพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้นนั้น ก็เห็นด้วย เพราะพึ่งพาอะไรไม่ได้กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่ต้องฝ่าด่านบรรดาหัวหน้าโควต้าอ้อยว่าจะยินยอมพร้อมใจหรือไม่ สำหรับเรื่องการตั้งโรงงานเสรีนั้น แม้ทาง 3 สมาคมโรงงานจะโยนให้รัฐบาลเป็นผู้ตัดสิน แต่ก็ออกตัวว่า หากเปิดให้ตั้งโรงงานเสรีแล้วมีกำลังการผลิตมากเกินกว่าวัตถุดิบที่จะป้อน จะเป็นการลงทุนที่สูญเปล่า เหมือนจะบอกกลายๆ ว่า โรงงาน 46 แห่งขณะนี้เพียงพอแล้ว หากมองในมิติการลงทุนแล้วก็ถูกต้อง แต่หากมองในมิติความเป็นธรรม มันก็รู้สึกตะขิดตะขวงใจ ในเมื่อเรียกร้องให้ส่วนอื่นๆ เปิดเสรี แต่ตัวเองกลับไม่ยอมเปิดให้คนอื่นเข้ามาแข่งขัน ทั้งๆ ที่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่รายใหม่จะเข้ามาลงทุน ส่วนเรื่องราคาน้ำตาลทราย หากมีการเปิดเสรีและปล่อยไปตามกลไกตลาด ทาง 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย ก็เสนอให้มีการตั้งกองทุนรักษาเสถียรภาพราคาน้ำตาลทรายภายในประเทศ เพื่อบริหารราคาไม่ให้สูงหรือต่ำเกินไป แม้ยังไม่เห็นรายละเอียดเกี่ยวกับกองทุนดังกล่าว แต่คงเป็นลักษณะเดียวกับกองทุนพยุงราคาสินค้าต่างๆ เช่น กองทุนยาง กองทุนกาแฟ ฯลฯ ก่อนที่จะมารวมเป็นกองทุนนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) หรือกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยวิธีการก็คือ หากราคาน้ำตาลทรายตลาดโลกตกต่ำ ก็จะกำหนดราคาขายในประเทศให้สูงกว่า แล้วเก็บเงินส่วนต่างเข้ากองทุน หากราคาตลาดโลกแพง ก็นำเงินจากกองทุนมาพยุงราคาภายในประเทศไม่ให้สูงเกินไป แต่จากอดีตที่ผ่านมากองทุนต่างๆ เหล่านี้ไม่ค่อยจะประสบผลสำเร็จ แรกๆ อาจจะได้ผลบ้าง แต่พอนานไปก็กลับกลายเป็นภาระ จากเทวดาเป็นปีศาจมาหลอกหลอนและยากที่จะกำจัดลงได้ ดังนั้น หากจะตั้งกองทุนทำนองนี้ขึ้นมาดูแลราคาน้ำตาลทราย ก็อยากจะขอให้พิจารณากันอย่างรอบคอบ อย่าให้มีปีศาจตัวใหม่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายอีกเลย หน้า 20
|