หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
กกต. ธรรมาภิบาลและอธรรมาภิบาลในการเลือกตั้ง

ภูมิคุ้มกันคอร์รัปชัน : รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ ศูนย์วิจัยธรรมาภิบาล มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2549

สปอตไลท์ทางการเมืองทุกดวงในขณะนี้จับไปที่ฝ่ายตุลาการ ที่กำลังแสดงบทบาทในการปฏิรูปการเมืองครั้งที่สองอย่างสำคัญ การตัดสินลงโทษจำคุก กกต. ชุดเก่าของศาลโดยไม่มีการรอลงอาญารวมทั้งยังได้ทำหน้าที่สรรหา กกต. ชุดใหม่ ทำให้ประกายแห่งความหวังที่จะได้เห็นการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม มีการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยที่มีธรรมาภิบาล และสังคมไทยมีสันติสุขเกิดขึ้นอีกวาระหนึ่ง

ภารกิจที่หนักอึ้งของ กกต. ชุดใหม่ เพราะต้องแบกรับความคาดหวังของคนไทยทั้งประเทศในขณะนี้ อย่างน้อยที่สุดมีสามประการด้วยกันคือ

ประการแรก จะต้องบริหารจัดการการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 15 ตุลาคมศกนี้ ให้เป็นไปโดยบริสุทธิ์ยุติธรรม โปร่งใส และมีความน่าเชื่อถือ

ประการที่สอง จะต้องกำหนดหลักเกณฑ์การแข่งขันเลือกตั้งระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ ให้เป็นไปอย่างเป็นธรรมและเสมอภาคกัน และ

ประการที่สาม จะต้องส่งเสริมสิทธิ เสรีภาพและการมีส่วนร่วมของประชาชน ตามเจตนารมณ์ ของปรัชญาในการปกครอง ตามระบอบประชาธิปไตย และตามรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2540

เพื่อให้กระบวนการเลือกตั้งเป็นไปโดยบริสุทธิ์ ยุติธรรม ตามความคาดหวังของประชาชน กกต. ชุดใหม่ไม่ควรนำเอาองคาพยพหรือกลไกเดิมที่ กกต. ชุดเก่าสร้างไว้มาใช้อย่างง่ายๆ เพราะกลไกเดิมซึ่งประกอบด้วย กลุ่มตำรวจจำนวนมากที่ประจำอยู่ในสำนักเลขาธิการ ใน กกต. เขต และ กกต. จังหวัดทั่วประเทศ ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาได้ตำแหน่งมาจากระบบเส้นสายของอำนาจเดิม

ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าบุคคลเหล่านี้เป็นผู้ที่อยู่ใต้ระบบการอุปถัมภ์ของ กกต. ชุดเก่า ซึ่งเคยชินกับการใช้อำนาจในทางที่ผิด การใช้อำนาจโดยปราศจากคุณธรรม และดูเหมือนว่า จะไม่ใคร่เข้าใจหรือไม่ใคร่ศรัทธาต่อปรัชญา และค่านิยมของการปกครอง ตามระบอบประชาธิปไตย ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของสิทธิและเสรีภาพของปัจเจกบุคคล การตรวจสอบภาครัฐและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน

หากไม่มีการชำระล้างเปลี่ยนแปลงกลไกการทำงานของ กกต. เสียใหม่ ทั้งในส่วนของสำนักเลขาธิการ และ กกต.ทั่วประเทศ กลไกการทำงานที่ฉ้อฉลเหล่านี้ จะไม่ช่วยทำให้กระบวนการเลือกตั้งที่ขาวสะอาดเกิดขึ้นได้

ในแง่ของการสร้างกรอบธรรมาภิบาลในการเลือกตั้ง เราควรตระหนักว่าการเลือกตั้งที่ไม่สุจริต เป็นต้นธารของบรรดาการทุจริต และคอร์รัปชันทุกประเภท ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน การได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยไม่สุจริต เป็นจุดเริ่มต้นของการทุจริตทั้งปวงในโครงการต่างๆ ของรัฐบาล ตลอดจนถึงการมีนโยบายของรัฐบาลที่เลว และการสร้างลัทธิพวกพ้องของนักการเมือง ซึ่งยากแก่การที่สื่อมวลชน และหน่วยงานของรัฐ จะไปตรวจสอบและดูแลอย่างทั่วถึงได้ทั้งหมด

เพราะฉะนั้น สิ่งที่ กกต. ชุดใหม่ควรให้ความสนใจ ก็คือการกำหนดหลักเกณฑ์ในการเลือกตั้ง ที่จะทำให้การแข่งขัน ของพรรคการเมืองต่างๆ เกิดความเป็นธรรม เสมอภาคและไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ระหว่างการเป็นพรรคที่ลงแข่งขันเลือกตั้ง แต่มีสถานะของการเป็นรัฐบาล ที่สามารถใช้อำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินได้ในเวลาเดียวกัน

การเริ่มต้นการแข่งขันระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ ที่เป็นไปอย่างไม่เป็นธรรม ไม่เสมอภาค และมีผลประโยชน์ทับซ้อน จะนำไปสู่การได้เปรียบ-เสียเปรียบระหว่างพรรคต่างๆ ทำให้พรรคที่กล้าใช้อำนาจทางการเมืองอย่างขาดคุณธรรม และโดยไม่คำนึงถึงหลักเกณฑ์และความถูกต้อง ตามระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยเป็นฝ่ายได้เปรียบ และมีโอกาสที่จะชนะการเลือกตั้งเป็นพรรคการเมืองเสียงข้างมากในสภาได้อย่างง่ายๆ

เพื่อหาทางป้องกันปัญหาข้างต้น กกต. ชุดใหม่ ควรกำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนว่า อะไรเป็นและอะไรไม่เป็นการทุจริตทางการเมือง? อะไรเป็นการทุจริตทางการเมืองที่เห็นชัดเจน? และอะไรเป็นการทุจริตทางการเมืองที่สังคมยังมองเห็นไม่ชัดเจน และสังคมยังไม่สามารถวินิจฉัยได้? แต่การกระทำดังกล่าวถือได้ว่าเป็นอธรรมาภิบาล (bad governance) ในการเลือกตั้งในขณะนี้เป็นอย่างยิ่ง

ตัวอย่างของอธรรมาภิบาลที่เป็นการทุจริตทางการเมืองที่สังคมไทยยังมองเห็นไม่ชัดเจน แต่ กกต. ควรป้องกัน ห้ามปรามมิให้พรรคการเมืองกระทำ และหากฝ่าฝืนก็สมควรได้รับการลงโทษ เช่น

1) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยเคยเรียกประชุมกำนันและผู้ใหญ่บ้านในช่วงที่กำลังมีการเลือกตั้ง โดยมีการแจกข้าวของที่เป็นงบประมาณของแผ่นดิน

2) รัฐมนตรีลงช่วยหาคะแนนแก่ผู้สมัครของพรรครัฐบาลในพื้นที่เลือกตั้ง โดยการกล่าวอ้างว่า ไม่ได้ใช้เวลาราชการในการหาเสียง แต่กลับใช้ทรัพยากรของรัฐในการเดินทาง และการใช้ข้าราชการประจำมาทำงานให้

3) การโอนเงินในโครงการประชานิยม และในโครงการของกระทรวงต่างๆ เพื่อแจกจ่ายให้แก่ประชาชน ที่มีสิทธิลงคะแนนเสียงในช่วงของการเลือกตั้ง เช่น งบภัยแล้ง งบช่วยเหลือคนชรา เป็นต้น

4) การประชุม ครม.สัญจร ตามภาคต่างๆ โดยการใช้ทรัพยากรและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

5) การแต่งตั้ง โยกย้ายข้าราชการ ทหาร ตำรวจในช่วงก่อนการเลือกตั้ง เพื่อสร้างระบบอุปถัมภ์ทางการเมือง

6) การแจกจ่ายทรัพยากรของรัฐ (เช่น จากสำนักงานสลาก ธนาคารของรัฐ และสถาบันการเงินของรัฐ) ให้แก่ผู้สมัครของพรรครัฐบาลไปใช้ประโยชน์ในการเลือกตั้ง และในการทำธุรกิจส่วนตัว

7) การจัดประมูลโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาลในช่วงก่อนการเลือกตั้ง เพื่อใช้เป็นทุนหาเสียง

8) การใช้ทรัพยากรของรัฐ เช่น ทีวี วิทยุ และงบประชาสัมพันธ์ของกระทรวงต่างๆ มาโฆษณาผลงาน ให้แก่พรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาล และใช้โจมตีพรรคการเมืองคู่แข่งขัน และบุคคลที่วิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาล

9) การใช้กำลังตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่รัฐวิสาหกิจทางด้านการเงินไปช่วยผู้สมัครของพรรครัฐบาล และใช้ข่มขู่ผู้สมัครที่เป็นคู่แข่งขัน และ

10) การประกาศนโยบายประชานิยมใหม่ๆ ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง แต่ให้มีผลบังคับใช้ทันที (เช่น การลดภาษีรายได้ ฯลฯ) เป็นการใช้ทรัพยากรของรัฐมาเอื้อประโยชน์ให้แก่พรรครัฐบาล และเป็นการเอาเปรียบพรรคคู่แข่งขัน

ในท้ายที่สุด สิ่งที่ กกต. ชุดใหม่ควรเร่งรีบดำเนินการทันที ก็คือการสร้างความโปร่งใสในการทำงาน และการให้ข่าวสารข้อมูลที่น่าเชื่อถือแก่สื่อมวลชน และสาธารณชน การอาศัยสื่อมวลชน องค์กรภาคประชาชน องค์กรที่มิใช่ของรัฐ องค์กรที่ไม่แสวงหากำไร และอาสาสมัครที่เป็นกลางและเป็นอิสระทางการเมือง ตลอดจนให้พลังที่เป็นอิสระเหล่านี้ สามารถมีส่วนร่วมในการให้ข้อเสนอแนะต่างๆ แก่ กกต. อย่างทันกาล จะช่วยให้การสร้างรากฐานของธรรมาภิบาลทางการเมืองของไทย มีความมั่นคงในระยะยาวได้