|
||||||||||||||
|
ขอทาน ดีมานด์
และซัพพลาย
โดย วรากรณ์ สามโกเศศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มติชนรายวัน วันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10379 การถูกตัดแขนหรือขาโดยแก๊งอำมหิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขอทาน เป็นเรื่องที่ได้ยินกันมานานในสังคมประเทศด้อยพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นไทย เวียดนาม บังdลาเทศ เขมร อินเดีย ฯลฯ แต่ก็เป็นเรื่องน่าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ล่าสุดเพิ่งมีหลักฐานในอินเดียว่า มีการกระทำเช่นนี้จริง มีผู้สื่อข่าวอินเดียเอากล้องวิดีโอแอบถ่ายแพทย์ 3 คน ที่ยินดีตัดขาให้ขอทานที่ร่างกายแข็งแรงเพื่อเพิ่มรายได้ มีการนำเสนอรายงานนี้ในโทรทัศน์อินเดีย โดยให้ข้อมูลว่ามีเครือข่ายใหญ่ของแก๊งมาเฟียอินเดีย ควบคุมขอทานในย่านจนสุดของเมืองนิวเดลี ซึ่งเป็น เมืองหลวงของอินเดีย และการตัดแขนตัดขาเป็นเรื่องจริง ขณะนี้ Indian Medical Council กำลังสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อลงโทษแพทย์ที่เกี่ยวพัน ในบ้านเรายังไม่มีการสื่อข่าวประเภทสืบสวนถึงกึ๋น (investigative reporting) มากนัก แต่จากภาพที่เห็นหลายจุดในกรุงเทพฯ ที่คนตาพิการร้องเพลงขอเงินถูกลำเลียงขึ้นและลงรถบรรทุกทั้งเช้าและเย็นตามจุดต่างๆ ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าแก๊งมาเฟียดูแลจัดการขอทานนั้นมีจริงในบ้านเรา คำสัมภาษณ์ของคนตาพิการเหล่านี้ในเรื่องมีแก๊งควบคุมและแบ่งเงินให้เป็นรายวันก็ออกมาประปราย แต่เรื่องตัดแขนขานั้น ยังไม่มีหลักฐานออกมา นอกจากเป็นเรื่องเล่ากันเท่านั้น การขอทานเรียกในภาษาอังกฤษว่า begging ปัจจุบันใช้กันอีกหลายคำเช่น sponging (sponge คือฟองน้ำมีนัยว่าดูดซับ) spanging (มาจาก spare คือให้ สนธิกับคำว่า changing) หรือ panhandling ในภาษาอังกฤษของอเมริกันชน ไม่ว่าจะเรียกอย่างไรจุดประสงค์ก็คือทำอะไรบางอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งเงิน อาหาร ที่พักพิง เหล้า ยา หรือสิ่งอื่นๆ ซึ่งมีทั้งผู้รอรับการให้ประเภทปลอม และจริงบ้างก็แกล้งทำเป็นตาพิการ บ้างก็แกล้งให้เกิดความน่าเวทนายิ่งขึ้น โดยมีลูกเล็กกินนมประกอบบ้างก็แสดงให้เห็นความพิการต่างๆ ซึ่งเป็นของจริงอย่างน่าสงสารเช่นแขนขาด้วน มีร่างกายครึ่งท่อน บ้างก็ร้องเพลงแลกการขอเศษเงิน (เรียกว่าวณิพก ในสมัยโบราณใช้เล่านิทาน) ฯลฯ รูปแบบการขอทานมีหลากหลายและมีมานานนม ที่มีในประเทศไทยนั้นถือได้ว่าอยู่ในขั้นพื้นฐาน ในประเทศอื่นมีการขอแบบขู่เข็ญ โดยขอเสียงดัง ท่าทางดุดัน อาจเป็นการขอในบริเวณลับตา เอามือสะกิดจากข้างหลัง ยื่นมือเข้าไปขอในรถ ขอหน้าเครื่อง ATM ขอหน้าร้านหรือในร้านเพื่อให้เจ้าของรำคาญจนให้เงินเพื่อไปให้พ้น ทีมขอทานรุมล้อมขอหน้าหลัง เล่นดนตรีหรือเล่นกลเพื่อให้คนบริจาคเงิน แต่งตัวแต่งหน้าเลียนแบบคนที่น่าเคารพ และวางขันไว้ข้างหน้า (ในอินเดียมีคนแต่งตัวเป็นมหาตมะ คานธี) จำหน้าและชื่อไว้เมื่อเดินผ่านมาก็ทักทายเอ่ยชื่อและขอเงิน พูดคำขอบคุณถึงแม้จะไม่ได้เงินเพื่อสร้างมิตรภาพสำหรับโอกาสหน้า ฯลฯ รูปแบบหนึ่งที่น่าสนใจก็คือท้าพนันกับคนเดินผ่านไปมาว่าจะสามารถทำอะไรแปลกๆ ให้ดูได้เช่น อมบุหรี่ติดไฟ อมมีด ฯลฯ มีแม้กระทั่งท้าพนันว่ามีชื่อของคุณสักไว้ในร่มผ้า เมื่อพนันกันและเปิดดูก็เห็นคำที่สักไว้ว่า "ชื่อของคุณ" ผู้ท้าพนันกับขอทานก็ย่อมเสียเงินพนันไปตามระเบียบทุกครั้ง สำหรับเรื่องอินเดียนั้นการไม่มีระบบสวัสดิการที่แท้จริง ระบบสาธารณสุขขาดเงินสนับสนุนอย่างเพียงพอ คนยากจนจำนวนมากในชนบทอินเดียจึงนั่งรถไฟวันละเป็นพันๆ คนเข้าไปหางานในเมืองใหญ่เช่น Mumbi (ชื่อใหม่ของบอมเบย์) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเงินของประเทศหรือนิวเดลีเมืองหลวง เมื่อหางานทำไม่ได้และไม่มีเงินก็จำต้องเป็นขอทานในจุดสำคัญต่างๆ เช่น สถานที่มีผู้คนขวักไขว่และบริเวณเมืองเดลีใต้ ซึ่งเป็นแหล่งพำนักของนักการเมืองระดับประเทศส่วนใหญ่ ทางการอินเดียก็พยายามแก้ไขปัญหาขอทานที่มีอยู่มากมายในทุกเมืองใหญ่สำหรับเมืองหลวงนั้นคาดว่ามีอยู่ไม่ต่ำกว่า 100,000 คน (ไม่รวมผู้คนในสลัมที่ยากจน) ที่กินนอนอยู่บนทางเดินเท้าริมถนน ถึงแม้เศรษฐกิจอินเดียจะก้าวหน้าไปมาก และมีโอกาสเป็นยักษ์ใหญ่ตนหนึ่งในศตวรรษที่ 21 จนกระทั่งหลายคนเชื่อว่า อยู่หลังจีนประมาณ 10-15 ปี แต่ความไม่เท่าเทียมกันของรายได้ก็ไม่ได้ดีขึ้นประชากร 300 ล้านคน ในจำนวนพลเมือง 1,000 ล้านคนของประเทศมีรายได้ต่ำกว่าหนึ่งเหรียญสหรัฐต่อวัน ในเมืองใหญ่มีป้ายโฆษณาขายรถยุโรปใหญ่โต แต่เมื่อมองลงมาข้างล่างก็เห็นคนจำนวนมากขี่รถสกู๊ตเตอร์ มีเกวียน รถเข็น อยู่แน่นไปหมด การเข้ามาอยู่ในเมืองแล้วไม่มีงานทำเป็นสาเหตุสำคัญของการขอทานเพราะเป็นทางออกง่ายที่สุด อย่างไรก็ดี มีขอทานจำนวนหนึ่ง ที่ยึดอาชีพนี้ต่อเนื่องกันมาหลายชั่วคนซึ่ง โยงใยกับการอยู่ในวรรณะและชั้นสังคมที่ต่ำสุดของคนอินเดีย ในบ้านเราการให้เงินขอทานเป็นสิ่งที่ขัดแย้งอยู่ในใจของคนจำนวนไม่น้อย เช่นเดียวกับการซื้อนกในกรง ที่มีผู้เสนอขายเพื่อปล่อยสู่อิสรภาพ ผู้อยากให้เงินไม่แน่ใจว่าการให้เงินขอทานเท่ากับเป็นการส่งเสริมให้คนขี้เกียจ ไม่คิดทำงาน และช่วยให้มีคนขอทานมากยิ่งขึ้นอีกในอนาคตหรือไม่ การให้จึงเปรียบเสมือนกับเป็นการทำลายคน และบั่นทอนเศรษฐกิจของชาติในอนาคต ส่วนเรื่องนกนั้นไม่แน่ใจว่าการซื้อเท่ากับเป็นการสนับสนุนให้ไปจับนกมาขังกรง ทำให้นกเดือดร้อนไปเปล่าๆ เป็นการทำบาปมากกว่าทำบุญหรือไม่ พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือไม่แน่ใจว่า "ดีมานด์ไปสร้างสัพพลาย" กล่าวคือ (การได้มาซึ่งความพอใจจากการใช้เงินให้ขอทาน (ดีมานด์) ทำให้จำนวนขอทานเพิ่มมากขึ้น (สัพพลาย) หรือการนิยมปล่อยนกในกรง (ดีมานด์) ทำให้นกถูกจับมาขาย (สัพพลาย) หรือว่า "สัพพลายสร้างดีมานด์ขึ้นมา" ซึ่งหมายความว่ายังไงๆ ขอทานก็มีอยู่แล้วเพราะความจำเป็น (สัพพลาย) การให้เงินเพื่อให้ได้ความพอใจจึงเป็นเรื่องตามมาโดยธรรมชาติ (ดีมานด์) เช่นเดียวกับการจับนกมาใส่กรงเป็นเรื่องธรรมดา (สัพพลาย) ดังนั้น ซื้อนกปล่อย (ดีมานด์) จึงเป็นปฏิกิริยาตอบสนองปกติ คนที่มีปัญญาพอจะถามคำถามนี้ จึงมักไม่ค่อยให้เงินขอทานหรือซื้อนกปล่อยอย่างเขลาๆ เช่นหลายคนที่คิดว่า เป็นการทำบุญอย่างน่าปลื้มใจ จนมีส่วนทำให้จำนวนขอทานเพิ่มขึ้น เพราะการขอทานเป็นงานที่ไม่หนักแรงนัก นอกจากนี้หลายคนก็คิดว่าการซื้อนกปล่อยเป็นการช่วยนกให้พ้นทุกข์ โดยไม่นึกว่าแท้จริงแล้ว เป็นการสร้างความทุกข์ให้แก่นกที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ คนขอทานจำนวนไม่น้อยเป็นของจริงที่สมควรแก่การให้ แต่คำถามก็คือเหตุใด ทางการจึงไม่ช่วยเหลือคนที่หลุดรอดจากสวัสดิการสังคมเหล่านี้อย่างจริงจังและเป็นระบบ ถึงทำไม่ได้หมดก็ทำเท่าที่จะทำได้อย่างจริงจังไม่ใช่ทำไปอย่างแกนๆ (บางสะพานลอยมีขาประจำที่น่าสงสารนั่งอยู่เป็นแรมปี) ส่วนแก๊งมาเฟียขอทานต้องปราบให้หมดเพราะหาประโยชน์จากคนพิการ และถ้ามีการตัดแขนขาจริงก็ทิ้งเอาไว้ไม่ได้อย่างแน่นอน การให้เงินขอทาน หรือบริจาคเงินลงตู้ที่มีคนถือมาถึงที่พร้อมแสดงบัตรประจำตัวของมูลนิธิใดมูลนิธิหนึ่ง (จะเอาบัตรประจำตัวหน้าตาแบบไหน IT ปัจจุบันทำได้หมด) จึงควรกระทำอย่างมีสติและมีวิจารณญาณ มิฉะนั้นจะเท่ากับว่าช่วยทำให้สถานการณ์ "ดีมานด์ไปสร้างสัพพลาย" รุนแรงยิ่งขึ้น และเกิดความสูญเปล่าของสังคมเกินกว่าสมควร การให้เป็นสิ่งที่ดีเพราะให้ความสุขและความปีติที่ตัวเราสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สังคมและโลกให้ดีขึ้น จากการที่เรามีชีวิตอยู่ในโลก แต่การให้ก็อาจเป็นการทำลายได้ หากเป็นการให้ที่อำนวยให้เกิดการพึ่งพิงมากยิ่งขึ้น หน้า 6
|