หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
บริหารเศรษฐกิจ บริหารการรับรู้ (1)

เศรษฐศาสตร์ชวนเชื่อ : ดร.ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2549

ปัจจัยทางจิตวิทยาสามารถมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้ไม่น้อยแม้ในสังคมที่เจริญแล้ว ในทางธุรกิจการทุ่มเท ด้านการตลาด สามารถดลใจผู้บริโภคให้เห็นว่า ผลิตภัณฑ์ของตนเป็นที่น่าสนใจ ควรแก่การลิ้มลอง และช่วยเพิ่มความได้เปรียบเหนือคู่แข่งขันที่ขาดแคลนเงินทุนหรืออ่อนด้อยในการสื่อสารประชาสัมพันธ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าธุรกิจนั้นอยู่ภายใต้โครงสร้างที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า "ตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด"

ในหลักการบริหารเศรษฐกิจของประเทศ การขยายการรับรู้ของประชาชนที่มีต่อนโยบายและผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นนอกจากจะเป็น "การประชาสัมพันธ์" ตามปกติแล้ว ยังช่วยสร้างความเข้าใจที่ชัดเจนเป็นระบบได้ แม้ว่าในทางการเมืองเราทราบดีว่า การรับรู้ของสาธารณชนอาจเบี่ยงเบนออกไปถ้าหากรัฐบาลตัดสินใจใช้สร้างภาพลักษณ์ ให้เป็นที่นิยมในหมู่ประชาชน หรือกลุ่มผลประโยชน์

อย่างน้อยก็ทำให้นโยบายของรัฐได้รับการสนับสนุนให้การดำเนินไปด้วยความสะดวกและสำเร็จได้ง่าย ปัจจัยทางจิตวิทยาจึงมีบทบาททั้งในทางบวกและลบ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการใช้ และความรับผิดชอบทางจริยธรรม

หลายปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงหลายประการที่ส่งผลให้การดำเนินนโยบายผูกพันกับปัจจัยทางจิตวิทยา และการบริหารการรับรู้ข่าวสารเป็นพิเศษ โดยมิได้สร้างความเข้าใจถึงผลกระทบที่จะตามมา

ประการแรก โครงสร้างการเมืองไทยมีพัฒนาการที่ก้าวกระโดดจากรัฐบาลผสมหลายพรรค มาเป็นรัฐบาลพรรคเดียว ที่มีเสียงข้างมากเด็ดขาด (supermajority) ระบอบอำนาจใหม่ ซึ่งมาจากการเชื่อมโยงอย่างเป็นเอกภาพของธุรกิจกับการเมือง ได้สร้างอิทธิพลเหนือการให้ข้อมูลข่าวสารทั้งที่ผ่านเครือข่ายของภาครัฐและสื่อของเอกชนด้วย ภายใต้การกระจุกตัวของโครงสร้างอำนาจทางเศรษฐกิจ และการเมือง การเคลื่อนไหวของข่าวสาร ต้องไหลไปตามกระแสเดียวกัน ท่ามกลางข้อครหาเกี่ยวกับ "การแทรกแซงสื่อ" ที่จำกัดอยู่เฉพาะในหมู่คนจำนวนน้อยเท่านั้น

ประการที่สอง นโยบายเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือทางการเมืองและการจัดสรรผลประโยชน์สู่ฐานเสียงมากขึ้น พรรคการเมืองที่ควบคุมอำนาจรัฐโดยทั่วไปแล้วจะพยายามใช้นโยบาย เพื่อรักษาอำนาจการบริหารของตนไว้ ในขณะที่พรรคการเมืองใหม่ถ้าได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้ง ขึ้นมาบริหารประเทศจะมีแรงจูงใจในการใช้นโยบาย เพื่อขยายฐานทางการเมืองและการยอมรับจากประชาชน

การตลาดกลายเป็นปัจจัยชี้นำการบริหารงานของภาครัฐ มีการหันมาใช้งบประมาณอย่างมากมาย สำหรับการประชาสัมพันธ์โครงการต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการที่ให้ผลต่อพรรคการเมือง มากเสียจนกระทั่งงบประชาสัมพันธ์ของรัฐติดอันดับกลุ่มผู้ที่ใช้งบโฆษณาสูงสุดผ่านสื่อมวลชน

ประการที่สาม ความมุ่งมั่นที่จะสร้างระบบการเมืองพรรคเดียวคล้ายคลึงกับประเทศเผด็จการบางประเทศ มักสะท้อนออกมาพร้อมๆ กับวาทะความไม่ยินดีในความเห็นที่แตกต่างออกไป ไม่ว่าความเห็นนั้นจะมาจากผู้ใดก็ตาม การทุ่มเทด้านการประชาสัมพันธ์อย่างหนักและมีการถ่ายทอดสดรายการที่ผู้นำทางการเมือง เข้าไปแสดงบทบาทมากมายอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนกลับให้ข้อเท็จจริงเพียงด้านเดียว คือด้านที่นำไปสู่การสนับสนุนรัฐบาล หรือสร้างภาพลักษณ์อันน่านิยมชมชอบของผู้นำรัฐบาลเท่านั้น

ทัศนะที่ไม่เห็นด้วยมักถูกกล่าวหาว่าเป็นอุปสรรคต่อการที่รัฐบาลจะทำประโยชน์ให้กับประชาชน การลดทอนความน่าเชื่อถือของฝ่ายตรงข้าม ทำให้ความเห็นที่แตกต่างมีพื้นที่ในสื่อน้อยลงมาก และช่วยให้การชวนให้เชื่อ กลายเป็น "ความจริง" ที่ดูเสมือนทุกฝ่ายยอมรับ แต่ในอีกด้านหนึ่งรัฐบาลที่ครองอำนาจเบ็ดเสร็จ กลับสูญเสียโอกาสที่จะทำให้นโยบายของตนได้รับการปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้อง หรือทำให้ทุกฝ่าย เข้าใจการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายตรงกัน ด้วยเหตุด้วยผลซึ่งจะช่วยให้รัฐได้นโยบายที่น่าเชื่อถืออย่างแท้จริง

การตลาดเชิงรุกที่หวังผลทางการเมืองในระดับที่สูงเกินไป จะไม่มีผลเท่าใดนักถ้าโครงสร้างอำนาจทางเศรษฐกิจ และการเมือง มิได้มีการพัฒนาไปสู่ระบบใหม่ ที่อุดมทั้งพลังทางธุรกิจ และอำนาจรัฐ การแข่งขันในตลาดข้อมูลข่าวสารปกติแล้ว จะเปิดโอกาสแก่ทัศนะที่แตกต่างได้

ในอดีตการเคลื่อนไหวทางจิตวิทยาที่มีลักษณะชวนเชื่อมักเป็นไปอย่างกว้างขวางในภาวะสงครามสู้รบ หรือไม่ก็ในประเทศที่มีการปกครองแบบเผด็จการ ซึ่งรัฐเป็นผู้ควบคุมความคิดเห็นของประชาชนอย่างเข้มงวด แรงกดดันจากศัตรูภายนอกหรือจากสงครามเย็นอาจเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้การโฆษณาชวนเชื่อเป็นปฏิบัติการที่จำเป็น ในการค้ำจุนการผูกขาดอำนาจรัฐ

ภายใต้เงื่อนไขที่เอื้ออำนวยเหล่านั้น การโฆษณาชวนเชื่อมักประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ดังเช่นที่กล่าวถึงกันมาก เกี่ยวกับเยอรมนีในยุคนาซี อิตาลีในยุคฟาสซิสม์ จนกระทั่งถึงการปกครองของจีน ยุคแห่งการเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรมสมัยที่ "แก๊งสี่คน" เรืองอำนาจ

ในสังคมที่ยิ่งเผด็จการมาก การโฆษณาชวนเชื่อยิ่งกระทำได้มาก ในประเทศไทยซึ่งมีการปกครองแบบประชาธิปไตย และมีเศรษฐกิจแบบตลาด การบริหารสื่อและการเคลื่อนไหวอย่างเข้มข้นบนพื้นที่สื่อจึงสะท้อนปรากฏการณ์ใหม่แห่งยุคว่า ปัญหาการโฆษณาชวนเชื่อหาได้อันตรธานหายไปไม่ สังคมกลับจำเป็นต้องมีการปกป้องสิทธิในการนำเสนอ และการรับรู้ข่าวสารอย่างมาก ต้องสร้างความเท่าเทียมในข้อมูลข่าวสาร และความรู้ความเข้าใจ ที่เท่าทันเงื่อนไขทางการเมืองที่เปลี่ยนไป

การที่ประชาชนเชื่อในสิ่งที่รัฐบาลต้องการให้เชื่อ ย่อมสร้างความราบรื่นทางการปกครองในห้วงระยะหนึ่ง ทว่ามิใช่สิ่งที่สังคมจักได้ประโยชน์เสมอไป ความจริงด้านเดียวมีข้อเสียอย่างยิ่ง เพราะทำให้ประชาชนส่วนมาก ได้รับข้อมูลที่จำกัดและผู้ที่เสียโอกาสแห่งการรับรู้ก็คือ ผู้ที่เชื่อแต่ในสิ่งที่ผู้มีอำนาจต้องการให้เชื่อนั่นเอง

การใช้การตลาดนำนโยบายและการบริหารการรับรู้ของประชาชนในลักษณะเชิงรุก มีส่วนทำให้ความสนใจของสาธารณชน ไหลไปตามกระแสสีสันของข่าวสาร แทนการวิเคราะห์ทำความเข้าใจในนโยบายนั้นว่า จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงต่างๆ อย่างไรหรือควรที่จะมีการปรับปรุง ให้มาตรการของรัฐตรงตามเป้าหมายที่เหมาะสมอย่างไร สาธารณชนมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในหลายๆ ประเด็น อาทิ

1) การคาดการณ์เศรษฐกิจ

การประเมินสถานการณ์ในแง่ดีอาจสร้างเครดิตให้แก่ผู้บริหารประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคม ที่ประชาชนไม่สามารถแยกแยะส่วน ที่เป็นผลกระทบจากการบริหารของรัฐ ออกจากส่วนที่เป็นผลกระทบจากปัจจัยอื่นๆ เช่น ภาวะเศรษฐกิจโลกหรือทิศทางค่าเงินดอลลาร์เป็นต้น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ เศรษฐกิจโลกขยายตัวในเกณฑ์ที่สูง และเงินดอลลาร์มีทิศทางอ่อนค่าลง เศรษฐกิจไทยได้รับอานิสงส์อย่างมากแต่เข้าใจกันว่า เป็นเพราะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือฝีมือของรัฐบาลที่เข้มแข็ง โดยปราศจากการเตือนสติว่าความโชคดีนี้ อาจเป็นเพียงสถานการณ์ชั่วคราวก็ได้

การคาดการณ์ที่ดีเกินไปจึงกลายเป็นการส่งสัญญาณที่ขาดความระมัดระวังในอนาคตที่มีความเสี่ยงมากขึ้น หน่วยเศรษฐกิจต่างๆ ขาดความรอบคอบในการบริหารเศรษฐกิจของตน ขาดการประหยัด ไม่ยึดหลักประสิทธิภาพ และการพึ่งตนเอง ภาคครัวเรือนมีการใช้จ่ายเกินตัวจนกระทั่งอัตราการออมต่ำลง ไม่ได้สัดส่วนกับหนี้สินที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว การพึ่งพาสินเชื่อจากสถาบันการเงินของรัฐ รวมทั้งฐานะทางการคลังของรัฐ ที่อ่อนแอลงอย่างรวดเร็ว เป็นข้อเท็จจริงด้านลบที่สาธารณชนมิได้รับทราบ

ฝ่ายการเมืองนั้นเข้าไปเกี่ยวข้องกับการประมาณการเศรษฐกิจของหน่วยงานภาครัฐมากเกินไป ส่งผลให้การคาดการณ์ เน้นการมองสถานการณ์ในแง่ดี และมีความผิดพลาดเรื่อยมาตั้งแต่ปี 2548 ทั้งๆ ที่สัญญาณการทรุดตัวทางเศรษฐกิจ ได้เริ่มปรากฏชัดก่อนหน้านั้นแล้ว


บริหารเศรษฐกิจ บริหารการรับรู้ (2)

เศรษฐศาสตร์ชวนเชื่อ : ดร.ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2549

2) นโยบายประชานิยม

ความสำเร็จในแง่ของการขยายปริมาณคะแนนเสียง ทำให้โครงการประชานิยมกลายเป็นสัญลักษณ์ทางการเมือง ที่ผู้ไม่เห็นดีเห็นงามด้วย เสี่ยงต่อการถูกเพ่งเล็งว่าเป็นฝ่ายปฏิปักษ์ ปัญหาคือนโยบายประชานิยม เป็นนโยบายที่ขาดความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และไม่เหมาะสมกับประเทศที่ขาดความมั่งคั่งอย่างล้นเหลือ ประชาชนเองจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจในผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับตนในอนาคต

โครงการที่อาศัยเงินอุดหนุนและสินเชื่อจากสถาบันการเงินของรัฐจำนวนมหาศาล ย่อมมีต้นทุนค่าเสียโอกาสเพราะยังมีทางเลือกอื่นๆ ที่ก่อประโยชน์สูงกว่ามาก การผ่อนปรนที่มากเกินไป ทำให้โครงการเหล่านี้เป็นการเสพติดทางการเมือง ซึ่งถ้าดำเนินการต่อเนื่องเป็นเวลานาน จะสร้างภาระหนักให้แก่ระบบเศรษฐกิจ อย่างที่เคยเป็นปัญหาหนักมาแล้วในละตินอเมริกา

ความเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองส่งผลให้โครงการเอื้ออาทรทั้งหลาย ได้รับการออกแบบอย่างไม่รัดกุม ตามหลักเกณฑ์ทางเศรษฐกิจ และขาดการตรวจสอบอย่างเพียงพอโดยที่ผลดีที่ฐานเสียงได้รับเป็นเพียงความจริงครึ่งเดียว

3) การกระตุ้นเศรษฐกิจ

ในทางเศรษฐศาสตร์ การกระตุ้นเศรษฐกิจสามารถกระทำได้หลายทาง และจะเป็นนโยบายที่มีเหตุผล ถ้าภาวะเศรษฐกิจเกิดการชะลอตัวมากจนเกินไป อย่างไรก็ตาม การกระตุ้นก็ควรมีขนาดที่เหมาะสม และไม่นำไปสู่ปัญหาเสถียรภาพที่รุนแรงยิ่งขึ้น

ปีเริ่มต้นของรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นปีที่เศรษฐกิจและการค้าของโลกประสบกับการชะลอตัวแต่หลังจากนั้น ได้กลับมาเติบโตอย่างรวดเร็ว การได้รับประโยชน์จากเงื่อนไขภายนอกช่วยลดความจำเป็นต้องเติมน้ำหนัก ให้กับการกระตุ้นอุปสงค์ของระบบเศรษฐกิจ ทว่าการณ์กลับตรงกันข้าม รัฐบาลพยายามตั้งเป้าหมายให้มีการฟื้นตัวขนานใหญ่ (big recovery) ที่จะนำไปสู่การถดถอยในอนาคตแทนการฟื้นตัวอย่างสม่ำเสมอค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งจะมีความมั่นคงกว่ามาก

รัฐบาลชี้ให้เห็นแต่ความจำเป็นที่จะกระตุ้นรายจ่ายทั้งทางด้านการเงิน การคลัง และอัตราแลกเปลี่ยนเพียงด้านเดียวโดยมิได้ตระหนักถึงผลกระทบทางลบที่จะตามมา เช่น ปัญหาเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยสูงรวมทั้งภาพที่แท้จริงเมื่อเศรษฐกิจโลกไม่เอื้ออำนวยอีกต่อไป

ปัญหาความขาดแคลนสภาพคล่องทางการคลังและเงินคงคลังที่ร่อยหรออย่างรวดเร็ว สะท้อนให้เห็นว่า การกระตุ้นทางการคลังมีขนาด และการทุ่มเทเกินความจำเป็น โดยที่ภาครัฐมิได้ให้ประชาชนรับทราบ ฐานะทางการคลังที่เป็นระบบ และครบถ้วน ทั้งส่วนที่ปรากฏในงบประมาณและส่วนที่ผูกพันทางอ้อมที่เติบโตมากขึ้น งบกลางซึ่งมีสัดส่วนสูงกลายเป็นงบประมาณรองรับอำนาจของนายกรัฐมนตรี เป็นการเบียดเบียนงบลงทุน ที่น่าจะมีประโยชน์มากกว่า โดยที่งบกลางที่มากมายนี้มิได้นำไปสู่ความคล่องตัว ของระบบการบริหารงบประมาณเลย

4) การปลดหนี้ไอเอ็มเอฟ

เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากที่รัฐบาลของพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เพียงแต่ประสบความราบรื่นในการรวมบัญชีของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยไร้การวิจารณ์ หากยังได้รับความชื่นชมจากสื่อ และประชาชนทั่วไปว่าสามารถสร้างประวัติศาสตร์ ในการประกาศ "อิสรภาพ" จากอำนาจขององค์กรโลกอย่างที่มิอาจมีผู้ใดกระทำได้

เมื่อประมาณปลายเดือนสิงหาคม 2545 ผู้บริหารประเทศได้ประกาศ "ปลดหนี้ไอเอ็มเอฟ" อย่างครึกโครม โดยที่เจ้าหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรง กลับมิได้ให้ความเห็นในลักษณะเช่นนั้น ประชาชนทั่วไปเชื่ออย่างไม่ต้องวิเคราะห์ว่าเป็นการประกาศอิสรภาพจากการครอบงำของไอเอ็มเอฟ และเห็นว่าเป็นนิมิตหมายที่ดียิ่ง ทั้งๆ ที่โดยข้อเท็จจริงแล้วข้อผูกพันต่างๆ ที่มีต่อกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ตามหนังสือแสดงเจตจำนงได้สิ้นสุดลงไปนานแล้วตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2543 (หนังสือแสดงเจตจำนงฉบับที่ 8 คือฉบับสุดท้าย)

และหนี้เฉพาะส่วนที่กู้โดยตรงจากไอเอ็มเอฟเท่านั้น ที่มีการจ่ายคืนเสร็จสิ้นเร็วกว่ากำหนด สำหรับหนี้ที่กู้จากสถาบันและประเทศอื่นๆ ภายใต้กรอบของไอเอ็มเอฟยังคงอยู่เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ ส่วนที่กู้โดยตรงนั้นมิได้เคยถูกนำมาใช้ เพียงปรากฏเป็นส่วนหนึ่งของทุนสำรองระหว่างประเทศและได้มีการจ่ายคืนเป็นระยะๆ ตามตารางเวลามาก่อนหน้านั้น

หนี้ทั้งหมดภายใต้กรอบความช่วยเหลือของไอเอ็มเอฟมีวงเงินเริ่มต้น 17.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ กู้จริง 12.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีเงื่อนไขชดใช้คืนภายใน 5 ปี ในจำนวนนี้เป็นการกู้จากไอเอ็มเอฟ 3.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งในขณะนั้น เหลือประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (โดยมีการประกาศว่าจะชำระคืนในเดือนมกราคม 2546 ก่อนตารางเวลาเดิมประมาณหนึ่งปีครึ่ง) นี่จึงเป็นที่น่าเสียดายที่ประชาชนนั้นไม่เคยได้รับความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับที่มาที่ไปของหนี้ก้อนนี้ หรือแม้แต่ข้อเท็จจริงและความหมายของการคืนหนี้บางส่วนก่อน

การสรุปบทเรียนที่สร้างสรรค์เกี่ยวกับปัญหาโครงการไอเอ็มเอฟไม่เคยเกิดขึ้น ในแง่ของกระบวนการทางนโยบายแล้ว การตัดสินใจชำระหนี้ก่อนกำหนดกลับมิได้สะท้อนให้เห็นเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์และการเงินประกอบอย่างที่ควรจะเป็น เช่น การเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยรับ อัตราดอกเบี้ยจ่ายและทิศทางค่าเงินซึ่งในขณะนั้นเริ่มมีสัญญาณว่าค่าเงินสหรัฐจะอ่อนค่าลง

การบริหารการรับรู้และการคาดหวังของประชาชน อาจมีความหมายสำคัญในทางการเมืองและการบริหารประเทศ ทว่าความจริงครึ่งเดียวเป็นการจำกัดความรับรู้ของประชาชน ซึ่งจะทำให้ประชาชนนั้นเองขาดภาพที่ถูกต้องในการตัดสินใจ รวมทั้งส่งผลให้ภาคเอกชนหรือประเทศที่เคยเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจอย่างไทยขาดการบริหารความเสี่ยง และมีโอกาสประสบภาวะวิกฤติครั้งใหม่มากขึ้น

การบริหารเศรษฐกิจที่ถูกต้องควรมุ่งเน้นให้เกิดความเข้าใจที่ถ่องแท้เกี่ยวกับนโยบาย เพื่อที่ประชาชนจะได้ปรับตัวอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง


 

วงเงินความช่วยเหลือจากโครงการ IMF
แหล่งเงินกู้ 2542 (ธ.ค.) 2543 (ธ.ค.) 2544 (ธ.ค.) 2545 (พ.ค.)
1. IMF 3,431  3,062 1,679 1,162
2. J-EXIM 4,048 3,619 3,143 5,945
3. ธนาคารกลางประเทศต่างๆ 5,338 5,338 3,503 -
รวม  12,817 12,019 8,325 7,107
ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย

 

กำหนดระยะการชำระคืนหนี้เงินกู้โครงการ IMF

  งวดแรก งวดสุดท้าย อัตราดอกเบี้ย
1. IMF (ไตรมาสละ 225 ล้านดอลลาร์) ไตรมาส 4 (2543) ไตรมาส 2 (2547) SDR*
2. J-EXIM (ไตรมาสละ 570 ล้านดอลลาร์) ไตรมาส 4 (2546) ไตรมาส 2 (2548) LIBOR ระยะ 6 เดือน
3. ธนาคารกลางประเทศต่างๆ (ไตรมาสละ 350 ล้านดอลลาร์) ไตรมาส 1 (2544) ไตรมาส 3 (2547) 2-3% ต่อปี
หมายเหตุ : อัตราดอกเบี้ย SDR เดือนสิงหาคม 2545 เท่ากับร้อยละ 2.23
ที่มา: ธนาคารแห่งประเทศไทย